KOSPI ของเกาหลีใต้หยุดการซื้อขายชั่วคราวหลังดิ่งกว่า 5% จาก SK Hynix และ Samsung
ถ้อยแถลงของประธาน Fed ที่แสดงความมุ่งมั่นในการควบคุมเงินเฟ้อ ผ่านการใช้ นโยบายการเงินตึงตัวเชิงรุก ทำให้คาดว่าจะเห็นการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายรอบ ก.ย.65 ที่ 0.75% และคาดดอกเบี้ยนโยบายสิ้นปี 2565 ที่ 4% ทำให้เกิดอาการ Panic Sell ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ซึ่งภาพดังกล่าวจะสร้างแรงกดดันมายังตลาดหุ้น บ้านเราให้เกิด Panic Sell ตามมาได้ อย่างไรก็ตามพิจารณาจากสถานการณ์ใน บ้านเรา ซึ่งเศรษฐกิจอยู่ในช่วงของการฟื้นตัว ขณะที่การปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย ก็เป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ประเมินดอกเบี้ยนโยบายสิ้นปี 2565 ที่ราว 1.25% ส่วน ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนก็มีการปรับขึ้น ภาวะดังกล่าวทำให้ Market Earning Yield Gap สิ้นปี 65 มาอยู่ที่ 4.5 – 4.6% เทียบกับตลาดโลกที่อยู่ราว 2.3% ณ สิ้นปี น่าจะส่งผลทำให้Fund Flow มีโอกาสไหลเข้าในระยะต่อไป
SET Index มีโอกาสเกิด Panic Sell แนวรับอยู่ที่ 1610 – 1617 จุด ส่วนแนวต้าน 1650 จุด พอร์ตจำลองวันนี้ ไม่มีการปรับเปลี่ยนหุ้น แต่จะยกจุด Stop Profit ให้ สูงขึ้นเพื่อ lock กำไรให้มากที่สุด หุ้น Top Pick เลือก BLA และ KBANK (BK:KBANK)
FED ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยเชิงรุกอีกครั้ง กดดันตลาดหุ้นปรับฐานแรง
แม้คืนวันศุกร์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นสหรัฐอยู่ในแดนบวกในช่วงเริ่มต้นของการซื้อขาย เพราะ ตัวเลข PCE สหรัฐ (เลขเงินเฟ้อที่วัดจากฝั่งยอดค้าปลีกภาคธุรกิจ) ออกมาเพียง +0.1%MoM หรือดีกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ +0.5%MoM อยู่มาก แต่หลังจากนั้น 21.00 น. ตลาดเริ่มได้รับแรงกดดันจากถ้อยแถลงของ FED ที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไป ทำให้ ตลาดหุ้นปรับตัวลงแรงราว -3% ถึง -4% โดย FED ส่งสัญญาณจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยจนกว่า จะมั่นใจว่าอัตราเงินเฟ้อลดลง โดยFED ทราบดีว่าสภาพเศรษฐกิจอาจได้รับผลกระทบจาก การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ความล้มเหลวในการพยายามรักษา เสถียรภาพของเงินเฟ้อ จะเป็นผลกระทบที่รุนแรงกว่าในระยะยาว
นอกจากนี้ทาง Powell ยังกล่าวเสริมอีกว่าการขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมครั้งต่อไป (เดือน กย.65) "อาจมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งใหญ่มากกว่าปกติ" โดยทางด้าน FED Watch Tool ได้ให้โอกาสในการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ที่ +0.75% ในการประชุมครั้งหน้าสูงขึ้นไป เป็น +64% และมองอัตราดอกเบี้ยปลายปี2565 ที่ระดับ 4%
สรุป ภาพรวมตลาดหุ้นแถบเอเชีย คาดถูก Panic Sell ตามตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยมอง แนวรับแรก และ สอง ของ SET Index ที่ระดับ 1617 จุด และ 1610 จุด ตามลำดับ อย่างไรก็ตามหากพิจารณาลักษณะการขึ้นดอกเบี้ยของแต่ละประเทศนั้นแตกต่างกัน ดังนั้นประเด็นการขึ้นดอกเบี้ยในแต่ละประเทศ ควรจะกดดันตลาดหุ้นไม่เท่ากัน โดยวัด จากระดับ Market Earning Yield Gap ซึ่งจะอธิบายในหัวข้อถัดไป
