เปิดแอป

RECESSION สหรัฐฯ เป็นตัวหน่วงเล็กน้อย

ในบทความนี้:

การประชุม Fed มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.75% ตามคาด ทำให้อัตรา ดอกเบี้ยนโยบายปรับขึ้นมาอยู่ที่ 2.25 – 2.5% ส่วนการประชุมที่เหลืออีก 3 รอบ คาดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยรวมราว 1% เท่ากับเป็นการปรับขึ้นในอัตราที่เบาลง ส่วน GDP งวด 2Q65 สหรัฐออกมา -0.9% QoQ ถือเป็นการปรับลด QoQ 2 ไตรมาส ติดต่อกัน เข้านิยามของ Technical Recession แต่อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าตลาด หุ้นจะไม่ได้ตอบสนองเชิงลบ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกำไรบริษัทจดทะเบียน 2Q65 ที่ ออกมาดีเป็นแรงพยุง ผลกระทบจากทั้ง 2 เรื่องที่จะส่งต่อมาที่ตลาดหุ้นไทย ไม่ น่าจะมีน้ำหนักในทางลบมากนัก สำหรับประเด็นที่เราเริ่มมองทางบวก คือ Fund Flow ที่มีโอกาสไหลเข้า ทั้งนี้เป็นผลมาจาก USD ที่อ่อนค่า หนุนให้เงินบาทแข็งค่า กลับมาและดูเหมือนจะมีความต่อเนื่อง ซึ่งเป็นบวกต่อทิศทางเม็ดเงินที่ไหลเข้า

SET Index มีโอกาสดีดตัวขึ้นมี 1600 จุดเป็นแนวต้าน และ 1570 จุดเป็นแนวรับ พอร์ตจำลองให้ Take Profit BLA น้ำหนัก 10% ให้นำเงินเข้าซื้อ ONEE 10% และนำเงิน 5% ซื้อ KTB เพิ่ม Top Pick เลือก BEM, KTB และ ONEE

FED ขึ้นดอกเบี้ยตามคาด ขณะที่ GDP สหรัฐฯ ส่งสัญญาณ TECHNICAL RECESSION แต่ EARNING ออกมาดีช่วยพยุงตลาดหุ้น

การประชุมรอบล่าสุด FED ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.75% ทำให้อัตราดอกเบี้ย นโยบายสหรัฐขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 2.5%(ตั้งแต่ต้นปีขึ้นดอกเบี้ย 2.25%) ขณะที่การประชุม Fed ในรอบที่เหลือของปี 2565 อีก 3 รอบ คาดว่าจะเห็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยรวมอีก ราว 1% เท่านั้น ทำให้อัตราดอกเบี้ยปลายปีมาอยู่ที่บริเวณ 3.25 – 3.50%

ขณะที่ Spread ของดอกเบี้ยไทย-สหรัฐฯ ปัจจุบันอยู่ที่ 2% ส่งผลทำให้เงินบาทอ่อนค่า และ Fund Flow ไหลออกจากประเทศไทย ถือเป็นแรงกดดันให้ กนง. พิจารณาปรับขึ้น อัตราดอกเบี้ย โดยฝ่ายวิจัยฯคาดว่า กนง. จะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายทั้ง 3 รอบในช่วง เวลาที่เหลือของปี(คาดขึ้น 0.25% ต่อรอบ)

ขณะที่การประกาศตัวเลข GDP งวด 2Q65 ของสหรัฐ พบว่าติดลบ -0.9%QoQ ขณะที่ ตลาดคาด +0.4% ถือเป็นการติดลบเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา 2 ไตรมาสต่อเนื่อง ทำ ให้เข้าสู่นิยามของภาวะเศรษฐกิจถดถอยเรียบร้อย อย่างไรก็ตามความเสี่ยงเรื่อง Technical Recession ยังไม่เกิดขึ้นกับประเทศไทย เนื่องจาก ในปี 2565 ไทยยังไม่เคยมี ไตรมาสที่ GDP ลดลง QoQ อีกทั้งตั้งแต่ 2Q65 ไทยทยอยเปิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจมาก ขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งพัฒนาการดังกล่าวทำให้ความเสี่ยงที่จะเกิด GDP ติดลบเป็นไปได้ยาก

