KOSPI ของเกาหลีใต้หยุดการซื้อขายชั่วคราวหลังดิ่งกว่า 5% จาก SK Hynix และ Samsung
ปลายสัปดาห์นี้มี 2 ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามใน ได้แก่ การปรับขึ้นดอกเบี้ย นโยบายของ Fed ว่าจะอยู่ที่ 0.75% หรือ 1% แต่ก็เชื่อว่าจะเป็นการปรับเพิ่ม ดอกเบี้ยในอัตราที่สูงสุดก่อนที่จะค่อยๆ ลดระดับการปรับขึ้นดอกเบี้ยลง อีกเรื่อง หนึ่งคือการประกาศ GDP งวด 2Q65 ของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นจุดตัดสินว่าเศรษฐกิจ สหรัฐ จะเข้าสู่ Technical Recession หรือไม่ โดยที่ผ่านมาตลาดค่อนข้างจะมี ความกังวลในเรื่องดังกล่าพอสมควร แต่หากผลออกมาเป็นตรงข้ามกล่าวคือ GDP งวด 2Q65 ไม่ลดลง QoQ ก็มีโอกาสทำให้ตลาดหุ้นดีดตัวกลับ หลังจากผ่าน สัปดาห์นี้ไปแล้ว ประเมินว่าแรงกดดันของปัจจัยแวดล้อมต่างๆ จะค่อยๆ เบาลง ทำให้Downside ของตลาดหุ้นมีจำกัด และอาจเห็นการฟื้นตัวในระยะต่อไป ส่วน ผลประกอบการงวด 2Q65 เบื้องต้นกลุ่มธนาคารออกมีดีกว่าคาดเล็กน้อย
คาด SET Index ผันผวนแต่เปิด Downside จำกัด ประเมินกรอบ 1547 – 1570 จุด พอร์ตจำลองให้ลดเงินสดสำรองจาก 30% เหลือ 15% โดยซื้อ BEM 10% และ KTB 5% หุ้น Top Pick เลือก BEM, KTB และ TRUE
SET INDEX โซนต่ำกว่า 1570 จุด เริ่มน่าสะสม
อัตราเงินเฟ้อของทุกประเทศทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยหลายประเทศทำ ตัวเลขสูงสุดในรอบ 10 – 40 ปี ทำให้ธนาคารกลางประเทศต่างๆ ก็เริ่มขยับตัวในทิศทาง เดียวกัน โดยการใช้นโยบายทางการเงินเชิงรุกมากขึ้น โดยแต่ละแห่งอาจแตกต่างกันไป ตามสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ ขึ้นอยู่กับทิศทางของเงินเฟ้อ ฐานะ การคลัง และ สถานะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ของแต่ละประเทศ ซึ่งล่าสุด ECB ปรับขึ้น ดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบ 11 ปี ปรับขึ้น +0.50% (สูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 0.25%) และ นับเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 22 ปีขณะที่ฝั่งสหรัฐฯในปีนี้ก็ปรับขึ้นดอกเบี้ย มาแล้วจาก 0.25% มาสู่ระดับ 1.75% และอาทิตย์นี้ตลาดคาดจะขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.75%( FED Watch Tool คาดมีโอกาสถึง 80%)
กลับมาที่การขึ้นดอกเบี้ยในไทย ในความเห็นของ ธปท. ต่อค่าเงินบาทที่อ่อนค่า ล่าสุดบ่งชี้ ว่ายังไม่เห็น Fund Flow ไหลออกอย่างมีนัยฯ และค่าเงินบาทที่อ่อนส่วนใหญ่เกิดจากฐาน ดอลลาร์ที่แข็งค่าเป็นหลัก โดยส่วนต่างของดอกเบี้ยไทย-สหรัฐฯไม่ใช่ปัจจัยหลักที่ทำให้ Flow ไหลออก ทำให้ตลาดน่าจะคาดว่า ธปท. มีอาจไม่เร่งขึ้นดอกเบี้ยรอบละ 0.5% แต่ อาจขึ้นดอกเบี้ยแบบค่อยเป็นค่อยไปได้ 0.25% ต่อรอบ
โดยฝ่ายวิจัยประเมิน Valuation ของตลาด เพื่อรองรับการขึ้นดอกเบี้ยของกนง. ในช่วงที่ เหลือของปี ด้วยปัจจัยต่างๆ ที่ค่อนข้าง Conservative ดังนี้
