KOSPI ของเกาหลีใต้หยุดการซื้อขายชั่วคราวหลังดิ่งกว่า 5% จาก SK Hynix และ Samsung
ภาพใหญ่ของตลาดตลาดการเงินโลก ถูกปกคลุมด้วยความเสี่ยงสำคัญ 3 ส่วน เริ่ม จาก ความเสี่ยงของการเข้าสู่ภาวะ Recession ของกลุ่มพัฒนาแล้ว, เงินเฟ้อที่อยุ่ ระดับสูง และ ดอกเบี้ยที่ปรับขึ้นแรง นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ เข้า มากดดันบางช่วงเวลา อย่างไรก็ตามเมื่อมองกลับมาที่สถานะของบ้านเรา ยังเชื่อ ว่าความเสี่ยงในเรื่องดังกล่าวน่าจะจำกัดมากกว่าหลายประเทศ เริ่มจากความเสี่ยง Recession ของบ้านเราต้องถือว่ายังห่างไกลจากภาวะที่จะเห็น GDP ลดลง ต่อเนื่องกัน 2 ไตรมาส เนื่องจากเราอยู่ในช่วงฟื้นตัว ในส่วนของเงินเฟ้อ พอจะ มองเห็นภาพว่าเราได้ผ่านจุดสูงสุดมาแล้ว ซึ่งน่าจะทำให้ความเสี่ยงต่อการปรับขึ้น ดอกเบี้ยที่แรงกว่า 0.25% ต่อรอบลดลง สำหรับการทำกำไรบริษัทจดทะเบียนก็อยู่ ในเกณฑ์ดีหนุนให้Market Earning Yield Gap ยังกว้างถึง 4.5 – 4.6%
SET Index น่าจะผันผวนในกรอบ 1630 – 1650 จุด ส่วนพอร์ตจำลองวันนี้ให้ ปรับเปลี่ยนหุ้นจาก SCB เป็น BBL ด้วยน้ำหนัก 15% เท่ากัน หุ้นTop Pick เลือก BBL, BEM และ BLA
แรงกดดันยังมี แต่ตลาดหุ้นไทยไทยยังแข็งแกร่งกว่าหลายตลาดทั่วโลก จาก MARKET EARNING YIELD GAP ที่ดีกว่า
ตัวเลขทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ล่าสุด มีการประกาศออกมา 2 รายการ
1. Retail Sales ยอดค้าปลีกเดือน ส.ค.65 +0.3%MoM หลังจากลดลง 0.4%MoM ในเดือนก.ค. โดยได้รับแรงหนุนจากการปรับตัวลงของราคาพลังงาน ซึ่งทำให้การบริโภคและการใช้จ่ายของผู้บิโภคเพิ่มขึ้น
2. Initial Jobless Claim ตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงาน ปรับลงติดต่อกันเป็น สัปดาห์ที่ 5 แตะระดับต่ำสุดในรอบ 3 เดือน ที่ระดับ 213,000 ราย ซึ่งถือว่าต่ำ กว่าสัปดาห์ก่อนหน้าที่ระดับ 218,000 ราย และต่ำกว่าที่ตลาดคาดที่ระดับ 226,000 ราย
ตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาดีกว่าคาด ทำให้นักลงทุนยังคงมุมมองการขึ้นดอกเบี้ยคงเดิม อ้างอิงจาก FED Watch Tool คือ นักลงทุนให้น้ำหนัก 80% ที่ FED จะปรับขึ้นอัตรา ดอกเบี้ย 0.75% สู่ระดับ 3.25% และให้น้ำหนัก 20% ที่ FED จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 1.00% ในการประชุมวันที่ 20-21 ก.ย.65 อย่างไรก็ตามการขึ้นดอกเบี้ยเชิงรุกของ FED ดู ผ่อนคลายลงในปีหน้า โดยการประชุมตั้งแต่สิ้นปี 65- ก.ค.66 มองดอกเบี้ยที่ระดับ 4.50% เท่านั้น(ส่วนต่าง 1.25%) ไม่ได้มีอัตราเร่งเฉกเช่นปีนี้
ขณะที่อัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯมีสัญญาณว่าได้ผ่านจุดสูงสุด หลัง CPI เดือนล่าสุดออกมา 8.3% ลดลงจาก 8.5% จากเดือนก่อนหน้า โดยฝ่ายวิจัยฯนำการเติบโต CPI รายเดือน เดือนล่าสุดที่ระดับ 0.12%MoM มาคิดเป็นสมมุติฐาน CPI Index ในช่วงถัดไป จะเห็นได้ ว่า อัตรา CPI YoY เดือนถัดๆไปลดลงอย่างชัดเจน โดยลดลงจาก 8.5%YoY(เดือน ส.ค.65) เหลือ 1.3%YoY (เดือน มิ.ย.66) หรือกลับเข้าสู่ภาวะปกติที่ FED มองไว้ คือระดับเงินเฟ้อ ต่ำกว่า 2%YoY ซึ่งมาจากในปี 2565 มีฐาน CPI Index ที่สูงกว่าปีอื่นๆมาก
