KOSPI ของเกาหลีใต้หยุดการซื้อขายชั่วคราวหลังดิ่งกว่า 5% จาก SK Hynix และ Samsung
ภาพใหญ่ของตลาดหุ้นไทย ยังคงเห็นภาพความเสี่ยงที่ลดระดับลง โดยในมุมของ ความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งในช่องแคบไต้ดหวัน และ รัสเซีย-ยูเครน เชื่อว่าจะ ยังไม่เกิดสถานการณ์ที่บานปลาย ขณะการตอบสนองต่อข่าวดังกล่าวของตลาด การเงินก็มีน้ำหนักที่ลดลง ในมุมของการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางต่างๆ ทั่วโลก แม้จะยังเห็นการปรับขึ้นต่อเนื่อง แต่ประเมินว่ากำลังจะผ่านช่วงเวลาของ การปรับขึ้นในอัตราเร่ง และจะปรับขึ้นในอัตราที่ลดลงใน 4Q65 ส่วนแรงหนุนของ ตลาดหุ้นไทย ยังมีอยู่ครบทั้ง Fundamental ซึ่งถูกสะท้อนผ่าน เศรษฐกิจของ ประเทศที่ฟื้นตัวชัดเจน และ การทำกำไรของบริษัทจดทะเบียนที่สูงกว่าคาดนำไปสู่ การปรับเพิ่มประมาณการ ขณะที่ Fund Flow ยังเห็นทิศทางการไหลเข้าต่อเนื่อง จาก Market Earning Yield Gap ที่สูง และสัดส่วนการถือหุ้นต่างชาติที่ต่ำ
SET Index น่าจะผันผวนในกรอบ 1615 – 1630 จุด พอร์ตจำลองวันนี้ไม่มีการ ปรับเปลี่ยนหุ้น แต่จะยกจุด Stop profit ของหุ้นที่มีกำไรให้สูงขึ้น สำหรับหุ้น Top Pick เลือก BLA, CKP และ HMPRO
ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่ออกมาดี กลับสร้างความกังวลว่า FED จะเร่งขึ้น อัตราดอกเบี้ย
ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่ประกาศวานนี้ออกมาดีกว่าคาด เริ่มจากการประกาศจำนวนคนที่ ยื่นขอรับสวัสดิการว่างงาน (Initial Jobless Claims) อยู่ที่ 232,000 ราย ลดลงติดต่อกัน เป็นสัปดาห์ที่ 3 และยังเป็นจำนวนที่ต่ำกว่าตลาดคาดไว้ราว 248,000 ราย รวมถึงดัชนี PMI ด้านการผลิตของ ISM ในเดือนส.ค. อยู่ที่ระดับ 52.8 จุด (สูงกว่าตลาดคาดที่ระดับ 52 จุด) ด้วยเครื่องบ่งชี้ทางเศรษฐกิจสหรัฐที่ออกมาดีสภาวะดังกล่าวนำไปสู่ความกังวลว่า FED จะเร่งขึ้นดอกเบี้ยเชิงรุกเพื่อสกัดเงินเฟ้อ และหากดูจาก Fed Watch Tool คาดว่า FED จะขึ้นดอกเบี้ย 0.75% เป็นครั้งที่ 3 จาก 2.50% เป็น 3.25% ด้วยความน่าจะเป็นที่ สูงขึ้นถึงระดับ 74.0% และมองดอกเบี้ยปลายปีจะพีคที่ระดับ 4.00%
วันนี้นักลงทุนยังรอติดตามการประกาศตัวเลข Nonfarm Payroll ที่คาดการณ์อยู่ที่ 300,000 ตำแหน่ง ลดลงจากเดือนก่อนหน้าที่ 528,000 ตำแหน่ง หากกรอบแนวคิดไม่ เปลี่ยนอาจกลายเป็นปัจจัยกดดันให้ตลาดหุ้นผันผวนในระยะสั้นได้
GDP GROWTH มี DOWNSIDE ในหลายประเทศ แต่ไทยยังดูดี จาก การฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
อัตราเงินเฟ้อหลายประเทศยังยืนอยู่ในระดับสูง เหตุมาจากสินค้าและบริการต่างๆ ปรับตัว สูงขึ้น ตามมาด้วยการเร่งใช้นโยบายการเงินตึงตัว เป็นส่วนหนึ่งที่กดดันให้เศรษฐกิจใน หลายประเทศชะลอลง
