KOSPI ของเกาหลีใต้หยุดการซื้อขายชั่วคราวหลังดิ่งกว่า 5% จาก SK Hynix และ Samsung
การปรับตัวลดลงแรงของ SET Index วานนี้ ดูเหมือนเป็นอาการ Panic Sell โดย ไม่มีเหตุอันควร ทั้งนี้หากพิจารณาความกลัวในเรื่องการปรับขึ้นดอกเบี้ยแรงของ Fed พบว่า Fed Watch Tool ก็ไม่ได้แสดงผลที่ถูกคาดหมายว่าจะปรับขึ้นมากไป กว่าเดิม ในทางตรงข้ามสัดส่วนของคนที่คิดว่า Fed จะปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.75% กลับลดลงเล็กน้อย นอกจากนี้หากพิจารณาในส่วนของ Fund Flow ก็พบว่า ต่างชาติยัง Net Buy เกือบ 2.6 พันล้านบาท แต่หากจะนับเป็นสัญญาณลบ ก็น่าจะ เป็นการเปิด Short ใน Future ของต่างชาติที่อยู่ในระดับสูงต่อเนื่องในช่วง 2 วัน ทำการที่ผ่านมา ส่วนปัจจัยแวดล้อมทางพื้นฐานใหม่ๆ เช้านี้ยังไม่มีประเด็นที่สร้าง แรงกดดันต่อตลาดหุ้นเพิ่ม เชื่อว่า SET Index มีโอกาสดีดตัวกลับ การปรับฐานลง มาแรงอย่างวันที่ผ่านมาควรถือเป็นโอกาสสะสมหุ้นเข้าพอร์ต
SET Index มีโอกาส Rebound กรอบ 1550 – 1576 จุด พอร์ตจำลองได้Cut Loss หุ้น ASK และ HMPRO ได้เม็ดเงินเพิ่มเป็น 20% ให้เข้าซื้อ JMT และ CRC อย่างละ 10% หุ้น Top Pick เลือก CPN, CRC และ JMT
ตลาดหุ้นฟื้น...หลังความกังวลเร่งขึ้นดอกเบี้ยลดลง
ตลาดหุ้นโลกบวกยกแผงวานนี้ โดยเริ่มจากฝั่งสหรัฐฯปรับตัวเพิ่มขึ้นแรงราว 2.3% ถึง 2.7% ขณะที่ฝั่งยุโรปปรับตัวเพิ่มขึ้นในกรอบแคบราว 0.2% ถึง 0.8% เนื่องจากเกิดความ ผ่อนคลายความกังวลที่ธนาคารกลางต่าง ๆ จะเร่งดำเนินการนโยบายการเงินเชิงรุกเพื่อ สะกัดเงินเฟ้อ หลังตัวเลขทางเศรษฐกิจออกมาแย่กว่าที่คาดการณ์ไว้
สำหรับตัวเลขดัชนีภาคการผลิต (ISM Manufacturing PMI) ของสหรัฐฯ ล่าสุดร่วงลงจาก ระดับ 52.8 จุด ในเดือนส.ค. สู่ระดับ 50.9 จุด ในเดือน ก.ย. 65 ซึ่งถือว่าเป็นระดับต่ำสุด ในรอบกว่า 2 ปีและยังต่ำกว่าที่คาดไว้ที่ระดับ 52.2 จุด ทั้งนี้การลดลงของตัวเลข PMI ดังกล่าวมีสาเหตุหลักมาจากการหดตัวของคำสั่งซื้อใหม่และการหดตัวของการจ้างงาน
ขณะที่ดัชนี Manufacturing PMI ของยุโรปในลดลงเช่นเดียวกัน โดยร่วงลงจากระดับ 49.6 ในเดือนส.ค. สู่ระดับ 48.4 ในเดือน ก.ย. 65 ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดในรอบ 27 เดือน และต่ำกว่าที่คาดไว้ที่ระดับ 48.4 โดยมีสาเหตุหลักมาจากวิกฤตค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้นทำ ให้การใช้จ่ายของผู้บริโภคลดลง รวมถึงราคาพลังงานงานที่พุ่งสูงจนกระทบกับต้นทุนการ ผลิต นอกจากนี้ ดัชนี PMI ของยุโรปที่ร่วงลงต่ำกว่าระดับ 50 ยังเป็นการบ่งชี้ว่าภาคการ ผลิตของยุโรปกำลังอยู่ในภาวะหดตัว
