KOSPI ของเกาหลีใต้หยุดการซื้อขายชั่วคราวหลังดิ่งกว่า 5% จาก SK Hynix และ Samsung
ในระยะสั้นตลาดหุ้นไทยยังอยู่ภายใต้แรงกดดันอยู่หลายส่วน เริ่มจากความกังวล เรื่องเงินเฟ้อหลังราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น แต่อย่างไรก็ตามฝ่ายวิจัยยังเชื่อว่าภาวะ ดังกล่าวยังไม่มีน้ำหนักมากพอที่จะทำให้ทิศทางของเงินเฟ้อเปลี่ยนทิศทางกล่าวคือ อยู่ในขาลง ประเด็นต่อมาเป็นเรื่องของเงินบาทที่กลับมาอ่อนค่าอยู่ที่บริเวณ 38 บาท/USD ซึ่งภาวะดังกล่าวมีส่วนที่กดดัน Fund Flow ไหลออก และน่าจะเป็นแรง กดดันหลักในปัจจุบัน อีกส่วนหนึ่งเป็นความกลัวเรื่อง เศรษฐกิจโลกถดถอย ซึ่งอาจ เห็นผลกระทบในปี 2566 อย่างไรก็ตามภาพใหญ่ของเศรษฐกิจไทยในช่วงเวลาที่ เหลือของปี 2565 น่าจะยังเห็นการฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง ส่วนปัจจัยปลีกย่อยอื่นที่ต้อง ติดตามคือ ความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งในรัสเซีย-ยูเครน และ คาบสมุทรเกาหลี ซึ่งอยู่ในภาวะที่ร้อนแรง และคาดการณ์ได้ยาก
SET Index ผันผวนในทิศทางลงกรอบ 1550 – 1580 จุด พอร์ตจำลองได้ Stop Profit หุ้น ERW และ Cut Loss หุ้น CKP ได้เงินกลับ 15% ให้ ซื้อ TU 10% และ เพิ่ม TISCO 5% เงินสดสำรองคงที่ 20% Top Pick เลือก CBG, TISCO และ TU
ตลาดหุ้นผันผวนต่อเนื่องเช่นเดียวกับราคาน้ำมัน ท่ามกลางความกังวล เศรษฐกิจ RECSSION
ตลาดหุ้นทั่วโลกผันผวนในกรอบแคบ โดยฝั่งสหรัฐปรับตัวลงราว -0.3% ถึง -1.0% ขณะที่ ฝั่งยุโรปปรับตัวราว +0.1% ถึง -0.6% อย่างไรก็ตามดัชนีตลาดหุ้นยังคงปรับตัวลงต่อเนื่อง ตั้งแต่ช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังการประกาศตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payroll) ที่สูงเกินกว่าที่คาด ทำให้เกิดความกังวลว่า Fed จะเร่งปรับขึ้นอัตรา ดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูง และจะส่งผลให้เศรษฐกิจสหรัฐเข้าสู่ภาวะ ถดถอย นอกจากนี้ปัจจัยความเสี่ยงทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เริ่มทวีความรุนแรงต่อเนื่อง หลังจากปธน. ปูติน ตอบโต้ยูเครน โดยยิ่งจรวดนำวิถีระยะไกล เพื่อหยุดโครงสร้างพื้นฐาน และพลังงานของยูเครน ถือเป็นความรุนแรงมากที่สุดตั้งแต่เริ่มต้นสงคราม
ขณะที่ราคาน้ำมันดิบวานนี้เริ่มเห็นสัญญานการปรับตัวลงของราคาน้ำมันดิบ Bent Oil ที่ ลดลงสู่ระดับ 95.9 ดอลลาร์/บาร์เรล จากความกังวล Recession ส่วนประเด็นการประชุม ของกลุ่ม OPEC+ มีมติปรับลดกำลังการผลิต 2 ล้านบาร์เรล/วัน ในเดือน พ.ย.65 ถือเป็น Sentiment เชิงบวกต่อราคาน้ำมันดิบช่วงสั้น เนื่องจาก Supply น้ำมันดิบโดยรวมจะหด หายไปจากตลาด อย่างไรก็ตามนโยบายสหรัฐฯที่ประกาศว่าจะมีการนำน้ำมันคลังสำรอง ทางยุทธศาสตร์ (SPR) ออกมาสู่ตลาดอีก 10 ล้านบาร์เรลในเดือน พ.ย.65 เพื่อสกัดการพุ่ง ขึ้นของราคาน้ำมัน ถือเป็นการสวนทางกับกลุ่ม OPEC+ ที่จะเพิ่มปริมาณ Supply น้ำมันดิบเข้าสู่ตลาด ซึ่งจะเห็นได้ว่าทิศทางราคาน้ำมัน จะถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยทาง Supply ส่งผลให้ราคาน้ำมันจะมีความผันผวนสูงและเปลี่ยนแปลงค่อนข้างรวดเร็ว ประกอบกับภาพใหญ่ยังถูกกดดันจาก Demand ที่ยังชะลอตัวตามเศรษฐกิจโลกที่มีความ กังวลว่ายุงอยู่ในภาวะ Recession