อย่างไรก็ตามตลาดหุ้นสหรัฐฯปรับตึ้วขึ้นแรงราว 7%-12% ในเดือน ก.ค.65 สะท้อนจาก งบบริษัทจดทะเบียนไตรมาส 2 ออกมาดีกว่าคาด โดยล่าสสุดออกมา 277 บริษัท เติบโต 6%YoY และดีกว่าคาดราว 4% หนุนจากกลุ่ม Energy(ดีกว่าคาด 10%) Health Care( ดีกว่าคาด 7.8%) Utilities(ดีกว่าคาด 7.6%)

ด้วยปัจจัยลบและปัจจัยบวกที่ถาโถมตลาดหุ้นสหรัฐฯ อาจทำให้ตลาดหุ้นผันผวนบ้าง ขณะที่ประเทศไทย Fund Flow มีโอกาสไหลออกจากตลาดหุ้นไทยต่อ จากส่วนต่าง อัตราดอกเบี้ยไทยสหรัฐที่กว้างขึ้น โดยวันนี้มองกรอบการเคลื่อนไหวที่ระดับ 1570- 1600 จุด

INFLATION ยุโรปยังสูงกว่าคาด มีโอกาสเกิด SUPPLY SHORTAGE ได้ ในอนาคต ชอบ PTT (BK:PTT) PTTEP TOP

เงินเฟ้อยุโรปเดือน กค ทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ +8.9% สูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ +8.7% สูงสุดใน รอบ 23 ปี สาเหตุมาจากราคาเชื้อเพลิงและอาหารที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งการคว่ำบาตรรัสเซีย ส่งผลกระทบต่อยุโรปค่อนข้างมาก ขณะที่อนาคตมีโอกาสเห็นพลังงาน Shortage ได้หาก ประเด็นดังกล่าวยังยืดเยื้อต่อไป สอดคล้องกับมุมมองของ IMF ที่คาดว่าเงินเฟ้อโลกจะทำ จุดสูงสุดในช่วง 3Q65 9%yoy

ขณะที่ราคาน้ำมันดิบช่วงสั้นปรับตัวลงแรงจากการ Lockdown ในเมืองอู่ฮั่นของจีนอีก ครั้ง หลังตรวจพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่หลายราย รวมถึงตัวเลข PMI ภาคการผลิต กค.65 ของจีน ออกมาที่เพียง 49 จุด (ตรงข้ามกับที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ระดับ 50.3 จุด) ชี้ ว่าภาคการผลิตของจีนยังคงหดตัวลงจากการ Lockdown ช่วงก่อนหน้านี้

โดยสรุป ราคาน้ำมันแนะนำ Trading ได้ช่วงสั้นๆ จากปัญหา Supply Shortage จากประเด็นสงครามที่ยังยืดเยื้อ และไม่มีสัญญาณที่เบาลง แต่ต้องระวังหากมีประเทศ ที่เข้าสู่ช่วง Recession เพิ่มขึ้น โดยฝ่ายวิจัยฯชอบ PTT PTTEP TOP เป็น Toppicks กลุ่มฯ

