เปิดแอป

หุ้นไทยยังดูเด่นกว่าหุ้นนอก 

ในบทความนี้:

ปัจจัยแวดล้อมหลักวานนี้มี 2 ประเด็น คือ 1.การแถลงการณ์ของ Jerome Powell บนเวที Cato Institute โดยมีใจความว่า FED ต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงิน เฟ้อต่อไป ส่งผลให้ FED Tools Watch มองว่า FED จะขึ้นดอกเบี้ย +0.75% ใน การประชุมครั้งหน้าอยู่ที่ 84% 2.ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีมติปรับขึ้นดอกเบี้ย เงินฝาก 0.75% ตามคาด โดยมองเป้าหมายเงินเฟ้อที่ 2% เช่นเดิม อย่างไรก็ตาม ทั้ง 2 ประเด็นไม่ได้กดดันตลาดหุ้นมากนัก เนื่องจากตลาดหุ้นตอบสนองประเด็น การขึ้นดอกเบี้ยไปมาก(จากการประชุม Jackson Holl ถึงปัจจุบัน ดัชนี NASDAQ ลดลงเกือบ – 9%) ขณะที่ไทยยังน่าสนใจจาก 2 มุม คือ 1.คาดช่วงที่เหลือของปี ทั้งดอกเบี้ยไทยยังต่ำกว่าและมีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยได้ช้ากว่าประเทศพัฒนาแล้ว (ปลายปีคาดดอกเบี้ยไทย 1.25% ยุโรป 2% สหรัฐ 4%) ซึ่งตามกลไกตลาดหุ้นไทย ถูกกดดันให้ถูกซื้อขายบน PE ที่ลดลงน้อยกว่า 2. เศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มเติบโต ต่อเนื่อง จากที่ระดับการฟื้นตัวของ GDP ยังไม่กลับไประดับก่อน COVID-19

วันนี้คาด SET Index เคลื่อนไหวในกรอบ 1630 – 1650 จุด พอร์ตจำลองขายทำ กำไร KTB(กำไร 7.1%) ไปลงทุน ASK แทน สำหรับหุ้น Top Pick เลือก ASK, BEM และ CBG

การขึ้นดอกเบี้ยของ ECB และ FED ในเดือนนี้ ทำตลาดหุ้นผันผวนช่วงสั้น

วานนี้ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ได้มีมติปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินฝากในตลาดเงินที่0.75% เป็น 1.25% ซึ่งเป็นการขึ้นดอกเบี้ยติดต่อกันเป็นครั้งที่สอง โดยแถลงการณ์ของ ECB ระบุว่า การปรับขึ้นดอกเบี้ยในครั้งนี้เป็นการเปลี่ยนผ่านนโยบายการเงินจากระดับที่ผ่อนคลาย มากไปสู่ระดับที่จะทำให้แน่ใจได้ว่าอัตราเงินเฟ้อจะกลับคืนสู่เป้าหมายระยะกลางที่ 2% และแถลงว่าการขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะเป็นไปอย่างต่อเนื่องในการประชุมครั้งต่อไป (27 ต.ค. 65) ประเด็นดังกล่าว ทำให้ตลาดเชื่อว่าภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Technical Recession) ในยูโรโซนอาจเกิดขึ้นได้ เนื่องจากกำลังการใช้จ่ายของผู้บริโภคถูกกดดัน และธุรกิจต่างๆ กำลังประสบปัญหาในการส่งต่อต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ขณะที่ GDP ของกลุ่มยูโรโซน 2Q65 +0.8%MoM เท่านั้น

ประเด็นถัดมา คือ การแถลงการณ์ของ Jerome Powell บนเวที Cato Institute Powell กล่าวว่า ซึ่งกล่าวว่า FED จะต้องเร่งดำเนินการขึ้นดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อต่อไป โดย เนื้อหาการแถลงการณ์ของ Powell ไม่ต่างกับการขึ้นแถลงบนเวที Jackson Hole เมื่อ สัปดาห์ก่อน ส่งผลให้FED Watch tool มองว่าโอกาสที่ FED จะขึ้นดอกเบี้ย +0.75% ใน การประชุมครั้งหน้าอยู่ที่ 84%

