เปิดแอป

เห็นสัญญาณบวกจาก FUND FLOW ต่อเนื่อง 

ในบทความนี้:

ยังเห็นหลายปัจจัยที่สร้างแรงดึงดูด Fund Flow ให้ไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นไทย เพิ่ม จากภาพใหญ่ในทางเศรษฐกิจที่บ้านเรา อยู่ในช่วง Recovery สวนทางกับหลาย ประเทศที่อยู่ในภาวะชะลอตัวไปจนถึง Recession ตามด้วยผลประกอบการบริษัท จดทะเบียนที่ 2Q65 สร้าง New High ที่ 3.48 แสนล้านบาท ทำให้ปรับเพิ่ม ประมาณการกำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียนปี 2565 ขึ้นคาด EPS Growth ที่ 9.7% YoY และโตต่อเนื่องในปี 2566 อีก 6% ส่วนอีกทางหนึ่งพบว่า สัดส่วนการ ถือหุ้นของนักลงทุนต่างชาติในตลาดหุ้นไทย ปัจจุบับยังต่ำกว่าภาวะปกติมาก เกินไป โดยมีสัดส่วนการถือครองที่ปิดโอนฯ ในชื่อนักลงทุนต่างชาติไม่ถึง 22% เทียบกับค่าเฉลี่ยนับจากปี 2547 จนถึงปัจจุบันอยู่ที่ 26.5% ส่วนการจัดงาน Thailand Focus ก็น่าจะเป็นอีกแรงหนึ่งที่ช่วยกระตุ้น Fund Flow ไหลเข้า

SET Index น่าจะยังมีMomentum ทางบวก กรอบช่วง 1622 – 1642 จุด พอร์ต จำลองวานนี้ Stop profit หุ้น SAPPE (น้ำหนัก 5%) รับกำไร 2.53% ให้นำเงิน เข้าลงทุนใน CK หุ้น Top Pick เลือก CENTEL, CK และ KBANK (BK:KBANK)

เทียบเศรษฐกิจ 4 โซน ไทยยังอยู่ในช่วง RECOVERY และคาดเป็น เป้าหมาย FLOW ต่างชาติ

หลังจากที่อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับสูง เหตุมาจากสินค้าและบริการต่างๆ ปรับตัวสูงขึ้น จน เป็นเหตุให้เศรษฐกิจในหลายประเทศชะลอลง ฝ่ายวิจัยฯได้แบ่งประเภทของเศรษฐกิจ ออกเป็น 4 กลุ่ม ดังนี้

1. Technical Recession อาทิ สหรัฐฯ และไต้หวัน GDP หดตัวติดต่อเนื่องกัน 2 ไตรมาส

2. GDP ไตรมาส 2 ติดลบ 1 ไตรมาส อาทิอังกฤษ จีน สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ ซึ่ง หากไตรมาสถัดไป GDP ติดลบต่อเนื่อง จะเข้าสู่นิยาม Technical Recession ทันที

3. Slowdown อาทิ เยอรมนีที่ GDP ไตรมาส 2 อยู่ที่ 0%QoQ ซึ่งมีโอกาสที่ GDP ไตรมาสถัดไปจะหดตัว จากประเด็นการคว่ำบาตรรัสเซีย และราคาก๊าซที่ปรับตัว ขึ้น หลังรัสเซียปิดท่อส่งก๊าซไปยุโรป 3 วัน ซึ่งหากมีก๊าซธรรมชาติส่งมาไม่เพียงพอ ต่อการกักตุน ก็อาจสร้างปัญหาใหญ่หรือวิกฤตทางพลังงานและเศรษฐกิจได้