เช่นเดียวกันกับประเทศไทย โดยฝ่ายวิจัยฯใช้สมมุติฐานเดียวกันกับอัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ ข้างต้น จะเห็นได้ว่าอัตราเงินเฟ้อของไทยในเดือนถัดๆไป ลดลงอย่างชัดเจน โดยลดลงจาก 7.9%YoY(เดือน ส.ค.65) เหลือ 1.2%YoY (เดือน พ.ค.66) ดังรูปด้านล่าง

ขณะที่มุมมอง Valuation ตลาดหุ้นไทยยังน่าดึงดูดกว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ หากประเมินผ่าน Market Earning Yield Cap. (ภายใต้ Bond Yield สหรัฐ 1 ปีปลายปีอยู่ที่ 4.5%) ในเชิง เปรียบเทียบ โดยกำไรบริษัทจดทะเบียนไทยยังเติบโตได้ดีเมื่อเทียบกับแนวโน้มการขึ้น ดอกเบี้ย (ปลายปี 65 ฝ่ายวิจัยคาดดอกเบี้ยไทย 1.25%) EPS65F หุ้นไทยเติบโต 12% หนุน Forward MEYG ยังทรงตัวในระดับสูง 4.7% หรืออยู่ในระดับที่น่าลงทุน ส่วนตลาด หุ้นสหรัฐ (S&P500) แม้ EPS65F หุ้นสหรัฐตลาดคาดยังเติบโต 10% แต่ล่าสุด CME Fed Watch Tool คาดดอกเบี้ยสหรัฐปลายปีสูงถึง 4.5% กดดันให้ Forward MEYG มีโอกาส ลดจาก 2.7% เหลือ 1.63% ส่วนต่างที่แคบลงระหว่างผลตอบแทนตลาดหุ้นกับตลาดตรา สารหนี้ กดดันให้เม็ดเงินไหลมีโอกาสจากตลาดหุ้นสหรัฐเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยมากขึ้น
สรุป แม้ตลาดหุ้นจะผันผวนในช่วงนี้ แต่อัตราเงินเฟ้อและอัตราการขึ้นดอกเบี้ยดูผ่อน คลายลงในระยะถัดไป และตลาดหุ้นไทยยังมีความได้เปรียบในมุม Valuation รวมถึง Market Earning Yield Gap ที่กว้างกว่า หนุน Flow ต่างชาติไหลเสริมเข้ามาใน อนาคต พร้อมกับช่วยพยุงให้ตลาดหุ้นไทยผันผวนน้อยกว่าตลาดหุ้นโลกได้ดังนั้นหาก ตลาดหุ้นลงลึกถือเป็นโอกาสทยอยสะสม
ทั่วโลกเสี่ยง RECESSION ขณะที่เศรษฐกิจไทยหวังท่องเที่ยวเสริม RECOVERY
ธนาคารโลก (World Bank) ออกมารายงานว่าเศรษฐกิจโลกอาจกำลังเข้าใกล้สู่ภาวะ ถดถอย (Recession) ในปีหน้า เนื่องจากเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ อาทิ สหรัฐ จีน และ EU ได้ชะลอตัวลงอย่างรุนแรง บวกกับธนาคารกลางทั่วโลกต่างทยอย ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยพร้อมกันเพื่อสกัดเงินเฟ้อให้อ่อนตัวลง ทั้งนี้หากประเทศคู่ค้าหลัก ของไทย อาทิ จีน สหรัฐ เผชิญกับภาวะ Recession ก็อาจส่งผลกระทบต่อมายังเศรษฐกิจ ไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยคาด GDP โลกปี 2566 มีโอกาสโตเพียง 0.5%YoY (เดิม 3%YoY)
อย่างไรก็ตามเศรษฐกิจไทยยังมีความกังวลในภาวะขาดดุลการค้า โดยในเดือน ก.ค. ขาด ดุลกว่า 3,660.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 1.3 แสนล้านบาท แต่ฝ่ายวิจัยประเมินว่า ในช่วงที่เหลือของปี 2565 เศรษฐกิจไทยจะกลับมาฟื้นตัว และทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดดี ขึ้นได้ โดยมี 2 ปัจจัยหลัก ดังนี้