DOLLAR อ่อนหลังการประชุม FED สวนทางค่าเงินในภูมิภาคแข็งค่า บวก ต่อ FUND FLOW

ภายหลังการผลการประชุม FED ที่ปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.75% มาที่ 2.5% และมีการส่ง สัญญาณขึ้นดอกเบี้ยฯ ในระดับ 0.75% ในการประชุมรอบหน้า อย่างไรก็ตามระยะถัดไป มีโอกาสปรับขึ้นในอัตราที่ลดลง หนุนให้ตลาดเชื่อว่าการขึ้นดอกเบี้ยฯมีโอกาสที่จะผ่านจุด ที่เร่งตัวมากที่สุดแล้ว หนุนให้ทิศทางค่าเงิน Dollar Index พลิกอ่อนค่า 1.3% สวนทาง ค่าเงินในภูมิภาคที่กลับมาแข็งค่าอาทิ ค่าเงินรูเปียห์อินโดนิเซียแข็งค่า 1.24% ค่าเงินเปโซ ฟิลิปปินส์แข็งค่า 1.05% เป็นบวกต่อทิศทาง Fund Flow ไหลเข้าตลาดหุ้นอินโดนิเซีย สัปดาห์ที่ผ่านมา 130 ล้านเหรียญฯ และตลาดหุ้นฟิลลิปปินส์ 10 ล้านเหรียญฯ ส่วนบ้าน เราทิศทางค่าเงินบาทเช้านี้แข็งค่าทำจุดต่ำสุดในรอบเกือบ 2 สัปดาห์มาที่ 36.30 บาท/ usd มองเป็นสัญญาณบวกต่อทิศทาง Fund Flow ต่างชาติไหลเข้าในระยะสั้นหลังจาก สัปดาห์ที่ผ่านมาซื้อสุทธิ 4.38 พันล้านบาท

ปรับขึ้นค่า FT งวด ก.ย.-ธ.ค. 2565 ไม่ต่ำกว่า 68.66 สตางค์ เป็นบวกต่อ กลุ่มโรงไฟฟ้า SPP

กกพ มีมติเห็นชอบปรับขึ้นค่าไฟฟ้าผันแปร (ค่า ft) งวดเดือน ก.ย.-ธ.ค. 2565 โดยเบื้องต้น ปรับเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 68.66 สตางค์/หน่วย มาอยู่ที่ 93.43 สตางค์ต่อหน่วย และเมื่อ นำมารวมกับค่าไฟฟ้าฐานที่ราว 3.79 บาท/หน่วย จะส่งผลให้อัตราค่าไฟฟ้างวดใหม่อยู่ที่ 4.72 บาท/หน่วย จาก 4.0 บาท/หน่วย ในงวด พ.ค.-ส.ค. 65 แม้การปรับขึ้นอัตราค่า ไฟฟ้าผันแปร (ft) ในรอบนี้จะน้อยกว่าประมาณการเดิมที่คาดจะเพิ่มขึ้นราว 90-100 สตางค์/หน่วย แต่ภาพรวมยังถือเป็นปัจจัยบบวกต่อกลุ่มโรงไฟฟ้า SPP โดยเฉพาะ BGRIM (BUY:FV ปี 66 @44.0B) และ GPSC (BUY:FV@82.5B) ซึ่งมีสัดส่วนส่วนขายไฟฟ้าให้ กลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรม (IU) ราว 23% และ 26% ของรายได้จากขายไฟฟ้าโดยรวม ตามลำดับ้งนี้ กกพ.เผยว่า การปรับขึ้นค่า ft ดังกล่าวเป็นการพิจารณาตามต้นทุนที่แท้จริงของราคา เชื้อเพลิงที่ปรับตัวสูงขึ้น ดังนั้นแม้การปรับขึ้นค่า ft ในรอบนี้จะยังไม่ได้ช่วยชดเชยผล ขาดทุนของผู้ประกอบการจากการแบกรับต้นทุนค่าเชื้อเพลิงในช่วงก่อนหน้า แต่คาดจะ เป็นส่วนช่วยให้อัตรากำไรขั้นต้นทยอยปรับตัวดีขึ้นในช่วง 3Q65 เป็นต้นไป

สำหรับภาพรวมกำไรปี 2565 ของทั้ง BGRIM และ GPSC คาดลดลง YoY แต่คาดทิศทาง กำไรจะผ่านพ้นจุดต่ำสุดของปีในช่วง 1Q65 มาแล้ว จึงแนะนำให้หาจังหวะทยอยสะสม ลงทุนระยะยาว