4. Recovery อาทิ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทยที่ GPD 1Q65 เติบโตถึง +1.2%QoQ แม้ 2Q65 จะปรับตัวลงอยู่ที่ +0.7%QoQ แต่ยังถือว่าอยู่ ในระดับที่สูงใกล้เคียงประเทศในแถบเอเชีย บวกกับฝ่ายวิจัยฯคาดว่าเศรษฐกิจจะ กลับมาฟื้นตัวเด่น จากการกลับมาเปิดประเทศ และผ่อนคลายมาตรการโควิด-19 บวกกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐฯ อาทิ โครงการคนละครึ่งเฟสที่ 5 ซึ่งหากพิจารณาจากสำนักเศรษฐกิจหลายสำนักให้ GDP Growth ปลายปีนี้อยู่ที่ 3% ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง GDP ไตรมาส 3 และ 4 จะต้องสูงมากกว่า 3%YoY เนื่องจาก 2 ไตรมาสแรกของปีอยู่ต่ำกว่า 3%

สรุป เศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงในฝั่งประเทศพัฒนาแล้ว สวนทางเศรษฐกิจฝั่งเอเชียที่ กำลังจะฟื้นตัวขึ้นใน 2H65 ถือเป็นแรงหนุนให้ Flow ต่างชาติไหลกลับฝั่งเอเชีย รวมถึง ไทย โดยวันนี้คาดกรอบการเคลื่อนไหว SET Index ที่ระดับ 1622 -1642 จุด

การขึ้นดอกเบี้ยของ FED อาจไม่ชะลอลง หากเงินเฟ้อทรงตัวระดับสูง

อัตราเงินเฟ้ออาจทรงตัวในระดับสูง เป็นเหตุจูงใจให้ธนาคารกลางหลายแห่งปรับขึ้น ดอกเบี้ยเชิงรุกต่อไป ซึ่งสาเหตุมาจาก 2 ปัจจัยหลัก ดังนี้

1. วิกฤตภัยแล้งในหลายประเทศ โดยพบว่าคลื่นความน้อนที่เกิดขึ้นทำให้แม่น้ำ สำคัญหลายสายทั่วโลกกำลังประสบกับปัญหา ระดับน้ำลดลงเป็นประวัติการณ์ จากวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกที่มีแนวโน้มรุนแรงและแปรปรวน มากยิ่งขึ้น ทั้งแม่น้ำสายหลักในหลายประเทศ เช่น แม่น้ำลัวร์ของฝรั่งเศส แม่น้ำ ไรน์ในยุโรป แม่น้ำโคโลราโดของสหรัฐฯ และล่าสุดแม่น้ำแยงซีของจีนที่แห้งแล้ง ถึงขั้นส่งผลกระทบต่อโรงไฟฟ้าพลังน้ำ เส้นทางการขนส่งทางเรือ และทำให้บริษัท ชั้นนำต้องระงับการผลิต ประเด็นดังกล่าว คาดทำให้ Supply หายและส่งผลต่อ ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นในอนาคต

2. การคว่ำบาตรรัสเซียของประเทศต่างๆ โดยเริ่มจากสหรัฐฯ ยุโรปและประเทศ อื่นๆ ที่ออกมาตรการคว่ำบาตรตอบโต้การโจมตีทางทหารของรัสเซียต่อยูเครน ตั้งแต่ช่วงเดือน กพ.65 อาทิ ห้ามส่งออกอุปกรณ์เทคโนโลยี, ห้ามดำเนินธุรกรรม ทางการเงิน, อายัดทรัพย์สินบุคคลสำคัญของรัสเซีย และอื่นๆ อย่างไรก็ตาม รัสเซียตอบโต้ด้วยการไม่ส่งก๊าซธรรมชาติ 3 วันไปยังยุโรป ทำให้ราคาก๊าซ และ ถ่านหินยังปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง รวมถึงราคาน้ำมันดิบที่อาจจะไม่ปรับตัวลงแรง อย่างที่ทุกคนคาดไว้