นอกจากนี้หลายประเทศยังมีความเสี่ยงเพิ่มเติมให้กับ Downside GDP Growth ดังนี้
• ธนาคารกลางหลายแห่งเร่งใช้นโยบายทางการเงินเชิงรุก เพื่อสกัดอัตราเงินเฟ้อ
• ประเด็นการคว่ำบาตรรัสเซีย และราคาก๊าซขึ้นแรง โดยเฉพาะในแถบยุโรป
• ภัยแล้งที่รุนแรงสุดในรอบ 500 ปี ซึ่งสถานการณ์อาจลากยาวไปถึง พ.ย.65
• ความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ที่ล่าสุดไต้หวันยิงโดรนของจีน 4 ลำที่อยู่รอบเกาะ ไต้หวัน ขณะที่ฝั่งจีนตอบโต้ว่า สงครามได้ยกระดับความตึงเครียดขึ้นอีกระดับ
• นโยบาย Zero-COVID ของจีน ที่ล่าสุดนครเฉิงตูสั่งล็อกดาวน์ตั้งแต่คืนที่ผ่านมา (1 ก.ย.65) ซึ่งเฉิงตูคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 1.7% ของ GDP ของจีน
โดยรวมทำให้ GDP Growth สหรัฐฯ และไต้หวัน GDP (Technical Recession), อังกฤษ จีน สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์(GDP ไตรมาส 2 ติดลบ 1 ไตรมาส), เยอรมนี (มีโอกาสที่ GDP ไตร มาส 3 จะติดลบ) รวมถึงจีนมีโอกาสติดลบในไตรมาสถัดไป และสุ่มเสี่ยงเข้า Technical Recession อีกทั้งประมาณการ GDP ของ IMF คาดปีนี้เติบโตเพียง 3.3% และปีหน้า 4.6% (ปกติ GDP จีนเติบโตเฉลี่ยปีละ 6-8%)
ส่วนประเทศไทย IMF จะคาด GDP โต 2.8% ปีนี้ และ 4.0% ปีหน้าซึ่งสอดคล้องกับสำนัก เศรษฐกิจหลายสำนักประมาณการ GDP ปีนี้เฉลี่ยราว 3% ทั้งนี้หากประมาณการดังกล่าว จะเกิดขึ้นได้จริงในช่วง 2H65 จะต้องเห็น GDP Growth ที่ระดับไม่ต่ำกว่า 3.6% YoY ซึ่ง แรงขับเคลื่อนหลักมาจากการเปิดประเทศเต็มรูปแบบ ซึ่งจะเป็นตัวสร้างกิจกรรมเศรษฐกิจ ให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติ เฉพาะอย่างยิ่งในภาคท่องเที่ยว และบริการ ซึ่งสอดคล้องกับ Google (NASDAQ:GOOGL) Mobility Trend เดือน ส.ค.ของไทย ทั้งการเดินทางออกไปร้านค้า, ที่ทำงาน, สวนสาธารณะ บางวันสูงกว่าก่อนการเกิด COVID-19 แล้ว
ล่าสุดธนาคารแห่งประเทศไทย ได้รายงานดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจในเดือน ส.ค. ปรับตัว ขึ้นเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้าอยู่ที่ 49.6 และได้คาดการณ์ว่าอีก 3 เดือนข้างหน้า ดัชนีฯ ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 54.0 จากความเชื่อมั่นเกือบทุกหมวดธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจก่อสร้าง และอสังหาริมทรัพย์ซึ่งสอดคลองกับการคาดการณ์ GDP โดยสำนักเศรษฐกิจไทย ปี 2565 จะเติบโตราว 3% - 3.5% และเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยใน 2H65 จะกลับมาฟื้นตัว
