KOSPI ของเกาหลีใต้หยุดการซื้อขายชั่วคราวหลังดิ่งกว่า 5% จาก SK Hynix และ Samsung
ปัจจัยแวดล้อมในส่วนของภาพ Macro ไม่เปลี่ยน โดยความกังวลต่อภาวะการ ชะลอตัว-ถดถอยของเศรษฐกิจโลกยังอยู่ระดับสูง เฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มประเทศ พัฒนาแล้ว สวนทางกับเศรษฐกิจของบ้านเราที่กำลังฟื้นตัว ขณะที่เงินเฟ้อแม้จะ เริ่มมองเห็นว่ามาถึงจุด Peak หรือกำลังลดระดับลง แต่ความกังวลที่จะเห็นการ ปรับขึ้นดอกเบี้ยเชิงรุกยังมีอยู่ ภาพดังกล่าวทำให้ตลาดหุ้นผันผวน แต่ด้วยสถานะ ที่ดีกว่าของตลาดหุ้นไทย แรงกดดันในภาพใหญ่ดังกล่าวข้างต้น น่าจะมีผลเพียงทำ ให้เกิดการชะลอตัวของในการปรับขึ้นของ SET Index สำหรับประเด็นที่ให้ความ สนใจวันนี้มี 2 เรื่องคือการประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตก ซึ่งจากพัฒนาการของ เหตุการณ์ทำให้กลุ่ม CK มีโอกาสสูงขึ้น อีกเรื่องหนึ่งก็คือราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง ต่อ ซึ่งอาจกดดันต่อราคาหุ้นในกลุ่มพลังงานทำให้ลดความน่าสนใจลง
คาด SET Index ผันผวนในทิศทางขึ้นกรอบ 1630 – 1650 จุด พอร์ตจำลองวันนี้ ให้ขายทำกำไร TPIPL และ Cut Loss หุ้น BRI ได้เม็ดเงินรวม 10% ให้เข้าซื้อ CBG ด้วยน้ำหนัก 10% สำหรับหุ้น Top Pick เลือก BEM, CK และ CBG
ราคาน้ำมันดิบปรับลงแรง จากความกังวล DEMAND ในจีนชะลอ แนะนำ TRADING ช่วงสั้น ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯแกว่งตัวแดนบวก สร้าง SENTIMENT ที่ดีต่อตลาดหุ้นไทย
วานนี้ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นราว 1.4-2.2% หลังจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตร สหรัฐปรับตัวลงวานนี้ โดย Bond Yield 10 ปีสหรัฐฯปรับตัวลงราว 2.6% ซึ่งหุ้นกลุ่มที่ หนุนตลาดคือ หุ้นกลุ่มเติบโต (Growth Stock) ในทางกลับกันราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ล่าสุดวานนี้ปรับตัวลดลงมีนัยฯ เฉลี่ย 3-5% จากวันก่อนหน้า มาอยู่ที่ 81.8, 87.6 และ 93.1 เหรียญฯต่อบาร์เรล สำหรับ WTI, Brent และ Dubai ตามลำดับ โดยให้น้ำหนักไปที่ ประเด็นความต้องการใช้ในช่วงสั้นที่ชะลอตัวจากมาตรการ lockdown เพื่อควบคุม COVID-19 ของจีน ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจลดลง โดยเฉพาะอัตราการยกเลิกเที่ยวบิน ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะเห็นได้ว่าราคาน้ำมันในปัจจุบันมีความผันผวนค่อนข้างสูงตามประเด็น ข่าวต่างๆที่เกิดขึ้นทั้งด้านความต้องการใช้ และปริมาณการผลิตน้ำมันที่ออกสู่ตลาด ขึ้นอยู่ กับแต่ละช่วงเวลาว่าประเด็นไหนจะมีน้ำหนักมากกว่ากัน อย่างไรก็ตามมุมมองราคาน้ำมัน ในช่วงที่เหลือของปี 2565 คาด upside ของการปรับขึ้นน่าจะจำกัดมากขึ้น เนื่องจาก ผู้ประกอบการต่างๆ มีการปรับตัวได้ในระดับหนึ่งจากราคาน้ำมันที่สูงในช่วงต้นปี ส่งผลให้ demand และ supply เข้าสู่ภาวะสมดุลมากขึ้น อีกทั้งภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของโลกที่ ยังอยู่ในภาวะชะลอตัวถือเป็นอีกแรงกดดันที่สำคัญ แต่ทั้งนี้คาดการปรับตัวราคาน้ำมันจะ ไม่ลงแรงมากนัก เพราะยังมีประเด็นเรื่องการ sanction เชื้อเพลิงของกลุ่มยุโรปที่มีต่อ รัสเซีย ซึ่งเป็นผู้ส่งออกหลักพลังงานเข้าสู่ตลาดยุโรป รวมถึงในช่วงไตรมาส 4 จะเป็นช่วง เข้าสู่ฤดูหนาวอีกครั้ง ซึ่งจะเป็นช่วงที่มีความต้องการใช้เชื้อเพลิงเพื่อทำความร้อนเพิ่มขึ้น คอยพยุงราคาน้ำมันไม่ให้ปรับตัวลงแรงมากนัก
ขณะที่ในเชิงเทคนิค หลังราคาน้ำมันดิบปรับตัวลงแรง ได้เกิด 2 สัญญาณลบที่มีนัยฯในทาง ปัจจัยทางเทคนิค คือ 1) ทำจังหวะ Lower Low จากการหลุดแนวรับสำคัญ 92 เหรียญฯ และ 2) เกิดสัญญาณ Dead Cross จากเส้น SMA 50 วันตัดเส้น SMA 200 วันลงมา ประเมินสัญญาณข้างต้นช่วยสนับสนุนมุมมองต่อทิศทางราคาน้ำมันที่ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว โดยแนวรับถัดไปที่มีโอกาสลงมาทดสอบอยู่ที่ 85 เหรียญฯ
คำแนะนำการลงทุนในหุ้นกลุ่มน้ำมันเชิงกลยุทธ์ช่วงสั้นนั้นเน้น trading ตามทิศทาง ราคาน้ำมัน ซึ่งหากนักลงทุนที่มีหุ้นอยู่แนะนำหาจังหวะขายทำกำไร จากแรงกดดันจาก สถานการณ์ที่เกิดขึ้น และค่อยหาจังหวะเข้าลงทุนอีกรอบเมื่อราคาหุ้นปรับฐานลงมา พร้อม upside ที่เปิดกว้างขึ้น เช่นเดียวกับราคาถ่านหินแม้จะยังอยู่ในระดับสูง แต่คาด upside ของการขึ้นก็จำกัดเช่นกัน กลยุทธ์ช่วงสั้นจึงเน้น trading เช่นกัน
แรงกดดันเงินเฟ้อลดลง แนะนำหุ้นอิงการฟื้นตัวเศรษฐกิจ และหุ้น ANTICOMMODITY
วานนี้ราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวลดลง -5% อยู่ที่ 81.8 เหรียญ/บาร์เรล ปรับตัวลงมาจน ต่ำกว่าช่วงเดือน ต.ค. 64 ที่ 84.65 เหรียญ/บาร์เรลและยังเป็นการลดลงติดต่อกันมาตลอด 4 เดือน (ตั้งแต่ มิ.ย. –ก.ย.mtd 65) นอกจากนี้ยังมีสัญญาณ Dead Cross ทางเทคนิค และ การเร่งขึ้นดอกเบี้ยของหลายประเทศ กดดันให้ราคาน้ำมันมีโอกาสย่อตัวลงต่อ หรือมี โอกาสผ่านจุดสูงสุดไปแล้วได้