ดังนั้นคาดผลลัพธ์สุทธิต่อราคาน้ำมันน่าจะ ทำให้ทั้ง Upside และ Downside ของน้ำมัน น่าจะอยู่ในกรอบจำกัดจากราคาปัจจุบัน ทำให้เบื้องต้นฝ่ายวิจัยยังคงสมมติฐานราคา น้ำมันดิบเฉลี่ยอ้างอิงดูไบในปี 2565, 2566 และตั้งแต่ปี 2567 เป็นต้นไปที่ 100, 90 และ 75 เหรียญฯต่อบาร์เรล ตามลำดับ
สรุป ตลาดหุ้นผันผวนต่อเนื่อง ขณะที่ราคาน้ำมันมีตัวแปรอยู่ที่ฝั่ง Supply และยัง ได้รับความกดดันจากฝั่ง Demand ท่ามกลางความกังวลเศรษฐกิจ RECSSION
คาดเงินเฟ้อยังยากที่จะกลับมาสูงกว่าเดิม หาก SET ย่อ...ยังน่าสะสม
วันที่ 13 ก.ย. 65 จะมีการรายงานตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐ ตลาดคาดเพิ่มขึ้น 8.1% ชะลอลง จากเดือนก่อนที่ 8.3% เป็นตัวเลขที่นักลงทุนเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะเป็นตัวกำหนด ทิศทางการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ในระยะถัดไป บวกกับมีปัจจัยความรุนแรงรัสเซียและ ยูเครนที่เพิ่มขึ้นมาพอดี
ดังนั้นฝ่ายวิจัยจึงทำการวิเคราะห์แบบจำลองหาโอกาสที่เงินเฟ้อสหรัฐและไทยจะกลับมา สูงกว่าเดิมมากน้อยเพียงใด โดยผ่านการกำหนดให้เงินเฟ้อสหรัฐและไทยในช่วงที่เหลือของ ปีเติบโต YoY เท่ากับที่ประกาศออกมาเดือนล่าสุด (เงินเฟ้อสหรัฐเดือน ส.ค. 8.25%YoY, เงินเฟ้อไทยเดือนก.ย. 6.4%YoY)
เงินเฟ้อสหรัฐจะพลิกกลับมาสูงกว่าเดือนก่อนค่อนข้างที่จะเกิดขึ้นได้ยาก เริ่มจากเงิน เฟ้อสหรัฐเดือน ก.ย. ต้องเร่งตัวกว่า 0.41%MoM (สูงกว่า 3 เท่าของเดือนก่อน) รวมถึงใน เดือน ก.ย. Fed ยังมีการขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มอีก 0.75% เพื่อสกัดกั้นเงินเฟ้อ และยิ่งเดือน ต.ค. 65 ฐาน CPI ปีที่แล้วที่สูง หนุนให้เงินเฟ้อปีนี้ต้องเพิ่มขึ้นกว่า 0.87%MoM (สูงกว่า 2 เท่า ของเดือน ก.ย.) เงินเฟ้อจึงจะสูงขึ้นได้
เงินเฟ้อไทยน่าจะผ่านพีคเช่นเดียวกัน เนื่องจาก ฐาน CPI เดือน ต.ค. ปีที่แล้วที่สูง หนุน ให้เงินเฟ้อปีนี้ต้องเพิ่มขึ้นกว่า 0.7%MoM (สูงกว่า 3.5 เท่าของเดือน ก.ย.) รวมถึงกนง. มี การขึ้นดอกเบี้ย 28 ก.ย. 65 0.25% อาจช่วยให้เงินเฟ้อเดือน ต.ค. เร่งขึ้นได้ยากขึ้น
สรุปฝ่ายวิจัยฯ คาดเงินเฟ้อสหรัฐและไทยมีโอกาสสูงที่จะผ่านพีคไปแล้ว หนุนให้ความ กังวลการเร่งขึ้นดอกเบี้ยในช่วงที่เหลือของปี ค่อยๆ เบาลงได้ ในจังหวะที่ตลาดหุ้นผัน ผวน หรือ SET Index ย่อตัวลงมา ถือเป็นโอกาสในการเข้าสะสม แนวรับแรก 1554 จุด แนวรับถัดไป 1520 จุด