สรุปภาพรวมเศรษฐกิจในฝั่งสหรัฐฯ ยุโรป และจีนมี Downside ต่อประมาณการ GDP Growth ปีนี้ทั้งสิ้น ขณะที่ไทยยังได้ความหวังจากการเปิดประเทศ หนุนกิจกกรมทาง เศรษฐกิจฟื้นตัวเด่นในช่วง 2H65 หนุน Flow ต่างชาติไหลเข้าหุ้นไทยต่อเนื่อง โดยวันนี้ คาดกรอบการเคลื่อนไหวของ SET Index ระดับ 1615 -1630 จุด
เดือน ก.ย. แนะสะสม 7 หุ้นฟื้นตามเศรษฐกิจ พร้อมกำไรเด่น
ตลาดหุ้นสหรัฐ Dow Jones ปรับตัวลงแรงตลอด 4 วันทำการที่ผ่านมา แต่วานนี้มีเทคนิค อลรีบาวน์กลับ 0.46% หลัง RSI ระหว่างชั่วโมงการซื้อขายวานนี้เข้าเขต Oversold โดยใน อดีต 1 ปี ที่ผ่านมา เวลา RSI เข้าเขต Oversold ดัชนีDow Jones เริ่มมี Downside จำกัด และมีโอกาสฟื้นตัวในระยะถัดไป
ส่วน SET Index น่าจะได้อานิสงน์ด้วย เนื่องจากดัชนีมักเคลื่อนไหวคล้ายกับ Down Jones สะท้อนได้จากมีค่า Correlation ระหว่างกันราว 0.5% ทำให้คาดหวังการฟื้น ตัวในวันนี้เช่นกัน แต่นักลงทุนบางส่วนอาจรอดูตัวเลขจ้างงานนอกภาคการเกษตร สหรัฐคืนนี้ (ตามที่กล่าวไว้ข้างต้น) ทำให้ดัชนีเคลื่อนไหวได้ในกรอบจำกัด 1615 – 1630 จุด
ส่วนกลยุทธ์การลงทุนเดือน ก.ย. 65 ด้วยสภาวะตลาดหุ้นไทยดูมีเสน่ห์มากขึ้นเมื่อ เปรียบเทียบกับหลายๆประเทศ ในช่วงครึ่งปีหลัง หนุนให้ฝ่ายวิจัยปรับระดับดัชนีเป้าหมาย ขึ้น ภายใต้ระดับ P/E 18 เท่า (แรงกดดันจากการเร่งขึ้นดอกเบี้ยต่ำกว่าประเทศอื่นๆ) พร้อมกับยก EPS65F ขึ้นมาอยู่ที่ 96.1 บาทต่อหุ้น (แรงหนุนจากผลประกอบการบริษัท จดทะเบียนงวด 2Q65 ที่สร้างจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ระดับราว 3.5 แสนล้านบาท แนวโน้มกำไรยังดีต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากหุ้นที่อิงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ) ซึ่ง ทั้ง 2 ส่วนหนุนให้ Target SET Index ณ สิ้นปี 2565 อยู่ที่ 1730 จุด
ภาวะที่กล่าวมาทั้งหมด เชื่อว่าน่าจะขับเคลื่อนให้ Fund Flow ไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยต่อ อีกทั้งปัจจุบันสัดส่วนการถือครองหุ้นไทยทางตรงจากต่างชาติยังอยู่ในระดับต่ำกว่าปกติไม่ ถึง 22% มีช่องว่างให้ไหลเข้ามาได้อีก หรือยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยที่ 26.2% อีกทั้งในอดีต 9 ปีที่ แล้ว ต่างชาติยังเคยถือครองสูงถึง 30.2%
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนเดือน ก.ย. 65 แนะนำทยอยสะสม 7 หุ้นกำไรไฉไลในช่วง 2H65 คาดหวังผลตอบแทนที่สูงกว่าตลาด คือ TIDLOR, M, HMPRO, CK, CKP, PLANB, SCB
บทความนี้จัดทำและเผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์ ASIA Plus Securities