สรุป ทั้ง 2 ปัจจัยดังกล่าวเป็นองค์ประกอบที่กระตุ้นให้อัตราเงินเฟ้อมีโอกาสทรงตัวใน ระดับสูงต่อไป จนอาจทำให้ธนาคารกลางหลายแห่งยังคงใช้นโยบายทางการเงินเชิงรุก ต่อไป หากอ้างอิงจาก FED จะเห็นได้ว่านักลงทุนได้ให้โอกาสที่ FED จะปรับขึ้นอัตรา ดอกเบี้ย 0.75% ในการประชุมครั้งหน้า มากขึ้นเป็น 55% ขณะที่สัปดาห์ก่อนยังมี โอกาสเพียง 20% ที่ดอกเบี้ยจะขึ้น 0.75% คาดเป็นปัจจัยกดดัน SET Index ในช่วง สั้นราว 1 เดือนข้างหน้า

THAILAND FOCUS 2022 คาดเม็ดเงินกองทุนทั้งไทยและเทศช่วยหนุน ตลาด ชอบ KBANK, CK, CENTEL

วันนี้เริ่มต้นงาน THAILAND Focus ปี 2022 แนวคิด “The New Hope” เริ่มวันที่ 24 – 26 ส.ค. 2021 โดยมี บจ. ตอบรับเข้าร่วมกว่า 118 บริษัท ถือว่าจัดได้จังหวะเหมาะพอดี กับช่วงที่เศรษฐกิจอยู่ในช่วงฟื้นตัวแตกต่างกับประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศที่เริ่ม ชะลอลง น่าจะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนสถาบันทั้งไทยและต่างประเทศมากขึ้น

และหากวิเคราะห์จากสถิติในอดีตช่วง 6 ปีหลังสุด ในช่วงเวลาที่จัดงาน THAILAND Focus นั้น พบว่า SET Index มักให้ผลตอบแทนเฉลี่ย +0.8% (ผลตอบแทนเป็นบวกถึง 5 ใน 6 ปี) และหากวิเคราะห์เจาะลึกลงเป็นรายกลุ่มนักลงทุน ส่วนใหญ่จะเป็นการซื้อสุทธิเฉลี่ย จากนักลงทุนสถาบันฯ 2.86 พันล้านบาท (ซื้อสุทธิ 5 ใน 6 ปี) ขณะที่นักลงทุนต่างชาติซื้อ สุทธิเฉลี่ย 827 ล้านบาท (ซื้อสุทธิ 3 ใน 6 ปี) แต่หลังจัดงานเสร็จ 1 สัปดาห์ (5 วันทำการ) มักจะมีแรงขายทำกำไรออกมาบางส่วนจากทั้งนักลงทุนสถาบันฯและต่างชาติ ขายสุทธิ เฉลี่ย -741 ล้านบาท และ -1.2 พันล้านบาท ตามลำดับ กดดันให้ SET Index ปรับตัวลดลง เฉลี่ย -0.8%

อย่างไรก็ตามช่วงเวลาปัจจุบันน่าจะคล้ายคลึงกับช่วงจัดงาน Thailand Focus 2021 มาก สุด ซึ่งเป็นช่วงที่ประเด็น Covid-19 เริ่มผ่อนคลายพอดี โดยในปีที่แล้ว ช่วงจัดงาน THAILAND Focus ปี 2021 จะเห็นได้ว่า Fund Flow ทั้งจากกองทุนไทยและต่างประเทศ ไหลทะลักเข้ามา 1.49 พันล้านบาท และ 9.27 พันล้านบาทตามลำดับ โดยเฉพาะ Fund Flow ต่างชาติยังไหลเข้าต่อเนื่อง โดย 5 วันทำการหลังจัดงานถูกซื้อสุทธิต่อสูงถึง 9.87 พันล้านบาท หนุน SET Index ช่วงจัดงานและหลังจัดงานปรับตัวขึ้น 1.5% และ 2.4% ตามลำดับ

ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มฟื้นตัวเด่นกว่าหลายประเทศ ประจวบเหมาะกับการ มีงาน Thailand Focus เข้ามาสนับสนุนพอดี คาดยังมี Fund Flow คอยช่วยพยุง ตลาดอยู่

ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของ SET Index วันนี้ 1622 – 1642 จุด กลยุทธ์การ ลงทุนแนะนำเลือกหุ้นใหญ่ที่กำไรมีแนวโน้มเติบโตเด่น และบริษัทยังเข้าร่วมจัดงาน Thailand Focus ในปีนี้ อย่าง CK, KBANK และ CENTEL เป็น Top picks

บทความนี้จัดทำและเผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์ ASIA Plus Securities

ความคิดเห็นล่าสุด

การเปิดเผยความเสี่ยง: การซื้อขายตราสารทางการเงินและ/หรือเงินดิจิตอลจะมีความเสี่ยงสูงที่รวมถึงความเสี่ยงต่อการสูญเสียจำนวนเงินลงทุนของคุณบางส่วนหรือทั้งหมดและอาจไม่เหมาะสมกับนักลงทุนทั้งหมด ราคาของเงินดิจิตอลแปรปรวนอย่างมากและอาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกต่าง ๆ เช่น เหตุการณ์ทางการเงิน กฎหมายกำกับดูแล หรือ เหตุการณ์ทางการเมือง การซื้อขายด้วยมาร์จินทำให้ความเสี่ยงทางการเงินเพิ่มขึ้น
ก่อนการตัดสินใจซื้อขายตราสารทางการเงินหรือเงินดิจิตอล คุณควรตระหนักดีถึงความเสี่ยงและต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายในตลาดการเงิน ควรพิจารณาศึกษาอย่างรอบคอบในด้านวัตถุประสงค์การลงทุน ระดับประสบการณ์ และ การยอมรับความเสี่ยงและแสวงหาคำแนะนำทางวิชาชีพหากจำเป็น
Fusion Media อยากเตือนความจำคุณว่าข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้ไม่ใช่แบบเรียลไทม์หรือเที่ยงตรงแม่นยำเสมอไป ข้อมูลและราคาที่แสดงไว้บนเว็บไซต์ไม่ใช่ข้อมูลที่ได้รับจากตลาดหรือตลาดหลักทรัพย์เสมอไปแต่อาจได้รับจากผู้ดูแลสภาพคล่องและดังนั้นราคาจึงอาจไม่เที่ยงตรงแม่นยำและอาจแตกต่างจากราคาจริงในตลาดซึ่งหมายความว่าราคานี้เป็นเพียงราคาชี้นำและไม่เหมาะสมสำหรับวัตถุประสงค์เพื่อการซื้อขาย Fusion Media และผู้ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้จะไม่รับผิดชอบใด ๆ สำหรับความเสียหายหรือการสูญเสียที่เป็นผลมาจากการซื้อขายของคุณหรือการพึ่งพาของคุณในข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้
ห้ามใช้ จัดเก็บ ทำซ้ำ แสดงผล ดัดแปลง ส่งผ่าน หรือ แจกจ่ายข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้โดยไม่ได้รับการอนุญาตล่วงหน้าอย่างชัดแจ้งแบบเป็นลายลักษณ์อักษรจาก Fusion Media และ/หรือจากผู้ให้ข้อมูล ผู้ให้ข้อมูลขอสงวนสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาและ/หรือการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้
Fusion Media อาจได้รับผลตอบแทนจากผู้โฆษณาที่ปรากฎบนเว็บไซต์โดยอิงจากปฏิสัมพันธ์ของคุณที่มีกับโฆษณาหรือผู้โฆษณา
เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษของเอกสารฉบับนี้เป็นเวอร์ชั่นหลักซึ่งจะเป็นเวอร์ชั่นที่เหนือกว่าเมื่อใดก็ตามที่มีข้อขัดแย้งไม่สอดคล้องตรงกันระหว่างเอกสารเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษกับเอกสารเวอร์ชั่นภาษาไทย