แม้แนวโน้มค่าเงินบาทระยะสั้นจะอ่อนค่า แต่ระยะกลาง-ยาว มีโอกาสแข็ง ค่าสูง หนุน FLOW ต่างชาติไหลกลับตลาดหุ้นไทย
เหตุการณ์ความไม่สงบของสงครามยูเครน-รัสเซียตามหัวข้อด้านบน ทำให้นักลงทุนกังวล และโยกย้ายเม็ดเงินเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัยอย่าง Dollar Index มากขึ้น โดย Dollar Index แข็งค่า 2.9% (ในช่วง 5 วันทำการที่ผ่านมา) กดดันให้ค่าเงินหลายประเทศอ่อนค่า ลง โดยเฉพาะไทยที่ค่าเงินบาทอ่อนค่าในช่วงสั้นลง 1.35%Wtd ซึ่งปัจจัยดังกล่าวเป็นตัว กดดันให้ Flow ต่างชาติไหลออกจากตลาดหุ้นในช่วงนี้
อย่างไรก็ตามฝ่ายวิจัยฯประเมิน มีอยู่ 3 ปัจจัยที่จะช่วยให้ค่าเงินบาทมีโอกาสชะลอการ อ่อนค่าในช่วงที่เหลือของปีลดการสกัดกั้น Fund Flow ดังนี้
1. ไทยขึ้นดอกเบี้ยน้อยกว่าประเทศอื่นๆ โดยปัจจุบันธนาคารกลางแต่ละประเทศ เริ่มพิจารณาเร่งขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดกั้นเงินเฟ้อ และหากพิจารณาข้อมูล คาดการณ์จาก Bloomberg พบว่า สหรัฐมีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยในช่วงที่เหลือของปี อีก 1.25% เป็น 4.50% อังกฤษมีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 2.5% เป็น 4.75%, ยุโรปมีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยเพิ่ม 1.00% เป็น 2.25% ขณะที่ไทยเหลือการประชุม กนง. อีก 1 ครั้งเท่านั้นในวันที่ 30 พ.ย.65 คาดขึ้นดอกเบี้ย 0.25% เป็น 1.25% เท่านั้น
2. สถิติในอดีตบ่งชี้ว่าค่าเงินบาทมักแข็งค่าในไตรมาส 4 เสมอ โดยตลอด 5 ปีที่ ผ่านมา ค่าเงินบาทแข็งค่าเฉลี่ย 2.07% และเป็นการแข็งค่า 4 ใน 5 ปี ขณะที่ไตร มาส 4 ของปีนี้ มีปัจจัยกระตุ้นการท่องเที่ยว ทั้งจากการจัดงาน APEC และความ คาดหวังนักท่องเที่ยวจีนเข้ามาหนุนเพิ่มเติม
3. เศรษฐกิจไทยยังมีช่องว่างให้ฟื้นต่อ เนื่องจากยังฟื้นไม่ถึงช่วง Pre-Covid โดย หลายประเทศฟื้นเกินระดับ Pre-Covid ไปมากแล้วทั้ง สหรัฐฯ ยุโรป อังกฤษ ไต้หวัน มาเลเซีย เกาหลีใต้ อินเดีย เป็นต้น ขณะที่แนวโน้มการเติบโต GDP ปี 2566 หลายสำนักฯ คาดอยู่ในกรอบ 3.2% - 4.2% ซึ่งสูงกว่าการเติบโตของ GDP โลก ที่ OECD คาดเติบโต 2.2% เท่านั้น
สรุป คือ สถานการณ์สงครามที่ไม่แน่นอนและมีโอกาสยืดเยื้อ ทำให้ Dollar index แข็งค่าช่วงสั้น หนุนให้ค่าเงินบาทอ่อนค่า และกดดันให้ Fund flow ต่างชาติไหลออก ช่วงสั้น ดังนั้น Top picks วันนี้ เน้นหุ้นที่ได้ประโยชน์จากเงินบาทอ่อนค่า มีรายได้จาก การส่งออกสินค้าไปจำหน่ายในต่างประเทศอย่าง TU CBG และหุ้นที่เติบโตตาม เศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปีอย่าง TISCO
ขณะที่ภาพระยะกลาง-ยาว ค่าเงินบาทมีโอกาสชะลอการอ่อนค่าจาก 3 ปัจจัยด้านบน คาดเป็นตัวลดการสกัดกั้น Fund Flow ต่างชาติไหลเข้าหุ้นไทย
บทความนี้จัดทำและเผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์ ASIA Plus Securities