จากตัวเลขทางเศรษฐกิจออกมาต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ ทำให้คาดว่าธนาคารกลางต่างๆ มี โอกาสจะชะลอการเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย โดยหากพิจารณาแนวโน้มการปรับขึ้น ดอกเบี้ย ทำให้ความน่าจะเป็นในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งหน้าลดลงเมื่อเทียบกับ ณ วันประชุมครั้งที่ผ่านมา โดยพิจารณาจาก FED Watch Tool
• วันที่ 22 ก.ย. 65 (หลัง Fed ประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็น 3.25%) การประชุม ครั้งหน้ามีโอกาสสูงถึง 63.5% ที่ FED จะขึ้นดอกเบี้ยครั้งหน้า 0.75%
• ขณะที่ปัจจุบัน วันที่ 4 ต.ค. 65 (ผลการรายงานตัวเลขทางเศรษฐกิจของสหรัฐต่ำ กว่าที่คาด) มีโอกาสเพียง 57.3% ที่ Fed จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งหน้า 0.75%
สรุป ผลการรายงานตัวเลขทางเศรษฐกิจของสำหรัฐและยุโรปที่ออกมาต่ำกว่าที่คาด และมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง บ่งชี้ถึงเศรษฐกิจกำลังอยู่ในภาวะชะลอตัว ซึ่งอาจทำให้ ธนาคารกลางๆ ผ่อนคลายการดำเนินนโยบายการเงินเชิงรุกเพื่อสกัดเงินเฟ้อ และอาจ ทำให้ตลาดหุ้นกลับฟื้นตัวได้
ราคาน้ำมันดิบยังพุ่งต่อ พยุง SET INDEX ให้ผันผวนต่ำกว่าประเทศอื่นๆ
สัญญาน้ำมันดิบล่วงหน้า WTI และ Brent พุ่งขึ้นราว 4% - 5% จนอยู่ระดับ 83 และ 88 ดอลลาร์สหรัฐฯ ตามลำดับ ดังรูปด้านล่าง ขานรับคาดการณ์การประชุมของกลุ่มประเทศผู้ ส่งออกน้ำมันและพันธมิตร(OPEC+) ซึ่งจัดประชุม 5 ต.ค.65 นี้ โดยประชุมดังกล่าว จะมี การหารือเรื่องแนวโน้มการปรับลดปริมาณการผลิตน้ำมันลง โดยก่อนหน้านี้ทางโอเปกมอง ปริมาณการลดกำลังการผลิตที่ 500,000 บาร์เรลถึง 1 ล้านบาร์เรลต่อวันเท่านั้น แต่ล่าสุด ทางโอเปกพลัสกำลังจะพิจารณาการลดกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 1 ล้านบาร์เรล ต่อวันเพื่อหนุนราคาน้ำมันในตลาด
ในช่วงปี 2563-2564 OPEC มีมติลดกำลังการผลิตเช่นกันเพื่อแก้ปัญหาราคาน้ำมันตกต่ำ เช่นกัน โดยก.ค.63 ปรับลด 9.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน ส.ค.63-ธ.ค.63 ปรับลด 7.7 ล้าน บาร์เรลต่อวัน และในช่วงไตรมาส 1 ของปี 64 ปรับลดกำลังการผลิตราว 7 ล้านบาร์เรลต่อ วัน ทำให้ราคาน้ำมันดิบ Brent ในช่วงเวลาดังกล่าว ปรับขึ้น 62% ดังนี้ไตรมาสที่ 4 นี้ หาก OPEC+ มีมติลดกำลังการผลิตจริง คาดว่าราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นได้เฉกเช่น ในอดีต