1. ฝ่ายวิจัยประเมินดัชนีเป้าหมาย อ้างอิงระดับ Market Earning Yield Gap ที่ 4.4% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี ที่ 4.2%
2. ฝ่ายวิจัยฯ ประเมิน EPS65F ที่ 88.9 บาท/หุ้น ต่ำกว่า Bloomberg Consensus ที่ประเมินสูงกว่า 95 บาท/หุ้น
3. ใช้ระดับ Bond Yield 1 ปี เป็นเกณฑ์ (ซึ่งมักจะคำนวณให้ค่า PE ใกล้เคียงความ จริงมากกว่า Bond Yield 10 ปี) พร้อมกับปรับระดับ Bond Yield 1 ปี ขึ้นทุก 0.25% (คาดว่า กนง. มีโอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ได้สูงสุดอีก 0.75% หรือปรับ ขึ้นทุกครั้งในการประชุมช่วงที่เหลือของปี)
แม้ตลาดหุ้นอาจผันผวนในช่วงนี้ แต่หากดัชนีลงมาต่ำกว่า 1570 จุด น่าจะเป็นจังหวะ ในการสะสมเพื่อหวังกำไรระยะยาว หรือแนะนำให้ลดเงินสดเติมหุ้นเข้าพอร์ต หาก SET ลดลงมาอยู่ที่ระดับ 1545 จุด และ 1500 จุด
รัสเซีย-ยูเครนลงนามข้อตกลงส่งออกธัญพืช ความหวังเล็กๆของทั่วโลก
รัสเซียและยูเครนได้ลงนามในข้อตกลงส่งออกธัญพืชในวันศุกร์ที่ผ่านมาซึ่งจะช่วยคลี่คลาย วิกฤตอาหารทั่วโลก ข้อตกลงฉบับนี้จะช่วยฟื้นฟูการส่งออกธัญพืชจากยูเครนและรัสเซีย ซึ่งต่างก็เป็นผู้ส่งออกข้าวสาลี ข้าวโพด น้ำมันพืช และปุ๋ยรายใหญ่ของโลก รวมทั้งช่วย คลี่คลายปัญหาห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก และคลายความกังวลเกี่ยวกับวิกฤตการณ์ด้านอาหาร ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว ยูเครนจะนำร่องเรือสินค้าเพื่อให้ปลอดภัยจากทุ่นระเบิดเพื่อไป เทียบท่ายูเครน และขนส่งธัญพืชขึ้นเรือ ก่อนที่จะมุ่งหน้าสู่จุดหมายปลายทาง ขณะที่ รัสเซียจะไม่โจมตีเรือขนส่งสินค้าในทะเลดำ
นอกจากนี้ สหรัฐจะให้ความร่วมมือต่อการส่งออกธัญพืชและปุ๋ยจากรัสเซีย โดยจะไม่คว่ำ บาตรต่อธนาคาร บริษัทเดินเรือ และบริษัทประกันภัยที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกสินค้า ดังกล่าวจากรัสเซีย
ประเด็นดังกล่าว คาดทำให้วิกฤตอาหารผ่อนคลายลงบ้าง และสร้าง Sentiment เชิง บวกเล็กๆต่อตลาดหุ้นทั่วโลกให้กลับมาสดใสอีกครั้ง
ความกังวล COVID + ฝีดาษลิง กลับมากดดันตลาดหุ้นช่วงสั้น แม้ไม่ได้ กดดันในเชิงเศรษฐกิจ
หลังจากที่องค์การอนามัยโลกได้ประกาศให้การระบาดของไวรัสฝีดาษวานร (Monkeypox) เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ (Public Health Emergency of International Concern : PHEIC) โดยมีรายงานพบผู้ติดเชื้อฝีดาษลิง มากกว่า 16,000 รายใน 74 ประเทศ นับตั้งแต่เดือนพ.ค.เป็นต้นมา กระทรวงสาธารณสุข ได้เรียกประชุมทันทีเพื่อเตรียมแนวทางตอบสนองต่อสถานการณ์ดังกล่าว ซึ่งประเทศไทย เองก็พบผู้ติดเชื้อรายแรกเป็นชาวไนจีเรีย ซึ่งปัจจุบันได้เดินทางออกจากประเทศไทยไป แล้ว ขณะที่ COVID-19 ในไทยมีการติดเชื้อสายพันธ์ BA.4 BA.5 สูงเกินครึ่งของตัวอย่างผู้ ติด Covid-19 ทั้งหมด
