KOSPI ของเกาหลีใต้หยุดการซื้อขายชั่วคราวหลังดิ่งกว่า 5% จาก SK Hynix และ Samsung
ปรับตัวขึ้นเหนือ 1650 จุด โดยนักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิ พร้อม เปิด Long ใน Future อีกครั้ง ถือเป็นสัญญาณที่ดีขึ้นต่อเนื่อง ยังเชื่อว่าตลาดหุ้น ไทยมีโอกาสที่จะถูกขับเคลื่อนด้วย Fund Flow ต่อ ประเมินจากทิศทางค่าเงิน USD ที่เริ่มอ่อนค่าลง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะค่าเงินสกุลอื่นที่เป็นองค์ประกอบใน Dollar Index เริ่มแข็งค่าขึ้น ประกอบกับความเชื่อที่เห็นว่าเงินเฟ้อของหลาย ประเทศได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว ทำให้ความจำเป็นที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยแรงหลัง ผ่านการประชุมรอบเดือน ก.ย.65 ลดระดับลงไป องค์ประกอบดังกล่าวจะเป็นแรง กดไม่ให้เงินบาทอ่อนค่าจนทะลุ 37 บาท/USD และน่าจะกลับมาแข็งค่าขึ้น ซึ่งจะ เป็นแรงหนุนให้ Fund Flow ไหลเข้า ตลาดหุ้นไทยได้ต่อ ส่วนประเด็นอื่นที่ต้อง ติดตามได้แก่ท่าทีของภาครัฐที่อาจกลับมาพิจารณาเรื่องภาษีจากรายการขายหุ้น
คาด SET Index น่าจะปรับขึ้นแนวต้าน 1670 จุด แนวรับ 1650 จุด พอร์ตจำลอง วันนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่จะยก Stop profit ให้สูงขึ้นในหุ้นบางตัวเพื่อ Lock กำไร สำหรับหุ้น Top Pick เลือก ASK, BEM และ HMPRO
ตลาดหุ้นคลายกังวลประเด็นเงินเฟ้อ ขณะที่ MEYG ไทยยังดูดีกว่าสหรัฐฯ หนุน FLOW ต่างชาติไหลเข้าอีกครั้ง
วันศุกร์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นทั่วโลกกลับมาแข็งแกร่งอีกครั้งราว 0.3% – 2.7% จากความ กังวลภาวะเงินเฟ้อเริ่มผ่านจุดสูงสุด โดยล่าสุด Morgan Stanley คาดว่าตัวเลขเงินเฟ้อ สหรัฐ (CPI) ในเดือน ก.ย. 2565 อยู่ที่ +7.9%YoY ซึ่งต่ำกว่าที่ตลาดคาดที่ +8.1%YoYโดย ปรับลดลงจากเดือนก่อนหน้าที่ +8.5%YoY และคาดว่าจะทยอยปรับตัวลดลงเรื่อยๆ จาก การปรับตัวลงของราคาพลังงานเป็นหลัก โดยการประชุมของธนาคารกลางหลายแห่งใน เดือนนี้ มีรายละเอียดด้านล่าง
• ยุโรป : การประชุมวันที่ 8 ก.ย. 2565 นักวิเคราะห์คาด ECB จะปรับขึ้นอัตรา ดอกเบี้ย 0.75% มาสู่ระดับ 1.25%
• สหรัฐ : การประชุมวันที่ 21 ก.ย. 2565 นักวิเคราะห์คาด FED จะปรับขึ้นอัตรา ดอกเบี้ย 0.75% มาสู่ระดับ 3.25% อ้างอิงจาก FED Watch Tool พบว่า โอกาส ที่ FED จะขึ้นดอกเบี้ย 0.75% ในการประชุมครั้งถัดไป สูงถึง 91% อย่างไรก็ตาม ดอกเบี้ยสิ้นปีนี้คาดอยู่ที่ 4% เท่านั้น (ซึ่งหมายความว่าการประชุมเดือน พ.ย.-ธ.ค. คาดขึ้นดอกเบี้ยรวมกันราว 0.75%)
• ไทย : การประชุมวันที่ 28 ก.ย. 2565 ฝ่ายวิจัยฯคาด ว่า กนง.จะปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมครั้งหน้า และดอกเบี้ยสิ้นปีนี้จะอยู่ที่ 1.25%
โดยสามารถติดตามตัวเลขเงินเฟ้อ เดือน ส.ค. ประเทศสำคัญๆ ที่จะประกาศมาได้ในสัปดา นี้
ทั้งความกังวลเงินเฟ้อที่ลดลง ดอกเบี้ยไทยที่ยังต่ำกว่าประเทศพัฒนาแล้ว รวมถึง แนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยยังช้ากว่า หนุนให้ตลาดหุ้นไทยมีความได้เปรียบในเชิง P/E หนุน MEYG ไทยยังกว่ากว่าโลกและสหรัฐ ถือเป็นเสนห์ดึงดูด Fund Flow ไหลเข้า ตลาดหุ้นไทยต่อได้
