เปิดแอป

ไม่รุนแรง ไม่มีทางตัน ... ไม่กระทบ SET INDEX 

ในบทความนี้:

ประเด็นที่อยู่ในความสนใจของนักลงทุนวันนี้น่าจะเป็น การเมือง กรณีที่ ศาล รัฐธรรมนูญรับคำร้องที่ให้วินิจฉัยอายุการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พล.อ. ประยุทธ์ ว่าครบ 8 ปี แล้วหรือไม่ พร้อมมีคำสั่งให้ พล.อ.ประยุทธ์ พักการทำหน้าที่ นายกรัฐมนตรี จนกว่า ศาลฯ จะมีคำวินิจฉัยออกมา อย่างไรก็ตามฝ่ายวิจัยประเมิน ว่าผลกระทบจากเรื่องดังกล่าวต่อ SET Index จะมีไม่มากเนื่องจากองค์ประกอบ ของเหตุการณ์ที่เป็นอยู่ ยังไม่มีความรุนแรง และมีกระบวนการที่ชัดเจนไม่นำไปสู่ ทางตันทางการเมือง แต่หลังจากที่ ศาลมีคำวินิจฉัยออกมาแล้วซึ่งอาจเป็นช่วง ปลายเดือน ก.ย.2565 ต้องมาพิจารณาทิศทางการเมืองอีกครั้งหนึ่ง ส่วนประเด็น อื่นที่ต้องระวังเป็นเรื่องของโอกาสที่ เงินเฟ้อจะกลับมาสูงอีกครั้ง เฉพาะอย่างยิ่งใน กลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งอาจมีผลต่อการใช้นโยบายการเงินตึงตัวต่อไป

SET Index น่าจะผันผวนอยู่ในกรอบ 1620 – 1642 จุด พอร์ตจำลองวันนี้ ไม่มี การเปลี่ยนแปลงตัวหุ้น แต่จะยกจุด Stop Profit ให้สูงขึ้นในหุ้นบางตัว เช่น CRC และ BH หุ้น Top Pick เลือก BLA, CK และ KTB

การเมือง ไม่มีทางตัน ไม่มีความรุนแรง ... ผลกระทบ SET INDEX จำกัด

ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ (9 เสียง) ให้รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยกรณี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครบ 8 ปี พร้อมกันนี้มีมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 4 เสียง ให้ พล.อ.ประยุทธ์ หยุดปฎิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 24 ส.ค.2565 จนกว่า ศาลจะมีคำวินิจฉัย เนื่องจากเมื่อพิจารณาคำร้องแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงปรากฎว่ามี เหตุอันควรสงสัยว่ามีกรณีตามที่ถูกร้อง สำหรับกระบวนการ และ ผลกระทบที่เกิดขึ้น พอ สรุปได้ดังนี้

•กระบวนการ : หลังจากศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องดังกล่าว ไว้พิจราณาแล้ว จะให้ผู้ถูกร้อง ส่งคำชี้แจง ข้อกล่าวหาภายใน 15 วัน ส่วนกระบวนการในการพิจารณา เชื่อว่า น่าจะใช้ เวลา 1 – 2 เดือน เนื่องจากโดยเนื้อหาหลัก เป็นการพิจารณาในข้อกฎหมาย มีข้อเท็จจริง ที่ต้องไต่ส่วนเพิ่มไม่น่าจะมากนัก

• คณะรัฐมนตรี : เนื่องจากการถูกคำสั่งให้หยุดปฎิบัติหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี ไม่ได้ หมายความว่า นายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง ทำให้คณะรัฐมนตรี ยังสามารถปฎิบัติหน้าที่ ต่อไปตามปกติ แต่ให้ ครม. แต่งตั้ง รองนายกรัฐมนตรี ท่านใดท่านหนึ่งขึ้นมารักษาราชการ แทน นายกรัฐมนตรี ซึ่งในเบื้องต้น น่าจะเป็น พล.อ.ประวิทย์ วงษ์สุวรรณ โดยรักษา ราชการแทน นายกรัฐมนตรี มีอำนาจ-หน้าที่ เท่าเทียมกับ นายกรัฐมนตรีที่ทำหน้าที่ใน ภาวะปกติ ทั้งนี้รวมถึง อำนาจในการยุบสภาฯ

•สภาผู้แทนราษฎร์ : ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หรือ ได้รับผลกระทบอะไร โดยอายุการทำงาน ของ สภาผู้แทนชุดปัจจุบัน จะสิ้นสุดลงตามวาระในเดือน มี.ค.2565 หาก นายกรัฐมนตรี หรือ รักษาราชการนายกรัฐมนตรี ไม่ได้มีประกาศยุบสภาฯ ส่วนกฎหมายสำคัญที่ สภาผุ้ แทน เพิ่งจะผ่านออกไป เมื่อ 23 ส.ค.2565 คือ พ.ร.บ. งบประมาณฯ ปี 2566 ซึ่ง ก็น่าจะ ทำให้งบประมาณสำหรับการบริหารจัดการราชการ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ยังสามารถ ดำเนินการได้ตามแผนงาน