ระยะสั้นตลาดหุ้นโลกผันผวน แต่ในเชิงเปรียบเทียบตลาดหุ้นไทยยังได้เปรียบ
วันศุกร์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นสหรัฐลงแรง โดย Dow Jones ลดลง 1008 จุด หรือ -3% จาก ความกังวลการเร่งขึ้นดอกเบี้ยของ Fed เพื่อเอาชนะเงินเฟ้อ สร้างความกังวลให้ตลาดหุ้น ประเทศอื่นๆ ปรับตัวลงในวันนี้ได้ อย่างไรก็ตามฝ่ายวิจัยประเมินว่าความกังวลดังกล่าว น่าจะกดดันตลาดหุ้นไทยน้อยกว่าตลาดหุ้นประเทศพัฒนาแล้วหลายแห่ง ด้วยปัจจัยต่างๆ ดังนี้
1. ตลาดหุ้นไทยเศรษฐกิจยังมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง ตรงข้ามกับประเทศพัฒนา แล้วหลายแห่งเศรษฐกิจเริ่มอิ่มตัว โดยล่าสุดมูลค่า GDP ไทยยังฟื้นตัวต่อเนื่อง และยังไม่กลับไปเหนือก่อนเกิด COVID-19 แสดงว่ายังมีช่องว่างให้ฟื้นต่อ ขณะที่ เศรษฐกิจในประเทศพัฒนาแล้วหลายแห่งเริ่มพลิกกลับมาติดลบในบางไตรมาส อาทิ สหรัฐ เกาหลีใต้ อังกฤษ
2. ในมุม Valuation ตลาดหุ้นไทยยังน่าดึงดูด หากประเมินผ่าน Market Earning Yield Cap. ในเชิงเปรียบเทียบ โดยกำไรบริษัทจดทะเบียนไทยยัง เติบโตได้ดีเมื่อเทียบกับแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ย (ปลายปี 65 ฝ่ายวิจัยคาด ดอกเบี้ยไทย 1.25%) EPS65F หุ้นไทยเติบโตเกิน 10% หนุน Forward MEYG ยัง ทรงตัวในระดับสูง 4.5% - 4.6% หรืออยู่ในระดับที่น่าลงทุน ส่วนตลาดหุ้นสหรัฐ (S&P500) ล่าสุด CME Fed Watch Tool คาดดอกเบี้ยสหรัฐปลายปีสูงถึง 4% ส่วน EPS65F หุ้นสหรัฐเติบโตเกิน 10% แต่ Forward MEYG จะลดจาก 2.5% เหลือ 1.6% ส่วนต่างที่แคบลงมากอาจเห็นเม็ดเงินไหลจากตลาดหุ้นสหรัฐเข้าสู่ ตลาดตราสารหนี้มากขึ้น หรือไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นในประเทศที่มี MEYG ที่ยังอยู่ใน ระดับสูงอย่างตลาดหุ้นไทยเพิ่มขึ้นเป็นต้น
3. สัดส่วนการถือครองหุ้นไทยจากต่างชาติยังอยู่ในระดับต่ำกว่าปกติ มีช่องว่าง ให้ไหลเข้ามาได้อีก ปัจจุบันต่างชาติทยอยซื้อสุทธิสะสมหุ้นไทยต่อเนื่อง 1.7 แสน ล้านบาท (ytd) จนล่าสุดมีสัดส่วนการถือครองทางตรงต่ำอยู่ยังไม่ถึง 22% ยังต่ำ กว่าค่าเฉลี่ยที่ 26.2% และในอดีต9 ปีที่แล้ว ต่างชาติยังเคยถือครองสูงถึง 30.2% ดังนั้นด้วยปัจจัยต่างๆที่กล่าวมา คาด Fund Flow ยังมีโอกาสไหลเข่าตลาดหุ้น ไทยต่อ
สรุป แม้ช่วงนี้ตลาดหุ้นทั่วโลกจะอยู่ในภาวะผันผวน จากความกังวล Fed เร่งขึ้น ดอกเบี้ย ภายใต้เศรษฐกิจสหรัฐกำลังเข้าสู่ภาวะอิ่มตัวหรือชะลอลง แต่จาก 3 เหตุผลที่ กล่าวมาข้างต้น หนุนให้ตลาดหุ้นไทยยังดูมีเสน่ห์ในมุมมองนักลงทุนต่างชาติได้ คาด ช่วยพยุงให้ตลาดหุ้นไทยผันผวนน้อยกว่าตลาดหุ้นโลกได้
ไทยยังอยู่ในภาวะขาดดุลการค้า หวังครึ่งปีหลังฟื้นจากเปิดประเทศ
กระทรวงพาณิชย์เผยตัวการส่งออกของไทยในเดือน ก.ค. 2565 มีมูลค่า 23,629.3 ล้าน ดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัว 4.3% YoY ซึ่งต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 10.7-11% โดยการส่งออก สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรยังคงเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก ขณะที่ การนำเข้าใน เดือน ก.ค. 2565 มีมูลค่า 27,289.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัว 23.9% YoY ทำให้ไทย อยู่ในภาวะขาดดุลการค้ากว่า 3,660.