• สำหรับ sensitivity ของ BGRIM ค่า ft ที่ปรับขึ้นทุกๆ 1 สตางค์ จะส่งผลให้ บริษัทฯมีกำไรเพิ่มขึ้นราว 21 ล้านบาท/ปี ขณะที่ราคาก๊าซฯที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 1 บาท/ล้านบีทียู จะส่งผลให้บริษัทฯ มีกำไรลดลงราว 17 ล้านบาท/ปี

• สำหรับ GPSC ค่า ft ที่ปรับขึ้นทุกๆ 1 สตางค์ จะส่งผลให้บริษัทฯมีกำไรเพิ่มขึ้น ราว 60 ล้านบาท/ปี ส่วนราคาก๊าซฯที่ปรับขึ้นทุกๆ 1 บาท/ล้านบีทียู จะส่งผลให้ บริษัทฯ มีกำไรลดลงราว 30 ล้านบาท/ปี

แนะหุ้นมีโอกาสฟื้นตัวกลับแรง พร้อมกระแสเชิงบวกหนุน ONE KTB BEM

ในช่วงที่ตลาดหุ้นไทยหยุดทำการ ช่วงวันหยุดยาว ตลาดหุ้นเมืองนอกมีการรีบาวน์กลับแรง ช่วงสั้นๆ อาทิ NASDAQ ปรับตัวขึ้นถึง 7% ในช่วง 3 วันทำการที่ผ่านมา นอกจากนี้ Fund Flow ยังมีการไหลกลับหุ้นไทยมาช่วงสั้น

ดังนั้นฝ่ายวิจัยฯ จึงทำการค้นหาหุ้นที่ย่อตัวลงมาลึก (ผลตอบแทน ytd น้อยกว่า ผลตอบแทนของ SET) และมีโอกาสฟื้นตัวกลับแรง (BETA>1) ได้ผลลัพธ์ คือ MEDIA (แนะนำ ONEE PLANB MAJOR), CONS (แนะนำ STEC), FIN (แนะนำ TIDLOR), BANK (KTB KBANK (BK:KBANK)) เป็นต้น

อย่างไรก็ตามภาพปัจจัยภายนอกยังมีความผันผวนอยู่ ทั้งจากความกังวลแต่ละประเทศ อาจเข้าสู่ Recession, เศรษฐกิจจีนชะลอตัว และการทยอยลดระดับสภาพคล่องส่วนเกิน ของ Fed ดังนั้นการลงทุนจำเป็นจะต้อง Selective อยู่ โดย Toopick วันนี้ ฝ่ายวิจัย แนะนำหุ้นในกลุ่มที่มีโอกาสฟื้นแรง หรือมีกระแสเชิงบวกเฉพาะตัวหนุน 3 บริษัทดังนี้

ONEE(FV@14) ในปีนี้ปรับฐานลงมาแล้วกว่า -12%ytd จน Upside เปิดกว้างถึง 47% แต่ ช่วงไตรมาสที่ 3 เริ่มเห็นกระแสเชิงบวกหนุน จากรายการ TheVoice All Stars Thailand ได้รับกระแสตอบรับดีตั้งแต่ช่วงต้นๆ ไตรมาส รวมถึงหนังบุพเพสันนิวาส 2 ของค่าย GDH ทำรายได้ถล่มทลาย 134 ล้านบาท ในการฉายเพียง 3 วัน ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มเครือ เดียวกันกับ ONEE คาดหวัง Synergy ในช่วงถัดไป

KTB(FV@18) กลุ่ม ธ.พ. Laggard ตลาดมาก ได้แรงหนุนดอกเบี้ยขาขึ้น คาดกำไรปีนี้จะ เติบโตได้เด่นสุดในกลุ่มขยายตัว 36% YoY เด่นสุดในกลุ่มฯ (กลุ่มฯ +9% YoY) คุณภาพ สินทรัพย์อยู่ในระดับที่ดี พร้อมกับราคาปัจุบันสามาคาดหวังปันผลได้สูงถึง 4.7% ต่อป