• คำวินิจฉัย : ประเด็นที่ต้องพิจารณา คือ จุดตั้งต้นที่ พล.อ.ประยุทธ์ เข้ารับตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี ว่าจะเริ่มนับวันไหน ซึ่งมีความเป็นไปได้อยู่ 3 ทางเลือก

O เริ่มนับ 24 ส.ค.2557 ซึ่งได้รับโปรดเกล้าฯ ให้เป็นนายกรัฐมนตรีครั้งแรกหลัง การทำรัฐประหาร ซึ่งหากเป็นกรณีนี้ ก็จะครบกำหนด 8 ปี ณ เที่ยงคืนของวันที่ 23 ส.ค. 2565

O เริ่มนับ เมื่อรัฐธรรมนูญปี 2560 มีผลบังคับใช้ 6 เม.ย. 2560 กรณีนี้จะครบ กำหนด 8 ปี ในวันที่ 5 เม.ย.2568

O เริ่มนับ การดำรงตำแหน่งในรอบการเลือกตั้งทั่วไป ปี 2562 ซึ่งโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเมื่อ 9 มิ.ย.2562 ก็จะครบกำหนด 8 ปี 8 มิ.ย.2570

สำหรับผลกระทบต่อการลงทุนในตลาดหุ้น คาดว่าจะมีน้ำหนักไม่มากนัก เนื่องจาก เหตุการณ์ทางการเมืองที่ดำเนินอยู่ในปัจจุบัน ยังไม่เห็นองค์ประกอบที่จะนำไปสู่ทาง ตัน กล่าวคือมีกระบวนการที่เดินได้อย่างชัดเจนในทุกฉากทัศน์ที่จะเกิดขึ้น อีกทั้งไม่มี เหตุรุนแรง และที่สำคัญเป็นการเดินทางไปตามกรอบกฎหมายที่วางไว้ อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้นอาจเกิดกระแสที่นำไปสู่ความผันผวนได้บ้าง หากเกิด Panic Sell จากเหตุ ดังกล่าว ก็อาจถือเป็นโอกาสสะสมหุ้น

แรงกระตุ้น INFLATION ยังมี หนุนการขึ้นดอกเบี้ยเชิงรุกต่อ ชอบ BLA KTB KBANK (BK:KBANK)

เหตุการณ์สงครามยูเครน-รัสเซีย ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนสินค้าเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่ม เชื้อเพลิง ผลิตภัณฑ์ทางเกษตร และอาหาร หนุนอัตราเงินเฟ้อในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ดีดตัวขึ้นมาอยู่ในช่วง 8-10% ขณะที่กลุ่มกำลังพัฒนา ได้รับผลกระทบทางอ้อมจาก ประเด็นดังกล่าวเช่นกัน จึงอัตราเงินเฟ้ออยู่ในโซนที่ต่ำกว่าเล็กน้อยช่วง 4 – 8% ซึ่งใน สภาวะปัจจุบันมีโอกาสเห็นเงินเฟ้อทรงตัวในระดับสูงจาก ราคาน้ำมันดิบที่ยืนในโซนสูง (Brent Oil 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล) หลังจากที่ซาอุดิอาระเบียให้ความเห็นว่า OPEC อาจ พิจารณาลดการผลิต ตามสภาพคล่องในตลาดซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบที่ดูเหมือนว่าจะไม่ ดี บวกกับ วิกฤตภัยแล้งในหลายประเทศ คาดทำให้ Supply หายและส่งผลต่อต้นทุนการ ผลิตสูงขึ้นในอนาคต ประเด็นนี้หนุนนำให้ธนาคารกลางหลายประเทศมีโอกาสดำเนิน นโยบายทางการเงินเชิงรุกต่อไป ช่วงนี้จึงแนะนำมีหุ้นที่ได้ประโยน์จากอัตราดอกเบี้ยขา ขึ้นอย่าง BLA KTB KBANK ติดพอร์ต