อย่างไรก็ตามประเด็นดังกล่าวถือเป็นประเด็นอ่อนไหวต่อตลาดหุ้น รวมถึงนักลงทุน ต่างชาติเองก็ให้ความสำคัญกับประเด็นนี้ ดังนั้นนักลงทุนยังจำเป็นที่จะต้องติดตาม ประเด็นนี้อย่างใกล้ชิด รวมถึงตัวเลข COVID-19 Stringency Index ซึ่งปัจจุบันยังไม่เห็น ประเทศไหนกลับมาใช้มาตการควบคุมที่เข้มข้นขึ้น แต่หากกลับมาเพิ่มขึ้นอาจเพิ่มความ กังวลต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจได้ รวมถึงกดดันหุ้นเปิดเมืองอีกครั้งได้
สรุปทั้งการแพร่ระบาดของ COVID-19 และ ฝีดาษลิงในประเทศไทย คาดไม่กระทบเชิง เศรษฐกิจมากนัก เนื่องจากรัฐบาล ไม่มีการยกระดับการใช้มาตรการที่เข้มงวดเฉกเช่น ในอดีต อย่างไรก็ตาม SET Index ยังมีความอ่อนไหวต่อประเด็นดังกล่าว โดยวันนี้มอง กรอบการเคลื่อนไหวที่ระดับ 1547-1570 จุด
สำนักงานกสทช. ปฏิเสธข่าวดีลทรู-ดีแทค ล่ม คาด TRUE DTAC ดีด ตัวรับความคลี่คลาย
สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม แห่งชาติ (กสทช.) แจ้งว่า “ตามที่มีข่าวว่า คณะอนุกรรมการ 4 ด้าน ที่แต่งตั้งโดย กสทช. คือ 1) ด้านคุ้มครองผู้บริโภคและสิทธิพลเมือง 2) ด้านเศรษฐศาสตร์ 3) ด้านเทคโนโลยี และ 4) ด้านกฎหมาย เพื่อให้ศึกษากรณีการขอควบรวมกันระหว่าง TRUE และ DTAC ได้ลงมติ คัดค้านการรวมกิจการ ด้วยอัตรา 3 : 1 โดยคณะอนุกรรมการฯ 3 ด้าน ไม่เห็นด้วยกับการ ควบรวมกิจการ ขณะที่คณะอนุกรรมการฯ ด้านกฎหมาย เห็นด้วย นั้น ทางสำนักงาน กสทช. ได้แจ้งว่าข่าวดังกล่าวไม่ตรงกับข้อเท็จจริง เนื่องจากคณะอนุกรรมการทั้ง 4 ด้าน ยัง อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูล เพื่อที่จะนำส่งให้สำนักงาน กสทช. จากนั้นสำนักงาน กสทช. จะนำข้อสรุปจากคณะอนุกรรมการฯทั้ง 4 ด้าน มาประมวลผลร่วมกับ 1) ความเห็นจาก Focus group และ 2) ผลการศึกษาของสำนักงาน กสทช., ที่ปรึกษาอิสระ ที่ กสทช. จัด จ้าง ซึ่งหลังจากประมวลผลทุกอย่างแล้ว สำนักงาน กสทช. มีกำหนดส่งรายงานความ คิดเห็นต่อที่ประชุม กสทช. ในวันที่ 3 ส.ค. 65 นี้”
ฝ่ายวิจัยเชื่อว่าการที่ กสทช. ออกมาปฎิเสธข่าวนี้ จะช่วยให้ Sentiment เชิงลบที่มีต่อ หุ้น TRUE และ DTAC คลี่คลายลงไป เพราะขั้นตอนการพิจารณายังดำเนินต่อไป ตามปกติ ทั้งนี้หากที่ประชุม กสทช. ได้รับสรุปความเห็นจากสำนักงานกสทช. ตาม กรอบเวลาที่กำหนด ดีลนี้ก็น่าจะมีข้อสรุปได้ภายใน ส.ค. 65 โดยเรายังให้น้ำหนักว่า การควบรวมจะเกิดขึ้นได้ และการเข้าทำคำเสนอซื้อหุ้น (Tender Offer) น่าจะเริ่มได้ ใน ก.ย. 65 และจะต้องใช้เวลา 25 – 45 วันทำการจึงจะแล้วเสร็จ จึงคาดว่าการควบ รวมกันน่าจะเสร็จทันในช่วงปลายปี 65 น
โค้งสุดท้ายลุ้นหุ้นอะไรจะถูกคัดออก SET50 SET100 เวลาหุ้น IPO เข้ามา