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 1.3 แสนล้านบาท ซึ่ง ถือว่าเป็นจุดต่ำสุดในรอบ 9 ปี โดยในช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้ขาดดุลรวมกว่า 9,916.3 ล้านเหรียญสหรัฐ เนื่องจากภาวะเงินเฟ้อที่ราคาสินค้าและพลังงานปรับตัวสูงขึ้น ทั้งนี้ ฝ่าย วิจัยฯ คาดหวังว่า 2H65 ดุลบัญชีเดินสะพัดจะปรับตัวดีขึ้น จากการผ่อนคลายมาตรการ ของรัฐบาลให้กลับมาเปิดประเทศ รวมถึงการเปิดประเทศของประเทศอื่นๆ คาด ทำให้ ตัวเลขการส่งออกในช่วง 2H65 ดูดีขึ้นจากช่วง 1H65 เช่นเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์ที่คาด ตัวเลขส่งออกทั้งปี 2565 จะโตเกิน 4-5%
สรุป การส่งออกของไทยมีการเติบโตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 17 แต่ในเดือน ก.ค. 2565 ยัง อยู่ในภาวะขาดดุลที่ค่อนข้างสูง โดยฝ่ายวิจัยฯ คาดหวังในช่วงครึ่งปีหลังดุลบัญชี เดินสะพัดจะปรับตัวดีขึ้นจากการกลับมาเปิดประเทศหนุนภาคการท่องเที่ยว
มติปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำมีผล 1 ตุลาคมนี้กลุ่มหุ้น OUTPERFORM และ UNDERPERFORM มีอะไรบ้าง
กระทรวงแรงงาน มีมติปรับค่าจ้างขั้นต่ำปี 2565 ซึ่งแบ่งเป็น 9 อัตรา ดังนี้
• ปรับขึ้นสูงสุด 354 บาท = ชลบุรี ระยอง ภูเก็ต
• ปรับขึ้นต่ำสุด 328 บาท = ยะลา ปัตตานี นราธิวาส น่าน และอุดรธานี
• กรุงเทพฯและปริมณฑล อยู่ที่ 353 บาท
โดยมีอัตราค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 337 บาท หรือเป็นการปรับเพิ่มขึ้น 5.02% เร่งเสนอ ครม. เพื่อให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2565 เป็นต้นไป และหากไปดูข้อมูลในอดีต ในช่วง 12 – 13 ปีที่ผ่านมา พบว่า กระทรวงแรงงานมีการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำมาแล้ว 6 ครั้ง หากไม่นับปี 2011 มีการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในจังหวัดกรุงเทพฯ และปริมณฑล อยู่ในช่วง 3 – 15 บาท/วัน หรือมีการปรับขึ้น 1% - 5% เป็นต้น แสดงว่าการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในปี 2022 นี้ถือว่า อยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับในอดีต
ดังนั้นฝ่ายวิจัยฯ ลองทำการศึกษาในเชิงปริมาณ หาพฤติกรรมการเคลื่อนไหวของหุ้นแต่ละ Sector ในช่วงเวลา 1 เดือน หลังมีการประกาศขึ้นค่าแรงขึ้นต่ำ ทั้ง 6 รอบที่ผ่านมา พบว่า กระทบต่อ SET Index จำกัด โดย SET ยังปรับขึ้นได้เฉลี่ย +0.9% แต่มีความน่าจะเป็นให้ ผลตอบแทนเป็นบวก 50% และยังมีกลุ่มหุ้นที่ Outperform ตลาด ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่ได้ ประโยชน์จากกำลังซื้อเพิ่มขึ้น อาทิ HELTH +7.2%, FIN+6.3%, INSUR+4.5%, TOURISM +2.8% ในทางตรงกันข้ามกลุ่มหุ้นที่ Underperform ตลาด และต้องแบกรับ ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นกระทบต่อกำไรชัด อาทิ CONS -1.0% ซึ่งกลุ่มหุ้นดังกล่าว น่าจะนำไปปรับ ใช้ในการปรับพอร์ต เพื่อรับมือกับประเด็นการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในระยะถัดไปได้
สำหรับกลยุทธ์วันนี้ เน้นหุ้นขนาดใหญ่ที่รองรับแรงกระแทกจากตลาดหุ้นสหรัฐฯได้ โดย Top pick วันนี้เลือก KBANK (หุ้นใหญ่ได้แรงหนุนจาก Fund Flow และการเข้า สู่ช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น), BLA (หุ้นเด่นยามขึ้นค่าแรงขั้นต่ำและได้ประโยชน์จากอัตรา ดอกเบี้ยขาขึ้น)
บทความนี้จัดทำและเผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์ ASIA Plus Securities