ประเด็นดังกล่าว กดดันหุ้นและสินทรัพย์เสี่ยงผันผวนในวานนี้ โดยตอนเริ่มเปิดตลาดฯ ทางด้านดัชนี S&P500 และ Nasdaq ได้ร่วงลงไปเกือบ 1%ทั้งคู่อย่างไรก็ตามสุดท้ายมีแรง ซื้อกลับทำให้ดัชนีดังกล่าว ปิดบวกเล็กน้อยราว 0.5-0.7%

สรุป การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของยุโรป และความคาดหวังว่า FED จะปรับขึ้น ดอกเบี้ยเชิงรุกต่อไป การเร่งดึงสภาพคล่องออกจากระบบ อาจสร้างความกังวล เศรษฐกิจชะลอเร็วขึ้นได้ กดดันตลาดหุ้นสหรัฐ ยุโรปผันผวนช่วงสั้น แต่ตลาดหุ้นไทย ยังมีความได้เปรียบจากการอยู่ในช่วงของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยวันนี้มองกรอบ การเคลื่อนไหวระดับ 1630-1650 จุด

มุมมองเทคนิค เงินบาทมีโอกาสกลับไปแข็งค่า หนุน FLOW ต่างชาติไหล กลับอีกครั้ง

ประเด็นการขึ้นดอกเบี้ยเชิงรุกของ FED และ ECB ตลาดหุ้นได้ตอบรับสนองไประดับหนึ่ง แล้วในช่วงที่ผ่านมา จึงทำให้ Dollar Index ที่แข็งค่ากว่า 14.5%ytd ไม่ได้แข็งค่าเพิ่มเติม อย่างมีนัยฯ เช่นเดียวกับค่าเงินบาทที่อ่อนค่าจนติดแนวต้านสำคัญฯแล้ว ซึ่งมีแนวโน้ม กลับมาแข็งค่าในอนาคตอันใกล้ โดยมีความคิดเห็นเชิงเทคนิคที่สอดคล้อง ดังนี้

1. ราคาอยู่ในช่วงทดสอบแนวต้าน 37.00 บาท/USD

2. การปรับขึ้นรอบนี้คล้ายปี 2008/2015 ที่ RSI และ MACD ขึ้นมาในโซน Overbought ที่มักจะตามด้วยการชะลอการอ่อนค่า

3. หากทำพฤติกรรมซ้ำ ค่าเงินบาทจะเริ่มขึ้นจำกัดที่ 37.00 บาท/USD และมี โอกาสอ่อนค่ามาที่ 35.00 บาท/USD

สรุป Dollar Index มีโอกาสชะลอการแข็งค่า หนุนให้ค่าเงินบาทมีโอกาสกลับไปแข็ง ค่าในอนาคต บวกกับ มุมมองทางเทคนิคที่สนับสนุนว่าค่าเงินบาทควรจะแขข็งค่าใน ระยะถัดไป ประเด็นดังกล่าว หนุนให้ Flow ต่างชาติมีโอกาสไหลลเข้าหุ้นไทยเฉกเช่นใน อดีตช่วงปลายเดือน ก.ค.65- กลาง ส.ค.65

BEM ยื่นข้อเสนอดีกว่า ITD GROUP โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตก

วันที่ 7 ก.ย ที่ผ่านมา รฟม. เปิดซองข้อเสนอซองที่ 3 ( ซองราคา) โครงการรถไฟฟ้าสายสี ส้มตะวันตก ผลปรากฏว่า BEM เสนอผลประโยชน์สุทธิหรือมูลค่าปัจจุบัน (NPV) ซึ่งเป็น เงินตอบแทนที่ผู้ยื่นข้อเสนอจะให้แก่ รฟม. หักลบด้วยจำนวนเงินสนับสนุนค่างานโยธาที่ผู้ ยื่นข้อเสนอจะขอรับจาก รฟม เท่ากับ -78,287.95 ล้านบาท สูงกว่า ITD Group ที่ยื่น ผลประโยชน์สุทธิ -102,635.66 ล้านบาท แปลว่า BEM ยื่นข้อเสนอดีกว่า ITD Group เพราะขอรับเงินสนับสนุนค่างานโยธาจาก รฟม. น้อยกว่า ITD Group สำหรับขั้นตอน ต่อไป รฟม และคณะกรรมการคัดเลือกฯ จะพิจารณาตรวจสอบความถูกต้องของข้อเสนอ ดังกล่าว รวมทั้งเปิดข้อเสนอซอง 4 ( ข้อเสนอเพิ่มเติม) และทำการเจรจากับผู้ที่เสนอ ผลประโยชน์สูงสุด ก่อนประกาศผลอย่างเป็นทางการ และเซ็นสัญญากับผู้ชนะประมูล ต่อไป โดยคาดหวังจะเกิดขึ้นภายในปีนี้ ถือเป็นผลบวกโดยตรงต่อ BEM ในฐานะผู้ชนะ ประมูล

ฝ่ายวิจัยประเมินผลบวกจากโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มจะเพิ่มมูลค่าพื้นฐานให้กับ BEM ได้อีก 1.70 บาท/หุ้น ทำให้ราคาเหมาะสมของ BEM เพิ่มจาก 10.30 บาท เป็น 12.00 บาท ขณะที่ CK ในฐานะผู้รับเหมาก่อสร้างหลัก คาดจะมี Backlog เพิ่มขึ้นอีก กว่า 8 หมื่นล้านบาท จากโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตก ช่วยเติม Backlog ปัจจุบันที่มี 6.2 หมื่นล้านบาท และหากภายในปีนี้ CK สามารถเซ็นสัญญาก่อสร้าง โรงไฟฟ้าหลวงพระบางซึ่งเป็นโครงการลงทุนของ CKP ได้อีกราว 8 หมื่นล้านบาท ก็จะ ทำให้ CK มี Backlog พุ่งทะยานเกิน 2.2 แสนล้านบาท สูงสุดนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทมา ฝ่ายวิจัยแนะนำซื้อ BEM (FV@B 12.00) และ CK (FV@B 25.00)

ตลาดหุ้นน่าจะซึมซับ FED ขึ้นดอกเบี้ยไปในระดับหนึ่งแล้ว แนะหุ้นฟื้นตาม เศรษฐกิจ และหุ้นเติบโตราคาย่อตัวลงมาลึก

ตลอดระยะเวลาราว 3 สัปดาห์ ตั้งแต่ประธาน Fed ให้ความเห็นว่าจะขึ้นดอกเบี้ยเพื่อจะ สกัดกั้นเงินเฟ้อแบบเต็มที่ในการประชุม Jackson Holl จนปัจจุบันวานนี้ในงาน Cato Institute ประธาน Fed ก็ยังยืนยันมุมมองเดิม

ฝ่ายวิจัยคาดว่าตลาดหุ้นน่าจะสะท้อนปัจจัยดังกล่าวไปมากแล้ว เพราะหากดูข้อมูลจาก Fed Watch Tool คาด Fed มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ย ณ 21 ก.ย. 65 อีก 0.75% ปลายปีอยู่ที่ 4% เหมือนเดิม แต่ตลาดหุ้นกลับปรับตัวลงมาลึกแล้ว อาทิ Nasdeq -8.5%, DAX -5.8%, Hang Seng -5.4% ขณะที่ SET +0.24%

นอกจากนี้คาดตลาดหุ้นไทย ยังมีโอกาส Outperform ตลาดหุ้นประเทศพัฒนาแล้วต่อได้ ทั้งแรงกดดันจากดอกเบี้ยที่ต่ำกว่า (ปัจจุบันดอกเบี้ยไทย 0.75% ยุโรป 1.25% สหรัฐ 2.5%) และการเร่งขึ้นในช่วงที่เหลือของปีช้ากว่า (ปลายปีตลาดคาดดอกเบี้ยไทย 1.25% ยุโรป 2% สหรัฐ 4%) ตามกลไกตลาดหุ้นไทยถูกกดดันให้ถูกซื้อขายบน PE ที่ลดลงน้อย กว่า