ขณะที่ในมุมของ SET Index คาดแกว่งผันผวนน้อยกว่าตลาดหุ้นอื่นๆ เนื่องจากในภาวะ ปกติกำไรบริษัทจดทะเบียนของกลุ่มพลังงาน+ปิโตร มีสัดส่วนสูงถึง 31% ของกำไรบริษัท จดทะเบียนทั้งหมด ซึ่งหากราคาน้ำมันดิบปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถือเป็น Sentiment บวก ต่อตลาดหุ้นไทยเช่นกัน สะท้อนจากในไตรมาส 2 ที่ราคาน้ำมันดิบปรับขึ้นจนอยู่ระดับ 120 ดอลลาร์สหรัฐฯ ผลักดันให้กำไรบริษัทจดทะเบียนทั้งหมดในไตรมาส 2 สูงสุดเป็น ประวัติการณ์ที่ระดับ 3.49 แสนล้านบาท
สรุป ประเด็น OPEC+ ปรับลดกำลังการผลิต 1 ล้านบารร์เรลต่อวันจริง หนุนราคา น้ำมันดิบปรับขึ้นแรง เป็น Sentiment ที่ดีต่อ SET Index ช่วงสั้น มีสัดส่วนหุ้น พลังงาน-ปิโตร ราว 1 ใน 3 ของหุ้นทั้งตลาด แนะนำเก็งกำไร PTT (BK:PTT) PTTEP TOP
ในเชิง QUANT ตลาดหุ้นไทยลงลึก...แต่ก็น่าสะสมเพื่อหวังผลระยะ 2 – 3 เดือน
ตลาดหุ้นไทยผันผวนปรับฐานลงแรง 31.46 จุด หรือ -1.98% ส่วนหนึ่งเกิดจากการเร่งปิด สถานะ Single Stock Future มากสุดในรอบ 3 เดือน อย่างไรก็ตาม SET Index ลงลึกจน ระดับ RSI (14 วัน) เหลือเพียง 26.49 หรือ เข้าเขต Oversold (ต่ำกว่า 30) เป็นครั้งที่ 4 ในปีนี้ อีกทั้งหากดูหุ้นใน SET100 ยังเป็นการเข้าเขต Oversold ถึง 40 ใน 100 บริษัท
ฝ่ายวิจัยเชื่อว่าการปรับฐานที่ลึกเกินไปถือเป็นจังหวะในการสะสม ซึ่งสอดคล้องจากการ วิเคราะห์เชิงปริมาณ มีการลองหา Optimize จุดซื้อขาย SET ผ่านคู่ RSI ต่ำ (ช่วง 15 – 40) ไปสูง (ช่วง 50 – 80) ได้กลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 42 กลุ่ม ในข้อมูลช่วง 2020 –ก.ย. 2022 ผลลัพธ์ที่ได้ คือ “หากซื้อ SET Index RSI ต่ำ (ช่วง 15 – 40) และไปขายที่ RSI สูง (ช่วง 50 – 80) ได้ผลตอบแทนเฉลี่ยเป็นบวกทุกรอบ
และผลตอบแทนที่ Optimize ที่สุด เกิดจากกลุ่มตัวอย่าง ซื้อ SET เวลา RSI ตัดกลับมา เหนือ 30 และขายตอนตัดที่ 70 เกิดช่วงซื้อขายทั้งหมด 4 รอบ ได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 11.85% และเป็นบวกทั้ง 4 รอบ แต่หากนับเฉพาะ 3 รอบท้ายจะได้ผลตอบแทน 5.58% และมีระยะเวลาซื้อขาตต่อรอบ 73 วัน
สรุปจากผลการทดสอบระดับ RSI ที่เหมาะสมในเชิงปริมาณ ทำให้เชื่อว่า หุ้นไทยที่ ระดับนี้เริ่มน่าสะสม เพื่อหวังผลตอบแทนที่คาดหวัง 5 – 11% ในระยะ 2 – 3 เดือน ข้างหน้า
ฝ่ายวิจัยทำการคัดกรองหาหุ้นพื้นฐานเด่นเริ่มน่าทยอยสะสมหวังผลในระยะ 2 –3 เดือน ที่ ราคาลงลึก แนวโน้มกำไรปีหน้าเติบโต ผ่านเงือนไขต่างๆดังนี้
1. หุ้นพื้นฐาน (Upside ลูง)
2. ลงลึก (RSI 14 วันเข้าเขต Oversold)
3. แนวโน้มกำไรปีหน้าเติบโต (EPS Growth 66F >0)
จากกลุ่มหุ้นดังกล่าวฝ่ายวิจัยฯ ชื่นชอบ JMT, TIDLOR, CBG, BGRIM, GPSC, STEC, KBANK (BK:KBANK)
บทความนี้จัดทำและเผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์ ASIA Plus Securities