BEM(FV@10.3) คาด Traffic 2Q65 ฟื้นตัวโดเด่น โดยจำนวนผู้ใช้ทางด่วนฟื้นตัว 7%QoQ ขณะที่ผู้โดยสารรถถไฟฟ้าใต้ดิน 23%QoQ แนวโน้มกำไร 3Q65 ฟื้นตัวต่อเนื่อง ปัจจัย ขับเคลื่อนหลักมาจากการกลับมาจัด Event สำคัญต่างๆ ที่ Bitec บางนา และศูนย์ประชุม สิริกิติ์รวมถึง Traffic ที่เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจากช่วงวันหยุดต่างๆที่ผ่านมา

บทความนี้จัดทำและเผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์ ASIA Plus Securities

ความคิดเห็นล่าสุด

การเปิดเผยความเสี่ยง: การซื้อขายตราสารทางการเงินและ/หรือเงินดิจิตอลจะมีความเสี่ยงสูงที่รวมถึงความเสี่ยงต่อการสูญเสียจำนวนเงินลงทุนของคุณบางส่วนหรือทั้งหมดและอาจไม่เหมาะสมกับนักลงทุนทั้งหมด ราคาของเงินดิจิตอลแปรปรวนอย่างมากและอาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกต่าง ๆ เช่น เหตุการณ์ทางการเงิน กฎหมายกำกับดูแล หรือ เหตุการณ์ทางการเมือง การซื้อขายด้วยมาร์จินทำให้ความเสี่ยงทางการเงินเพิ่มขึ้น
ก่อนการตัดสินใจซื้อขายตราสารทางการเงินหรือเงินดิจิตอล คุณควรตระหนักดีถึงความเสี่ยงและต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายในตลาดการเงิน ควรพิจารณาศึกษาอย่างรอบคอบในด้านวัตถุประสงค์การลงทุน ระดับประสบการณ์ และ การยอมรับความเสี่ยงและแสวงหาคำแนะนำทางวิชาชีพหากจำเป็น
Fusion Media อยากเตือนความจำคุณว่าข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้ไม่ใช่แบบเรียลไทม์หรือเที่ยงตรงแม่นยำเสมอไป ข้อมูลและราคาที่แสดงไว้บนเว็บไซต์ไม่ใช่ข้อมูลที่ได้รับจากตลาดหรือตลาดหลักทรัพย์เสมอไปแต่อาจได้รับจากผู้ดูแลสภาพคล่องและดังนั้นราคาจึงอาจไม่เที่ยงตรงแม่นยำและอาจแตกต่างจากราคาจริงในตลาดซึ่งหมายความว่าราคานี้เป็นเพียงราคาชี้นำและไม่เหมาะสมสำหรับวัตถุประสงค์เพื่อการซื้อขาย Fusion Media และผู้ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้จะไม่รับผิดชอบใด ๆ สำหรับความเสียหายหรือการสูญเสียที่เป็นผลมาจากการซื้อขายของคุณหรือการพึ่งพาของคุณในข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้
ห้ามใช้ จัดเก็บ ทำซ้ำ แสดงผล ดัดแปลง ส่งผ่าน หรือ แจกจ่ายข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้โดยไม่ได้รับการอนุญาตล่วงหน้าอย่างชัดแจ้งแบบเป็นลายลักษณ์อักษรจาก Fusion Media และ/หรือจากผู้ให้ข้อมูล ผู้ให้ข้อมูลขอสงวนสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาและ/หรือการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้
Fusion Media อาจได้รับผลตอบแทนจากผู้โฆษณาที่ปรากฎบนเว็บไซต์โดยอิงจากปฏิสัมพันธ์ของคุณที่มีกับโฆษณาหรือผู้โฆษณา
เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษของเอกสารฉบับนี้เป็นเวอร์ชั่นหลักซึ่งจะเป็นเวอร์ชั่นที่เหนือกว่าเมื่อใดก็ตามที่มีข้อขัดแย้งไม่สอดคล้องตรงกันระหว่างเอกสารเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษกับเอกสารเวอร์ชั่นภาษาไทย