อย่างไรก็ตามหากพิจารณาการใช้นโยบายทางการเงินเชิงรุกในช่วงที่ผ่านมา พบว่า อัตรา ดอกเบี้ยนโยบายหลายประเทศกลับไปสูงกว่าช่วงก่อนเกิด COVID-19 แล้ว โดยเฉพาะ ประเทศฝั่งพัฒนาแล้ว อาทิ สหรัฐฯ 2.50%(ก่อน COVID 1.75%), อังกฤษ 1.25%(ก่อน COVID 0.75%), ยุโรป 0.50%(ก่อน COVID 0%) ส่วนประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่ ดอกเบี้ยยังไม่ถึงระดับก่อนเกิด COVID-19 อาทิ อินโดนีเซีย 3.5%(ก่อน COVID 5.0%), อินเดีย 4.9%(ก่อน COVID 5.15%), ฟิลิปปินส์ 3.25%(ก่อน COVID 4.0%), มาเลเซีย 2.25%(ก่อน COVID 3.0%) และ ไทย 0.75%(ก่อน COVID 1.25%) ทำให้แรงกดดันการ ขึ้นดอกเบี้ยในช่วงปลายปีถึงต้นปีหน้ามีโอกาสชะลอลง หรือขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไปมาก ขึ้น ส่งผลให้แรงกดดันจากประเด็นนี้ต่อตลาดหุ้นลดลงตามไปด้วย

ส่วนในมุมของ GDP ปัจจุบันเทียบก่อน COVID-19 (คิดจากสมมุติฐาน 100 จุด) จะเห็นได้ ว่าระดับ GDP ปัจจุบันของประเทศอื่นๆ ทั้งสหรัฐฯ ยุโรป อังกฤษ ญี่ปุ่น อยู่เกินระดับ 100 จุดทั้งสิ้น ส่วนไทยนั้นยังอยู่ที่ระดับ 98.9 จุด ซึ่งมีช่องว่างทางเศรษฐกิจในเติบโตต่อได้ต่อ ในอนาคต บวกกับความเห็นของผู้ว่า ธปท. ได้เผยว่าแนวทางการปรับนโยบายการเงินของ ไทยในช่วงที่เหลือของปีจะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป (คาดขึ้นดอกเบี้ยครั้งละ 0.25%) เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังถือว่าอยู่ในช่วงฟื้นตัวกลับสู่ระดับก่อน COVID-19 บวกกับตัวเลข การอุปโภคและบริโภคภาคเอกชนขยายตัวได้ค่อนข้างดี สะท้อนถึงการฟื้นตัวของอุปสงค์ ในประเทศที่ชัดเจน และเชื่อว่าเศรษฐกิจจะกลับมาฟื้นตัวเด่น จากการกลับมาเปิด ประเทศ และผ่อนคลายมาตรการโควิด-19 โดย ธปท. มอง GDP สิ้นปีนี้ +3% และปีหน้า +4% ตามลำดับ

สรุป หลายปัจจัยหนุนให้อัตราเงินเฟ้อทรงตัวระดับสูงต่อ ส่งผลให้การขึ้นดอกเบี้ยเชิง รุกยังคงมีอยู่ในหลายประเทศในช่วงสั้น แต่ระยะถัดไปอาจเห็นการขึ้นดอกเบี้ยที่ค่อย เป็นค่อยไปมากขึ้น ขณะที่ไทยคาดขึ้นดอกเบี้ยครั้งละ 0.25% ในปีนี้บวกกับเศรษฐกิจ ยังอยู่ในช่วงฟื้นตัวแตกต่างกับประเทศพัฒนาแล้วหลายแห่งที่เริ่มชะลอลง ส่งผลให้ ตลาดหุ้นไทยยังดูมีเสน่ห์ในมุมมองนักลงทุนต่างชาติ

FUND FLOW ไหลเข้าตลาดหุ้นไทยสูงสุดในภูมิภาค

วานนี้แม้จะมีประเด็นการเมืองเข้ามา แต่ต่างชาติยังคงซื้อสุทธิหุ้นไทยต่อเนื่อง 1.7 พันล้าน บาท และเป็นการซื้อสุทธิติดต่อกันมาแล้ว 13 วันทำการ มูลค่ารวม 4.77 หมื่นล้านบาท

และหากพิจารณาเปรียบเทียบกับตลาดหุ้นอื่นๆในภูมิภาค พบว่า ความขัดแย้งจีน-ไต้หวันสหรัฐกดดันต่างชาติขายสุทธิหุ้นไต้หวัน 2.87 พันล้านเหรียญ (mtd) แต่เม็ดเงินยังกระจาย ไหลเข้าตลาดหุ้นอื่นๆ ในภูมิภาค อาทิ ตลาดหุ้นไทยถูกซื้อสุทธิ 1.43 พันล้านเหรียญ (mtd) แม้จะน้อยกว่าตลาดเกาหลีใต้ที่ถูกซื้อสุทธิ 2.17 พันล้านเหรียญ (mtd) อยู่บ้าง แต่ เมื่อเทียบกับขนาดตลาดหุ้นไทยเล็กกว่าเกาหลีใต้ 3 เท่ากว่า แสดงว่าเม็ดเงินต่างชาติไหล เข้าตลาดหุ้นไทยในเชิงเปรียบเทียบมากเหมือนกัน