กลยุทธ์การลงทุนในช่วงนี้ แบ่งได้ออกเป็น 2 กลุ่ม

1. หุ้นฟื้นตัวตามภาพรวมเศรษฐกิจในประเทศ ซึ่งยังคง Outperform ได้ดี แนะนำ HMPRO, CKP ,PLANB ,CENTEL ,CK, BDMS

2. หุ้นเติบโต ราคาย่อตัวลงมาลึก มีโอกาสรีบาว์นกลับได้ แนะนำ KCE, HANA, MINT %, CBG, MTC, TIDLOR

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนวันนี้คาด SET เคลื่อนไหวในกรอบ 1630 -1650 จุด แนะนำ CBG, BEM และ ASK เป็น Toppick

บทความนี้จัดทำและเผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์ ASIA Plus Securities

ความคิดเห็นล่าสุด

การเปิดเผยความเสี่ยง: การซื้อขายตราสารทางการเงินและ/หรือเงินดิจิตอลจะมีความเสี่ยงสูงที่รวมถึงความเสี่ยงต่อการสูญเสียจำนวนเงินลงทุนของคุณบางส่วนหรือทั้งหมดและอาจไม่เหมาะสมกับนักลงทุนทั้งหมด ราคาของเงินดิจิตอลแปรปรวนอย่างมากและอาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกต่าง ๆ เช่น เหตุการณ์ทางการเงิน กฎหมายกำกับดูแล หรือ เหตุการณ์ทางการเมือง การซื้อขายด้วยมาร์จินทำให้ความเสี่ยงทางการเงินเพิ่มขึ้น
ก่อนการตัดสินใจซื้อขายตราสารทางการเงินหรือเงินดิจิตอล คุณควรตระหนักดีถึงความเสี่ยงและต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายในตลาดการเงิน ควรพิจารณาศึกษาอย่างรอบคอบในด้านวัตถุประสงค์การลงทุน ระดับประสบการณ์ และ การยอมรับความเสี่ยงและแสวงหาคำแนะนำทางวิชาชีพหากจำเป็น
Fusion Media อยากเตือนความจำคุณว่าข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้ไม่ใช่แบบเรียลไทม์หรือเที่ยงตรงแม่นยำเสมอไป ข้อมูลและราคาที่แสดงไว้บนเว็บไซต์ไม่ใช่ข้อมูลที่ได้รับจากตลาดหรือตลาดหลักทรัพย์เสมอไปแต่อาจได้รับจากผู้ดูแลสภาพคล่องและดังนั้นราคาจึงอาจไม่เที่ยงตรงแม่นยำและอาจแตกต่างจากราคาจริงในตลาดซึ่งหมายความว่าราคานี้เป็นเพียงราคาชี้นำและไม่เหมาะสมสำหรับวัตถุประสงค์เพื่อการซื้อขาย Fusion Media และผู้ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้จะไม่รับผิดชอบใด ๆ สำหรับความเสียหายหรือการสูญเสียที่เป็นผลมาจากการซื้อขายของคุณหรือการพึ่งพาของคุณในข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้
ห้ามใช้ จัดเก็บ ทำซ้ำ แสดงผล ดัดแปลง ส่งผ่าน หรือ แจกจ่ายข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้โดยไม่ได้รับการอนุญาตล่วงหน้าอย่างชัดแจ้งแบบเป็นลายลักษณ์อักษรจาก Fusion Media และ/หรือจากผู้ให้ข้อมูล ผู้ให้ข้อมูลขอสงวนสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาและ/หรือการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้
Fusion Media อาจได้รับผลตอบแทนจากผู้โฆษณาที่ปรากฎบนเว็บไซต์โดยอิงจากปฏิสัมพันธ์ของคุณที่มีกับโฆษณาหรือผู้โฆษณา
เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษของเอกสารฉบับนี้เป็นเวอร์ชั่นหลักซึ่งจะเป็นเวอร์ชั่นที่เหนือกว่าเมื่อใดก็ตามที่มีข้อขัดแย้งไม่สอดคล้องตรงกันระหว่างเอกสารเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษกับเอกสารเวอร์ชั่นภาษาไทย