KOSPI ของเกาหลีใต้หยุดการซื้อขายชั่วคราวหลังดิ่งกว่า 5% จาก SK Hynix และ Samsung
วัฎจักรความกลัวที่ฝ่ายวิจัยได้เคยเขียนถึงไว้ได้แก่ เงินเฟ้อสูง นำไปสู่การปรับขึ้น ดอกเบี้ย และการถดถอยทางเศรษฐกิจ ล่าสุดพบว่ามีกระแสที่เพิ่มความกลัวใน องค์ประกอบต่างๆ เริ่มจากเงินเฟ้อซึ่งมีแรงขับจากราคาน้ำมันที่ปรับขึ้น หลัง OPEC ปรับการผลิตน้ำมัน 2 ล้านบาร์เรล/วัน (เริ่มพฤศจิกายน) อีกทั้งมีแรงหนุน จากความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่แรงขึ้นใน รัสเซีย-ยูเครน ส่วนการปรับขึ้น ดอกเบี้ยพบว่าโอกาสที่ Fed จะปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.75% ต่อรอบมีความน่าจะเป็น สูงขึ้น สำหรับสัญญาณที่หลายประเทศกำลังเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยก็ชัดเจน ขึ้นตามลำดับ ภาวะดังกล่าวน่าจะทำให้ Sentiment ของตลาดหุ้นโลกอยู่ภายใต้ แรงกดดัน อย่างไรก็ตามตลาดหุ้นไทย เชื่อว่ามีระดับความเสี่ยงต่อปัจจัยแวดล้อม ดังกล่าวต่ำกว่า จึงเชื่อว่าน่าจะสามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนเข้ามาได้
SET Index น่าจะผันผวนในทิศทางลงกรอบ 1570 – 1590 จุด พอร์ตจำลองวาน นี้ Cut Loss หุ้น BEM น้ำหนัก 10% วันนี้ให้ลดน้ำหนักการถือหุ้นลงอีก 10% ให้ ถือเป็นเงินสดสำรองรวม 20% หุ้น Top Pick เลือก AOT (BK:AOT), CBG และ CPN
ความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ สูงขึ้น ทั้งรัสเซีย-ยูเครน และคาบสมุทรเกาหลี
ความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ของทั้ง 2 ซีกโลกยังคงยืดเยื้อ ทั้งสงครามรัสเซีย-ยูเครน และ สถานการณ์บนคาบสมุทรเกาหลีโดยมีรายละเอียด ดังนี้
• ความตึงเครียดสงครามรัสเซีย-ยูเครน โดย 2 วันก่อนหน้านี้ เกิดเหตุเพลิงไหม้บน สะพานแห่งเดียวของรัสเซียที่เชื่อมระหว่างรัสเซีย และคาบสมุทรไครเมียร์ซึ่งเกิด จากรถบรรทุกสินค้าระเบิดกลางสะพาน ซึ่งสะพานดังกล่าวเป็นจุดที่รัสเซียใช้ ขนส่งทรัพยากรไปใช้ในสงครามยูเครน หากเป็นการโจมตีจากฝั่งยูเครนจริงอาจ เป็นการยกระดับความรุนแรงของสงครามครั้งนี้ขึ้นอีกระดับ ขณะที่ล่าสุดรัสเซีย ยิงขีปนาวุธ 6 ลูก เข้าไปในพื้นที่เมืองซาปอริห์เชียของยูเครน จนทำให้มีผู้เสียชีวิต อย่างน้อย 13 คนและบาดเจ็บกว่า 60 คน ประเด็นดังกล่าว คาดทำให้การคว่ำ บาตรรัสเซียของฝั่งยุโรปยังมีอยู่ และ ทำให้อัตราเงินเฟ้อของฝั่งยุโรปทรงตัว ระดับสูงต่อไป กดดันเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะ Recession ในอนาคต
• ความตึงเครียดสถานการณ์บนคาบสมุทรเกาหลีโดยเกาหลีใต้ และสหรัฐฯ เริ่ม ซ้อมรบร่วมกันในวันที่ 7-8 ต.ค.65 ซึ่งการซ้อมรบครั้งนี้มีขึ้นหลังเกาหลีเหนือยิง ขีปนาวุธวิถีโค้ง 2 ลูก ตกสู่ทะเลเมื่อ 6 ต.ค.65 ซึ่งล่าสุด เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธ อีก 2 ลูก ทำให้เป็นครั้งที่ 7 แล้วในรอบ 2 สัปดาห์สร้างความวิตกกังวลอย่างมาก ทั้งในญี่ปุ่นและสหรัฐฯ ซึ่งสหรัฐฯตอบโต้โดยการประกาศคว่ำบาตรเกาหลีเหนือ ทันที
สรุป ความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ยังคงตึงเครียดทั้ง 2 ซีกโลก และเป็นปัจจัยที่ประเมิน ได้ยาก เนื่องจากไม่มีความแน่นอนของพัฒนาการในแต่ละครั้ง แม้ประเด็นดังกล่าวจะ ไม่ส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินอย่างมีนัยฯ แต่ก็ต้องติดตามใกล้ชิด โดยวันนี้คาด SET Index แกว่งผันผวนในกรอบ 1570-1590 จุด
ราคาน้ำมันดิบดีดตัว เพิ่มความกังวลเงินเฟ้อกลับมาพุ่งสูง คาด FED เร่ง ปรับขึ้นดอกเบี้ย