• การขาดดุลทางการค้าลดลง เนื่องจากมูลค่าการนำเข้าในประเทศมีโอกาสลดลง จากราคาพลังงานที่ปรับตัว หลังราคาพลังงานโลก และในประเทศปรับตัวลง โดย ไม่ทำจุดสูงสุดใหม่
• ดุลบริการปรับตัวดีขึ้น โดยได้รับแรงหนุนจากภาคการท่องเที่ยวเริ่มกลับมาฟื้น ตัว โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) คาดการว่าภายในปีนี้ จะมี นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาในประเทศไทยราว 10 ล้านคน และในช่วง 8 เดือน แรกของปี มีนักท่องเที่ยว 4.5 ล้านคน ฝ่ายวิจัยจึงคาดว่าช่วง 4 เดือนที่เหลือของ ปี จะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเฉลี่ย 1.37 ล้านคน/เดือน หรือคิดเป็นเม็ดเงินราว 6.85 หมื่นล้านบาท
การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศที่แตกต่างจากประเทศอื่นๆ เริ่มชะลอลง ช่วยหนุน ให้กำไรบริษัทจดทะเบียนเติบโตเด่นขึ้นไปด้วย โดยเฉพาะหุ้น Domestic Play ซึ่งหาก ย่อตัวลงมาถือเป็นโอกาสในการสะสม
รับมือความผันผวนตลาดกับหุ้น DOMESTIC & DEFENSIVE แนะ BEM BLA BBL
ตลาดหุ้นโลกยังผันผวนจากความกังวลการเร่งขึ้นดอกเบี้ยของหลายๆ ประเทศ เพื่อสกัด เงินเฟ้อ แต่ผลพวงที่ตามมา คือ ความกังวลว่าเศรษฐกิจมีโอกาสเกิด Recession มากขึ้น สะท้อนได้จาก Bond Yield 10 – 2 Y US ต่ำลงมาอยู่ที่ -42 Bps. พร้อมกับกดดันหุ้นเทค ฯ ปรับตัวลงแรงต่อ โดยวานนี้ Nasdaq ลดลง -1.43% แต่ Dow Jones ลงน้อยกว่า - 0.56% และหากลงรายละเอียดมาเป็นรายหุ้น พบว่ายังมีกลุ่มหุ้นเมืองนอกที่ Outperform อยู่ อย่างหุ้นสุขภาพ UnitedHealth +2.6% หุ้นท่องเที่ยว Travelers +0.6% หุ้นธ.พ. JPMorgan +1.5% เป็นต้น ขณะที่หุ้นเทคฯ ยังลงแรง Adobe -17%, Microsoft -2.7%
และหากพิจารณาผ่านกราฟดัชนี Dow Jones (ตัวแทนหุ้น Value) หารด้วย ดัชนี Nasdaq (ตัวแทนหุ้น Growth) ที่ยังมีทิศทางขยับขึ้นต่อเนื่องในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา แสดงให้เห็น ว่านักลงทุนให้น้ำหนักหุ้น Value มากกว่าหุ้น Growth ในช่วงที่กังวลต่อการเร่งขึ้น ดอกเบี้ยและการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจ
ตลาดหุ้นไทยมีความคล้ายดัชนี Dow Jones มากกว่า ทั้งการเคลื่อนไหวของดัชนีที่ สอดคล้องกัน โดยมีค่า Correlation เท่ากับ 0.5 (Correlation กับ Nasdaq ต่ำเพียง 0.35) อีกทั้งยังมีความได้เปรียบจากสัดส่วนกำไรหุ้นเทคฯ (กลุ่ม ICT กับชิ้นส่วน) เพียง 7.3% ของกำไรทั้งหมด
ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนยามตลาดพักฐาน คาดวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 1630 -1650 จุด เผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก แนะนำหุ้น DOMESTIC & DEFENSIVE ที่ เติบโตตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ ราคา Laggard กลุ่ม อย่าง BEM, BLA, BBL เป็น Toppick
บทความนี้จัดทำและเผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์ ASIA Plus Securities