งบประมาณปี 2566 เพิ่มขึ้น 2.7% คาดทยอยลดการเยียวยา และเพิ่มการ ลงทุนมากขึ้น
งบประมาณปี 2566 อยู่ที่ 3.185 ล้านล้านบาท (+2.74%YoY) โดยรัฐบาลประมาณการ รายได้สุทธิไว้ที่ 2,490,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 13.91% ของ GDP และกำหนดวงเงินกู้ เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ 695,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 3.88% ของ GDP พร้อมระบุว่า "การขาดดุลงบประมาณจำนวนดังกล่าวยังอยู่ในระดับที่ไม่ส่งผลกระทบต่อ วินัยและฐานะการคลังของประเทศในระยะยาว" แสดงให้เห็นถึงสถานะทางการเงินของ ประเทศยังแข็งแกร่ง ด้วยงบประมาณที่เพิ่มขึ้น เศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นคาดว่าน้ำหนัก งบประมาณน่าจะลดการเยี่ยวยา และเทไปให้การลงทุนมากขึ้น
อย่างไรก็ตามอาจเกิดความกังวลว่า ภาครัฐจะให้น้ำหนักกับการจัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่ง อาจนำมาซึ่งความเสี่ยงต่อการที่จะมีการจัดหารายได้จาก แนวช่องทางใหม่ๆ ทำให้ ประเด็นการเก็บภาษีขายหุ้นอาจถูกนำมากล่าวถึงอีกครั้ง โดยล่าสุดกรมสรรพากร กล่าวว่า โครงการนี้จะเกิดขึ้นในอนาคต ขึ้นกับสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจ ซึ่งต้องติดตามอย่าง ใกล้ชิด
สรุป ฝ่ายวิจัยฯ คาดหวังในช่วงครึ่งปีหลังดุลบัญชีเดินสะพัดจะปรับตัวดีขึ้นจากการ กลับมาเปิดประเทศหนุนภาคการท่องเที่ยว พร้อมงบประมาณปี 66 ที่เพิ่มขึ้น น่าจะ คอยเสริมเครื่องยนต์หลักทางเศรษฐกิจได้ตรงจุดมากขึ้น ถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อตลาด หุ้นเช่นกัน
คาดหวัง FUND FLOW ไหลเข้าตลาดหุ้นไทยต่อ
ในสัปดาห์ที่ผ่านมา แรงขายของนักลงทุนต่างชาติชะลอลงเรื่อยๆ และเห็นการกลับมาซื้อ สุทธิ1.3 พันล้านบาท โดยฝ่ายวิจัยฯ คาดว่าจะเห็น Fund Flow มีโอกาสไหลเข้ามา ต่อเนื่อง ทั้งจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ชัดเจนขึ้น แรงกดดันจากการขึ้นดอกเบี้ยที่ น้อยกว่าประเทศพัฒนาแล้ว หนุนค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น
นอกจากนี้ยังมีแรงหนุนเพิ่มเติม จากแรงกดดันให้ดอลลาร์สหรัฐชะลอการแข็งค่า ทั้งจาก ECB ขึ้นดอกเบี้ย 0.75% พร้อมกับมีโอกาสเร่งสูงขึ้นเพื่อสกัดเงินเฟ้อ รวมถึง BOJ เล็งเห็น ถึงปัญหาว่าค่าเงินเยนที่อ่อนค่ามีโอกาสกระทบต่อผู้ประกอบการในประเทศ ดังนั้นหากมี การกสกัดกั้นเงินเฟ้อและค่าเงินไม่ให้อ่อนค่าทั้งเงินยูโรและเงินเยน ที่มีสัดส่วนในตะกร้า ดอลลาร์สหรัฐรวมกันสูงถึง 71% แบ่งเป็นสัดส่วนเงินยูโร 57% และเงินเยน 14% จะช่วย กดดันให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงได้
ทั้ง 2 ปัจจัย หนุนให้ Fund Flow มีโอกาสไหลเข้าตลาดหุ้นไทยมากขึ้น พร้อมกับค่าเงิน บาทมีทิศทางที่แข็งค่าขึ้น หนุนให้ต่างชาติเองมีโอกาสได้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน เพิ่มเติม และในช่วงที่ผ่านมาเวลาค่าเงินบาทแข็งค่าก็มักเห็น Fund Flow ไหลเข้ามา ในตลาดหุ้นมากกว่าปกติ คาดว่าช่วยพยุงหรือหนุนตลาดหุ้นไทยเดินหน้าต่อได
บทความนี้จัดทำและเผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์ ASIA Plus Securities