ันนี้จะมีหุ้นประกันขนาดใหญ่เตรียม IPO เข้าตลาดวันแรก ซึ่งมีโอกาสสูงที่จะ Fast Track เข้าดัชนี SET50 ภายใน 3 วันหลังเข้าตลาดฯ ถ้าราคาปิดวันแรกหนุนให้ Market Cap สูง กว่า 1% ของ SET Index หรือมีขนาดใหญ่ติด 20 อันดับแรก แต่ถ้ามีหุ้นใหม่เข้า SET50 และ SET100 จะต้องมีหุ้นออก คือ หุ้นที่ Market Cap จาก ราคาปิดในวันนี้น้อยสุดใน SET50 และ SET100 เบื้องต้นฝ่ายวิจัยฯ รวมรวมหุ้นที่มีความ เสี่ยงหลุด SET50 โดยเรียงจากหุ้นที่มีโอกาสหลุดมากไปน้อย คือ IRPC, BLA, SAWAD, JMART, KCE, TIDLOR (ห่างกันไม่ถึง 6.6%) และหุ้นที่เสี่ยงหลุด SET100 เรียงโอกาสหลุด จากมากไปน้อย คือ SYNTEX, TTA (ห่างกันราว 1.8%)
สรุปคือ ต้องรอดูผลลัพธ์ตอนตลาดปิดวันจันทร์อีกที และหุ้นที่ถูกคัดออกมีโอกาสที่จะ ปรับตัวลงจาก Sentiment ลบดังกล่าว บวกกับอาจมีแรงขายจากกองทุนเพื่อลด พอร์ตตามสัดส่วนดัชนีอ้างอิงอย่าง SET50 หรือ SET100 ที่เปลี่ยนแปลงไป
5 ปัจจัยหนุนหุ้นกลุ่ม ธ.พ. เริ่มน่าสะสมมากขึ้น
ฝ่ายวิจัยประเมิน หุ้นกลุ่มธ.พ. เริ่มเห็นหลายๆ แรงกดดันลดลง แต่ราคาที่ย่อเริ่มน่าสะสม เตรียมรับแรงหนุนในระยะถัดไป ดังนี้
แรงกดดันหุ้นกลุ่ม ธ.พ. เริ่มลดลง คือ
1. หุ้นกลุ่มธ.พ. ผ่านการรายงานกำไรงวด 2Q65 เสร็จสิ้น เป็นไปตามคาดที่ 5.1 หมื่นล้านบาท (+0.6%QoQ, +2.3%YoY) ขณะที่กลุ่มอื่นๆ อาจต้องรอลุ้นแรง กดดันจากเงินเฟ้อ
2. หุ้นธ.พ. ผ่านแรงกดดันจากกองทุนทั้งในและต่างประเทศ ที่ต้องเตรียมเงิน จำนวนมากในการจองซื้อหุ้น IPO ขนาดใหญ่ในช่วงเวลาสั้นๆ รวมถึง Rebalance พอร์ตให้มีสัดส่วนที่เหมาะสม และใน 1 เดือนที่ผ่านมา ปรับฐานลง มา -3.3% ขณะที่ SET -0.47%
ราคาที่ย่อเริ่มน่าสะสมเตรียมรับแรงหนุนในระยะถัดไป
3. ในอดีตหุ้นในอุตสาหกรรมเดียวกัน มักปรับตัวขึ้นแรง หลังหุ้น IPO ขนาใหญ่ เข้ามา 1 เดือน โดยปรับเพิ่มขึ้นเฉลี่ยแรงกว่า SET50 หรือมี Alpha เฉลี่ยบวกได้ ถึง 5.5%
4. หุ้นธ.พ. ย่อตัวลงมาจน Dividend Yield เริ่มอยู่ในระดับสูง ประจวบเหมาะกับ เป็นช่วงเวลาดอกเบี้ยเร่งกลับมาเป็นขาขึ้น โดดเด่นกว่าหุ้นปันผลอื่นๆ ที่ส่วน ใหญ่จะถูกกดดันจากดอกเบี้ยขาขึ้น อาทิ กลุ่มอสังหาฯ, กลุ่มพลังงาน
5. Fund Flow มีการสลับกลับมาซื้อบ้าง ดีกับหุ้นขนาดใหญ่ หลังจากค่าเงินบาท เริ่มชะลอการอ่อนค่าช่วงสั้น หลังอ่อนค่ามาแรงในช่วงก่อนหน้า รวมถึง Fund Flow มีการสลับเข้ามาซื้อบ้างในช่วงนี้ แสดงว่าหุ้นขนาดใหญ่มีโอกาสได้แรงพยุง กลับเข้ามาหนุนบ้าง
ทั้ง 5 ปัจจัยที่กล่าวมาข้างต้น แนะนำลดเงินสดบางส่วนสะสมหุ้นกลุ่มธ.พ. เพิ่มขึ้น โดย ชื่นชอบ KTB (แนวโน้มกำไรดีสุดในกลุ่ม คุณภาพสิทรัพย์เสี่ยงต่ำกว่าธ.พ.ขนาดใหญ่ อื่นๆ), KBANK (BK:KBANK) (การเร่งบริหารจัดการ NPL คาดผ่าน Peak Level ได้เร็วกว่าคู่แข่ง), SCB (Fin Tech ราคาย่อตัวลงจน Valuation น่าสนใจ)
ส่วนกลยุทธ์การลงทุนวันนี้คาด SET Index เคลื่อนไหวในกรอบ 1535 – 1570 จุด Toppick แนะนำ TRUE, BEM, KTB
บทความนี้จัดทำและเผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์ ASIA Plus Securities








