KOSPI ของเกาหลีใต้หยุดการซื้อขายชั่วคราวหลังดิ่งกว่า 5% จาก SK Hynix และ Samsung
IMF ปรับลดคาดการณ์World GDP Growth ปี 2565 จาก 3.6% มาอยูที่ 3.2% ซึ่งถือว่าอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับ World Bank และ OECD ที่คาดการร์ว่าจะ เติบโต 2.9 – 3% ในส่วนของบ้านเรา IMF คาดการณ์ว่าจะเติบโต 2.8% (เดิมคาด โต 3.3%) ถือว่าอยู่ในโซนที่ต่ำเมื่อเทียบกับคาดการณ์ของกระทรวงการคลังที่คาด เติบโตถึง 3.5% อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญคือคาดการณ์เรื่องเงินเฟ้อ โดยคาดว่าจะขึ้น ไปจุดสูงสุดในงวด 3Q65 ซึ่งสอดคล้องกับภาพที่ฝ่ายวิจัยประเมินไว้ ส่วนการ ประชุม ครม. วานนี้ได้อนุมัติมาตรการเยียวยาเพิ่มเติม โดยมีคนละครึ่งเฟส 5 อัตรา 800 บาท/คน ใช้จ่ายช่วง ก.ย.-ต.ค. และ เพิ่มเงินบัตรสวัสดิการฯ+ช่วยเหลือกลุ่ม เปราะบาง 200 บาท/คน ระยะเวลา 2 เดือน เรามองว่าน่าจะเป็นผลดีต่อ บริษัทผู้ผลิตสินค้าอุปโภค-บริโภค ส่วนภาพใหญ่ของตลาดหุ้นยังเป็น Wait & See
SET Index ยังอยู่ในโหมด Wait & See อยู่ในกรอบ 1547 – 1656 จุด พอร์ต จำลองให้ Cut Loss หุ้น CPF (น้ำหนัก 10%) ให้นำเงิน 5% ซื้อ III ส่วนอีก 5% เพิ่มเงินสดเป็น 15% Top Pick เลือก III, PYLON และ TPIPL
ตลาดหุ้นปรับตัวลงรอการประชุม FED และตัวเลข GDP2Q65 สหรัฐ
วานนี้ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวลดลง โดย ดัชนี S&P500 -1.15% Nasdaq -1.87% รวมถึง ราคาน้ำมันลงเกือบ -2% โดยมีเหตุผลประกอบดังนี้
1. นักลงทุนอยู่ในช่วง Wait & See เหตุการณ์สำคัญในช่วงวันหยุดยาวนี้คือ การ ปรับขึ้นดอกเบี้ยขึ้นของ Fed (ตลาดคาดเพิ่ม 0.75% ในรอบนี้) ต่อเนื่องด้วยการ รายงานตัวเลข GDP งวด 2Q65 ล่าสุด Fed สาขาแอตแลนตา คาดว่าจะลดลง - 1.6% หรือเข้าสู่ Technical Recession แต่หากตัวเลขที่ประกาศออกมาไม่ติดลบ จะถือว่าเป็น Sentiment เชิงบวกกับตลาดหุ้นมาก
2. IMF มีการปรับประมาณการตัวเลข World GDP ลง ปี 2565 -0.4% เหลือ 3.2% และปี 2566 ลง -0.7% เหลือ 2.9% แสดงให้เห็นถึงมุมมองเศรษฐกิจที่อาจ ชะลอลง
3. Walmart ค้าปลีกใหญ่สุดของสหรัฐลง 7.6% ในวานนี้ กังวลเศรษฐกิจชะลอ ตาม โดยบริษัทคาดกำไร 2Q65 ลดลง 9% จากเดิมคาดเติบโต และทั้งปีลดลงราว -13% นำไปสู่ความกังวลภาพรวมเศรษฐกิจชะลอตัวตามไปด้วย
4. ราคาน้ำมันปรับลง 2% หลังสหรัฐประกาศจะระบายน้ำมันในคลังสำรองออกมา อีก 20 ล้านบาร์เรล บรรเทาภาวะเงินเฟ้อในประเทศ จากความกังวลเศรษฐกิจ ชะลอตัว รวมถึงกังวลกำลังซื้อน้ำมันอาจลดลง หลัง Fed ขึ้นดอกเบี้ย
ด้วยปัจจัยความไม่แน่นอนในหลายๆ ด้าน กดดันให้ตลาดหุ้นน่าจะอยุ่ในช่วง Wait & See ในวันนี้ รวมถึงตลาดหุ้นไทยที่จะมีวันหยุดยาวติดต่อกัน 4 วัน จึงประเมินกรอบ การเคลื่อนไหว 1547 – 1565 จุด
IMF ปรับคาดการณ์ GDP โลกลง และคาดเงินเฟ้อน่าจะพีคในช่วง 3Q65
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประกาศปรับลดตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวของ เศรษฐกิจโลกในปี 2565 และ 2566 เป็นขยายตัว 3.2% ในปี 2565 ก่อนที่จะชะลอตัวสู่ 2.9% ในปี 2566 โดยปรับลดลง 0.4% และ 0.7% ตามลำดับ จากตัวเลขคาดการณ์ใน เดือน เม.ย. โดยให้เหตุผลว่า เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะถดถอย ท่ามกลางความ เสี่ยงจากเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้น การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนที่รุนแรงกว่าคาด (IMF ปรับลด GDP Growth65F ของจีนลงถึง -1.1% เหลือ 3.3%) รวมทั้งผลกระทบจากการที่รัสเซียส่ง กำลังทหารบุกโจมตียูเครน
การปรับลดตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในปี 2565 ของ IMF ที่ 3.2% ยังถือว่าดีกว่าสำนักอื่นๆ อย่าง World Bank คาดเติบโต 2.9% และ OECD 3% แต่ใน มุมมองปี 2566 IMF ปรับคาดการณ์ World GDP เติบโตลดลงเหลือ 2.9% ลดลงจากปี ก่อน และลงต่ำกว่าสำนักอื่นๆ อย่าง World Bank 3.5%, OECD 4.5% แสดงให้เห็นถึง ความกังวลเศรษฐกิจชะลอในระยะถัดไป
นอกจากนี้ IMF ยังปรับคาดการตัวเลขเงินเฟ้อ (Global Inflation) จะพีคช่วง 3Q65 เพิ่มขึ้น 9%yoy (จากเดิมพีคช่วง 2Q65 เพิ่มขึ้น 7.8%yoy) สอดคล้องกับที่ฝ่ายวิจัยฯ คาด ว่าอัตราเงินเฟ้อของไทยจะขึ้นไปทำจุดสูงสุด +10%YoY ในเดือน ส.ค.65 แล้วค่อยทยอย ลดลงหลังจากนั้น เนื่องจากราคา Commodity ที่ปรับตัวลดลง ส่งผลกระทบต่ออัตราเงิน เฟ้อทั่วโลกให้ปรับตัวลงได้ แต่คาดจะมี Time Lack ราว 2-3 เดือน เนื่องจากต้องมี ระยะเวลาให้ผู้ประกอบการบริหารจัดการสินค้าคงเหลือที่มีอยู่
สรุปภาพรวมเศรษฐกิจโลกในมุมมองของ IMF ปีนี้ ถือว่าอยู่ในระดับใกล้เคียงและสูง กว่าหลายๆ สำนักฯ แต่ในปีหน้า IMF มีมุมมองเศรษฐกิจโลกอาจโตได้น้อยลง ถือเป็น อีกหนึ่งตัวแปรที่อาจสร้างความผันผวนต่อตลาดหุ้นในระยะถัดไป และอาจนำไปสู่การ ปรับประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียนในปีหน้าลงได้เช่นกัน
มุมมอง GDP ไทยของหลายๆ สำนัก ยังเห็นการเติบโตดีต่อในปีหน้า
วานนี้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประกาศปรับลดตัวเลขคาดการณ์การขยายตัว ของเศรษฐกิจไทยในปี 2565 และ 2566 เป็นขยายตัว 2.8% ในปี 2565 และขยายตัวเพิ่ม อีก 4.0% ในปี 2566 โดยปรับลดลง 0.5% และ 0.3% ตามลำดับ
ในเชิงเปรียบเทียบพบว่า IMF ปรับคาดการณ์ GDP ไทย แม้จะลงมาต่ำกว่าธปท. ทั้งปีนี้ และปีหน้า ที่คาด 3.3% และ 4.2% ตามลำดับ แต่ในปีหน้าถูกปรับลงน้อยกว่าประเทศ อื่นๆ และยังเห็นการเติบโตต่อเนื่อง ต่างจากภาพรวมทั่วโลกที่เศรษฐกิจเติบโตน้อยลงเหลือ 2.9% ใน 66 จาก 3.2% ในปี 65
ขณะเดียวกันวานนี้ทางกระทรวงการคลังยังมีการเปิดเผยตัวเลขคาดการณ์การเติบโต เศรษฐกิจไทย โดยคาดGDP65F เติบโต 3.5% (3.0% - 4%) โดยมีแรงหนุนมาจาก
1. อุปสงค์ในประเทศฟื้น หลังโควิดค่อยๆ ผ่อนคลาย
2. นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาสูงกว่าคาด
สรุปคือ ในมุมมองสำนักเศรษฐกิจไทยและต่างประเทศ แม้เศรษฐกิจไทยจะถูกปรับลด คาดการณ์การเติบโต แต่ยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ต่างกับภาพรวมเศรษฐกิจโลกที่ เริ่มชะลอ คาดจะช่วยหนุนให้แนวโน้มตลาดหุ้นไทยอาจดูมีเสนห์ในเชิงเปรียบเทียบ มากขึ้นในระยะถัดไป
มาตรการคนละครึ่ง เฟส 5 SENTIMENT บวกต่อธุรกิจผลิตสินค้า และ ธุรกิจค้าส่ง OSP MAKRO ฯลฯ
วานนี้ ครม. ยังมีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไทยเพิ่มเติม คือ
• มาตการคนละครึ่งเฟส 5 จ่าย 800 บาท/คน วงเงิน 2.1 หมื่นล้านบาท เริ่มต้นในช่วง ก.ย. - ต.ค. 65
• ครม. อนุมัติงบเพิ่ม “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ -กลุ่มเปราะบาง” 200 บาท นาน 2 เดือน
ประเด็นดังกล่าว คาดเป็น Sentiment บวกต่อธุรกิจการผลิตสินค้า OSP CBG SAPPE ICHI และธุรกิจขายส่ง MAKRO TNP เป็นต้น
ส่วนกลยุทธ์การลงทุนวันนี้ แนะหุ้นแนวโน้มกำไรโดดเด่น เอาชนะความผันผวนจาก ปัจจัยภายนอก อย่าง TPIPL, PYLON, III เป็น Top pick ในวันนี
บทความนี้จัดทำและเผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์ ASIA Plus Securities








