KOSPI ของเกาหลีใต้หยุดการซื้อขายชั่วคราวหลังดิ่งกว่า 5% จาก SK Hynix และ Samsung
ภาวะ Recession ในเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่เกิดขึ้นหลังประกาศ GDP งวด 2Q65 ออกมา -0.9% QoQ ขณะที่ Inverted Yield Curve ในคู่ Bond Yield 10 ปี กับ 2 ปี ก็ชัดเจนมากขึ้น โดยปัจจุบันติดลบกว่า 33bps สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ USD อ่อนค่า และราคา Commodity หลักปรับตัวลดลง สร้างแรงกดดันต่อตลาด การเงินโลก แต่ในส่วนของบ้านเราเชื่อว่าอาจอยู่ในสถานะที่ได้ประโยชน์ เนื่องจาก ภาพใหญ่ในทางเศรษฐกิจ เราอยู่ในช่วง Recovery หลังการเปิดประเทศเต็ม รูปแบบ อีกทั้งราคาคา Commodity ที่ปรับลดลง ก็มีส่วนช่วยแรงกดดันจากเงิน เฟ้อในอนาคต นอกจากนี้การที่ กนง. เริ่มปรับขึ้นดอกเบี้ย ขณะที่ Fed ปรับขึ้น ดอกเบี้ยช้าลง ก็น่าจะทำให้เงินบาทแข็งค่า ภาวะแวดล้อมดังกล่าวน่าจะทำให้ Fund Flow ไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นบ้านเรา
SET Index น่าจะเคลื่อนไหวเข้าใกล้แนวต้านบริเวณ 1600 จุด แต่ยังไม่น่าจะผ่าน ไปได้ง่าย และมีแนวรับที่ 1580 จุด พอร์ตจำลองวันนี้ ไม่มีการปรับเปลี่ยน โดยคง เงินสดสำรอง 10% หุ้น Top Pick เลือก BEM, III และ PYLON
ความกังวลสหรัฐ RECESSION กดดันดอกเบี้ยสหรัฐขึ้นเบาลง
ตัวเลข GDP งวด 2Q65 ของสหรัฐ -0.9% QoQ ถือเป็นการติดลบ 2 ไตรมาสติดต่อกัน ทำ ให้เข้าสู่นิยาม Technical Recession ซึ่งส่วนใหญ่ตอนที่เกิดวิกฤตทั้ง Hamburger Crisis และ COVID-19 GDP สหรัฐฯ ติดลบ QoQ 4 และ 2 ไตรมาสตามลำดับ ซึ่งภาพ Recession ในมุมของนักลงทุนถูกตอกย้ำด้วย Invert Yield Curve ที่ยังดำเนินต่อเนื่อง และชัดเจนมากขึ้น โดย ล่าสุด Bond Yield 10 ปีสหรัฐฯอยู่ที่ 2.50% และBond Yield 2 ปีสหรัฐฯอยู่ที่ 2.83% และมีส่วนต่างกันถึง 33 Bps. ภาวะดังกล่าว บวกกับการที่ Fed มี การปรับขึ้นดอกเบี้ยแรงต่อเนื่องมาหลายครั้ง น่าจะทำให้อีกทั้งการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed จากนี้ไป น่าจะเบาลงสะท้อนผ่าน FED Watch Tool ที่ประเมินดอกเบี้ยนโยบาย สิ้นปี 2565 ไว้ที่บริเวณ 3.5% อีกทั้งมีบางมุมมองเริ่มเห็นว่าโอกาสที่ Fed จะเริ่มปรับลด ดอกเบี้ยในช่วงต้นปี 2023 25 Bps. เหลือ 3.25%
ขณะที่ฝั่งยุโรปก็มีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว เช่นกัน หลัง GDP ไตรมาส 2 ที่ผ่านมา +0.7%QoQ เท่านั้น ซึ่งความเสี่ยงภายภาคหน้ายังมีอยู่ 3 ข้อ ดังนี้
1. ภาวะเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มสูงต่อเนื่อง (CPI ล่าสุดเดือน ก.ค. +8.9%YoY)
2. การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเชิงรุกที่มีต่อ (ECB เพิ่งปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.5%)
3. วิกฤตพลังงานที่มาจากการคว่ำบาตรรัสเซียก็ยังยืดเยื้อ
ขณะที่ประเทศไทยสถานการณ์ความเสี่ยงเรื่อง Technical Recession คาดจะยังไม่เกิด จากในปี 2565 บ้านเรายังไม่เคยมีไตรมาสที่ GDP ลดลง QoQ อีกทั้งตั้งแต่ 2Q65 ภาครัฐ ทยอยเปิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ หลังจากที่ควบคุมการระบาดของ Covid-19 ได้ระดับ หนึ่ง ซึ่งพัฒนาการดังกล่าวทำให้ความเสี่ยงที่จะเกิด GDP ติดลบ QoQ ลงไปได้อย่างมาก คาดทำให้เงินบาทแข็งค่าและเห็นเม็ดเงินของ Flow ต่างชาตไหลกลับตลาดหุ้นบ้าง
ความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์กลับมาอีกครั้ง หลังประธานสภาผู้แทนราษฎร สหรัฐฯ จะเยือนไต้หวัน
แนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ เดินทางเยือน 4 ประเทศแถบเอเชีย แปซิฟิก ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ซึ่งการเดินทางครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อ ความร่วมมือด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และการปกครองแบบประชาธิปไตย ในภูมิภาคอิน โดแปซิฟิก ซึ่งล่าสุดมีรายงานยืนยันว่านางแนนซี เพโลซีจะไปเยือนไต้หวันในวันนี้ ถึงแม้ รัฐบาลจีนได้เตือนสหรัฐว่าจะมีผลร้ายแรงตามมา หากยังดื้อดึงที่จะเยือนไต้หวันอยู่ นอกจากนั้นในการหารือระหว่างประธานาธิบดีโจ ไบเดน และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่ เกิดขึ้นในอาทิตย์ที่ผ่านมา ผู้นำจีนยังได้บอกเตือนไบเดนว่า “อย่าเยือนไต้หวันเลย”ซึ่งต้อง ติดตามท่าทีฝั่งจีน ว่าจะมีการตอบโต้เช่นไรบ้าง
โดยสรุปประเด็นดังกล่าวอาจทำให้เกิดความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ได้ ซึ่งหากเกิดขึ้น จริง คาดสร้าง Sentiment เชิงลบต่อตลาดหุ้นทั่วโลกให้ปรับฐานแรงอีกครั้ง
ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลงแรงเป็นวันที่ 2
ราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับตัวลงเป็นวันที่ 2 สู่ระดับ 100 เหรียญฯ/บาร์เรล จากนักลงทุน วิตกกังวลว่าการชะลอตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั่วโลก โดยเฉพาะในภาคการผลิต จะ ส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันอ่อนแรงลงด้วย โดยดัชนีภาคการผลิต (ISM) ของสหรัฐร่วง ลงสู่ระดับ 52.8 ในเดือนก.ค. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 2 ปี หรือนับตั้งแต่เดือนมิ.ย. 2563
ขณะที่ดัชนีPMI ภาคการผลิตของจีนร่วงลงสู่ระดับ 49 จุด ในเดือนก.ค. จากระดับ 50.2 ในเดือนมิ.ย. และฝั่งยุโรปก็เปิดเผย ดัชนี PMI ภาคการผลิต ซึ่งลดลงสู่ระดับ 49.8 ในเดือน ก.ค. จากระดับ 52.1 ในเดือนมิ.ย. ทั้งนี้ดัชนี PMI ของจีนและยูโรปอยู่ต่ำกว่าระดับ 50 จุด ซึ่งบ่งชี้ว่าภาคการผลิตอยู่ในภาวะหดตัว
โดยนักลงทุนจับตาการประชุมของ OPEC+ ในวันพุธนี้ ซึ่งจะกำหนดทิศทางของราคา น้ำมันดิบในอนาคต หลังจากมีมติเพิ่มกำลังการผลิต 648,000 บาร์เรล/วันในเดือนส.ค.
มีปัจจัยสนับสนุน FUND FLOW จากความต่างสหรัฐอยู่ในช่วง RECESSION แต่ไทยอยู่ในช่วง RECOVERY
ทิศทางค่าเงิน Dollar Index พลิกอ่อนค่าช่วงสั้น หลังนักลงทุนกังวลเศรษฐกิจมีโอกาส ชะลอตัว หลังจากเกิดสัญญาณ Technical Recession สวนทางกับค่าเงินบาทที่แข็งค่า ขึ้นมา 2% และมีโอกาสแข็งต่อในช่วงสั้น หาก กนง. มีการประกาศขึ้นดอกเบี้ยในวันที่ 10 ส.ค. 65 ซึ่งเวลาค่าเงินบาทแข็งค่า Fund Flow มักชะลอการไหลออกเช่นกัน สะท้อนได้ จากช่วงเวลา 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ต่างชาติสลับมาซื้อหุ้นไทยและตลาดหุ้นภูมิภาคทุก ประเทศ โดยต่างชาติซื้อหุ้นไทยต่อเนื่องมา 6 วันทำการ มูลค่ารวม 8 พันล้านบาท
นอกจากนี้ถ้าตัวเลข GDP ไทยงวด 2Q65 ที่จะรายงานในวันที่ 15 ส.ค. 65 ออกมาไม่ติด ลบ จะทำให้เกิดมุมมองไทย Recovery แต่เมื่อเทียบสหรัฐที่เกิด Technical Recession เรียบร้อยแล้ว และจากสถิติในอดีตเวลาที่ GDP ไทยเติบโต แต่ GDP สหรัฐติดลบ พบว่า ตลาดหุ้นไทยก็พลิกกลับมา Outperform และชนะตลาดหุ้นสหรัฐในไตรมาสนั้นๆ เฉลี่ย ราว 4% พร้อมกับ Fund Flow ที่มีการสลับมาไหลเข้าบ้างในบางไตรมาส
สรุปคือ ปัจจัยค่าเงินบาทชะลอการอ่อนค่า, Spread ดอกเบี้ยไทยสหรัฐมีโอกาสแคบ ลงหาก กนง. ขึ้นดอกเบี้ย และ GDP ไทยน่าจะยังไม่ติดลบเมื่อเทียบกับสหรัฐ ทั้ง 3 ปัจจัยส่งผลให้แรงกดดัน Fund Flow ไหลออกลดลง รวมถึงตลาดหุ้นไทยอาจดูมีเสนห์ มากขึ้น
กลยุทธ์การลงทุนในวันนี้ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของ SET 1580 – 1600 จุด แนะนำหุ้นราคา Laggard หวังการ Recovery กลับ อย่างBEM, III, PYLON เป็น Top pick
บทความนี้จัดทำและเผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์ ASIA Plus Securities