นอกจากนี้หากดู Fund Flow ทั้งปี (ytd) พบว่า ต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทยสูงสุดใน ภูมิภาค 5.0 พันล้านเหรียญ หรือ 1.68 แสนล้านบาท และหากดูจากสัดส่วนการถือครอง ทางตรงของต่างชาติ พบว่า ยังมีช่องว่างให้ต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทยเพิ่มเติมได้อีก โดย ปัจจุบันต่างชาติถือครองหุ้นไทยทางตรงเพียง 21.69% ใน 10 ปีที่ผ่านมา ต่างชาติเคยถือ ครองหุ้นไทยสูงถึง 30.2% และโดยเฉลี่ยต่างชาติจะถือครองหุ้นไทยในสัดส่วน 26.2%

สรุป Fund Flow ยังมีช่องว่างที่ทยอยไหลเข้าหุ้นไทยได้อีก กลยุทธ์แนะนำหุ้นขนาด ใหญ่สภาพคล่องสูง ที่มีกำไรมีแน้วโน้มเติบโตต่อเนื่อง CK, CRC, BEM, CENTEL, BH รวมถึงหุ้นได้ประโยชน์ดอกเบี้ยขาขึ้น KTB, KBANK, BLA

ส่วนวันนี้ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของ SET Index วันนี้ 1620 – 1642 จุด Toppick เลือก CK, KTB และ BLA

บทความนี้จัดทำและเผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์ ASIA Plus Securities

ความคิดเห็นล่าสุด

การเปิดเผยความเสี่ยง: การซื้อขายตราสารทางการเงินและ/หรือเงินดิจิตอลจะมีความเสี่ยงสูงที่รวมถึงความเสี่ยงต่อการสูญเสียจำนวนเงินลงทุนของคุณบางส่วนหรือทั้งหมดและอาจไม่เหมาะสมกับนักลงทุนทั้งหมด ราคาของเงินดิจิตอลแปรปรวนอย่างมากและอาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกต่าง ๆ เช่น เหตุการณ์ทางการเงิน กฎหมายกำกับดูแล หรือ เหตุการณ์ทางการเมือง การซื้อขายด้วยมาร์จินทำให้ความเสี่ยงทางการเงินเพิ่มขึ้น
ก่อนการตัดสินใจซื้อขายตราสารทางการเงินหรือเงินดิจิตอล คุณควรตระหนักดีถึงความเสี่ยงและต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายในตลาดการเงิน ควรพิจารณาศึกษาอย่างรอบคอบในด้านวัตถุประสงค์การลงทุน ระดับประสบการณ์ และ การยอมรับความเสี่ยงและแสวงหาคำแนะนำทางวิชาชีพหากจำเป็น
Fusion Media อยากเตือนความจำคุณว่าข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้ไม่ใช่แบบเรียลไทม์หรือเที่ยงตรงแม่นยำเสมอไป ข้อมูลและราคาที่แสดงไว้บนเว็บไซต์ไม่ใช่ข้อมูลที่ได้รับจากตลาดหรือตลาดหลักทรัพย์เสมอไปแต่อาจได้รับจากผู้ดูแลสภาพคล่องและดังนั้นราคาจึงอาจไม่เที่ยงตรงแม่นยำและอาจแตกต่างจากราคาจริงในตลาดซึ่งหมายความว่าราคานี้เป็นเพียงราคาชี้นำและไม่เหมาะสมสำหรับวัตถุประสงค์เพื่อการซื้อขาย Fusion Media และผู้ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้จะไม่รับผิดชอบใด ๆ สำหรับความเสียหายหรือการสูญเสียที่เป็นผลมาจากการซื้อขายของคุณหรือการพึ่งพาของคุณในข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้
ห้ามใช้ จัดเก็บ ทำซ้ำ แสดงผล ดัดแปลง ส่งผ่าน หรือ แจกจ่ายข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้โดยไม่ได้รับการอนุญาตล่วงหน้าอย่างชัดแจ้งแบบเป็นลายลักษณ์อักษรจาก Fusion Media และ/หรือจากผู้ให้ข้อมูล ผู้ให้ข้อมูลขอสงวนสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาและ/หรือการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้
Fusion Media อาจได้รับผลตอบแทนจากผู้โฆษณาที่ปรากฎบนเว็บไซต์โดยอิงจากปฏิสัมพันธ์ของคุณที่มีกับโฆษณาหรือผู้โฆษณา
เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษของเอกสารฉบับนี้เป็นเวอร์ชั่นหลักซึ่งจะเป็นเวอร์ชั่นที่เหนือกว่าเมื่อใดก็ตามที่มีข้อขัดแย้งไม่สอดคล้องตรงกันระหว่างเอกสารเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษกับเอกสารเวอร์ชั่นภาษาไทย