ฝ่ายวิจัยฯ ประเมินว่า ประเด็นดังกล่าวหนุนให้ความกังวลประเด็นเงินเฟ้อมีโอกาสผ่าน peak ไปแล้วมีมากขึ้น สะท้อนได้จากช่วง ม.ค. - ส.ค. 65 ราคาน้ำมันเฉลี่ยรายเดือน เคยสูง 35% - 74% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน แต่มีโอกาสเห็นการ ลดลงอย่างมีนัยฯ ตั้งแต่เดือน ก.ย. 65 เป็นต้นไป เพราะถ้าสมมุติให้ราคาน้ำมันในช่วง ที่เหลือของปีเท่ากับ 81.8 เหรียญ/บาร์เรล การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันเฉลี่ยรายเดือน ก.ย. - ธ.ค. 65 จะเหลือเพียง 1% - 16% ต่อเดือน เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของ ปีก่อนเท่านั้น หนุนให้แรงกดดันแรงเงินเฟ้อจะค่อยๆ ผ่อนคลายลง หนุนหุ้นเติบโต กลับมา Outperform อีกครั้งได้
กลยุทธ์การลงทุนจากประเด็นดังกล่าว แนะนำ 6 กลุ่มหุ้นที่ได้ประโยชน์จากแรงกดดัน ประเด็นเงินเฟ้อทยอยลดลง อาทิ CPALL (BK:CPALL), HMPRO, MINT, CENTEL, TIDLOR, SAT, AH, KTB, SCB ฯลฯ และหุ้นกลุ่ม Anti-Commodity อย่าง CBG, OSP, BA, GPSC ฯลฯ ดังภาพทางด้านล่าง

ประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้ม...หรือ BEM จะได้ส้มหล่น??
วานนี้ รฟม. ประกาศรายชื่อผู้ผ่านการพิจารณาข้อเสนอซองที่ 2 (ข้อเสนอด้านเทคนิค) โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตก โดยผู้ยื่นซองทั้ง 2 รายคือ BEM และ ITD+Incheon ผ่านการประเมินทั้งคู่ หลังจากนี้จะเข้าสู่การประเมินซอง 3 (การเงิน) ซึ่งคาดว่าจะรู้ผล ภายในเดือน ต.ค. นี้ แต่มีการตั้งข้อสังเกตว่า ITD อาจขัดคุณสมบัติของเอกชนที่เข้าร่วม โครงการร่วมลงทุน ตาม พ.ร.บ. ร่วมทุน พ.ศ. 2562 เรื่องลักษณะของเอกชนที่ไม่สมควร ให้ร่วมลงทุน เนื่องจาก คุณเปรมชัย กรรณสูต ในฐานะกรรมการบริษัท มีลักษณะต้องห้าม เรื่องการรับโทษจำคุก แม้ในเงื่อนไขการประมูลหรือ TOR ของโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม จะไม่ได้มีการระบุลักษณะต้องห้ามดังกล่าวไว้ แต่เนื่องจากโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ตะวันตกเป็นโครงการที่อยู่ภายใต้ พ.ร.บ. ร่วมทุน พ.ศ. 2562 จึงต้องปฏิบัติตามเงื่อนไข ดังกล่าวด้วย
ฝ่ายวิจัยเชื่อว่าประเด็นนี้น่าจะเป็นบวกต่อ BEM ในฐานะผู้ยื่นประมูลที่เหลือ แม้จะไม่มี เรื่องคุณสมบัติของ ITD แต่ฝ่ายวิจัยก็ยังเห็นว่า BEM มีความได้เปรียบเหนือ ITD+Incheon ทั้งในด้านความแข็งแกร่งทางการเงินของ CK ในฐานะผู้รับเหมาหลัก ของ BEM ที่สามารถแหล่งเงินในการก่อสร้างที่มีต้นทุนต่ำกว่า ITD และประสบการณ์ ทำงานอุโมงค์รถไฟฟ้าใต้ดินของ CK ที่มีมากที่สุดของประเทศไทย จึงน่าจะเสนอ เงื่อนไขทางการเงินได้ดีกว่า ฝ่ายวิจัยแนะนำซื้อ BEM (FV@B 10.30) และ CK (FV@B 25.00)
บทความนี้จัดทำและเผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์ ASIA Plus Securities