ราคาน้ำมันดิบเคยขึ้นแรงกว่า 70% ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ หลังจากนั้นราคาเริ่มย่อกลับ อย่างรวดเร็วไปใกล้กับช่วงต้นปี (ก่อนสงครามรัสเซีย-ยูเครน) ส่วนหนึ่งเป็นผลจากความ กังวลเรื่อง Recession นำไปสู่การคาดหมายว่า Demand การใช้น้ำมันน่าจะลดลง แต่ล่าสุดสัญญาน้ำมันดิบ WTI พุ่งขึ้นราว 16.5% จนอยู่เหนือระดับ 92 ดอลลาร์สหรัฐฯ ใน สัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากที่ OPEC+ ปรับลดกำลังการผลิต 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน มากที่สุด ในรอบ 2 ปีทำให้ภาพรวม YTD ราคาน้ำมันปรับขึ้นมารวม 22%ytd
ราคาพลังงานที่สูงขึ้นส่งผลกระทบไปทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฝั่งยุโรป อาทิ ค่าไฟฟ้า ครัวเรือนของประเทศอังกฤษที่พุ่งสูงมากกว่า 800% เทียบกับช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เนื่องจาก ราคาก๊าซที่พุ่งสูงขึ้น จนล่าสุดประชาชนชาวเยอรมันนับหมื่นคน ออกมาชุมนุมบนท้อง ถนนในกรุงเบอร์ลิน รวมทั้งที่หน้าอาคารสภาผู้แทนฯ เพื่อประท้วงภาวะพลังงานแพงและ ค่าครองชีพพุ่งสูง พร้อมถือแผ่นป้ายข้อความเรียกร้องรัฐบาลเร่งหามาตรการที่มี ประสิทธิภาพมากขึ้น ประเด็นดังกล่าวเพิ่มความกังวลภาวะเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูงจะเป็น แรงกดดันต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ
อัตราเงินเฟ้อของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วปรับลดลงได้ยากขึ้น โดยล่าสุดอัตราเงินเฟ้อ อังกฤษ และ โซนยุโรป แตะระดับ 10%YoY และหากอัตราเงินเฟ้อยังทรงตัวระดับสูง ก็จะ ส่งผลให้ความกังวลการขึ้นดอกเบี้ยเชิงรุก โดยล่าสุดธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) มีแนวโน้มเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง เมื่อดูจาก FED Watch Tool ให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น +81% ที่ Fed จะขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.75% ในการประชุมครั้งถัดไป และเริ่มเห็นการให้น้ำหนักมาก ขึ้นถึง +23% (ก่อนหน้านี้มีโอกาสเพียง 4.7%) ที่ Fed จะเร่งขึ้นดอกเบี้ย 0.75% ในการ ประชุมครั้งสุดท้ายของปีนี้ ซึ่งคาดว่าจะยิ่งส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกเกิดความผันผวน และ Fund Flow อาจไหลออกจากประเทศกำลังพัฒนาได้
สรุป ราคาน้ำมันดิบกลับมาดีดตัว หลัง OPEC+ มีมติปรับลดกำลังการผลิตครั้งใหญ่ใน รอบ 2 ปี ทำให้เพิ่มความกังวลเงินเฟ้อกลับมาพุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง คาด Fed จะเร่งปรับขึ้น ดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ ซึ่งคาดว่าจะยิ่งส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกเกิดความผันผวน
ตลาดหุ้นโลกผันผวน อยู่ใต้วัฎจักรเงินเฟ้อสูง กังวลขึ้นดอกเบี้ยแรง แนะ AOT CPN CBG
วันศุกร์ที่ผ่านมาหลังมีการรายงานตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐ (Nonfarm payrolls) เดือน ก.ย. ออกมา 263,000 แสนตำแหน่ง สูงกว่าที่ตลาดคาด 250,000 แสน ตำแหน่ง พร้อมกับอัตราการว่างงานที่ 3.5% ดีกว่าที่ตลาดคาด 3.7%
ส่งผลให้นักลงทุนกังวลว่า Fed มีโอกาสเร่งขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดกั้นเงินเฟ้อที่ยังยืนระดับสูง จาก ราคาน้ำมันที่พลิกกลับขึ้นมาเร็วกว่า 16% ในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา กดดันให้ สินทรัพย์เสี่ยงถูกขายทำกำไรออกมา โดยตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวลงมาแรง -2.1% ถึง - 3.8% ขณะที่ตลาดหุ้นโลกอื่นๆ มีโอกาสถูก Sentiment เช่นกัน
ขณะที่ SET Index วันนี้มีโอกาสย่อตัวลงจากปัจจัยภายนอกที่ผันผวน แนวรับแรก 1570 จุด ส่วนแนวต้าน 1590 จุด กลยุทธ์แนะนำถือเงินสดบางส่วนรอความผันผวน ของตลาดลดลง ส่วน Top pick แนะนำหุ้นอิงการฟื้นตัวเศรษฐกิจในประเทศ ทั้งแบบ ผันผวนต่ำ AOT, CPN และราคา Laggard มาก CBG
บทความนี้จัดทำและเผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์ ASIA Plus Securities








