เปิดแอป

ECB ขึ้นดอกเบี้ยแรง...เข้าสู่ช่วงรายงานงบฯ 

ในบทความนี้:

วานนี้ ECB มีการปรับดอกเบี้ยขึ้นครั้งแรกในรอบ 11 ปี จาก -0.5% เป็น 0% เป็น การขึ้นครั้งใหญ่สุดในรอบ 22 ปี กดดันตลาดหุ้นผันผวน รวมถึงท่อ Nord Stream กลับมาเปิดใช้งานหลังซ่อมบำรุง กดดันราคาน้ำมันลดลงราว -3% แต่ภาพรวม ดัชนีหุ้นสหรัฐยังพลิกมาเป็นบวกได้ เนื่องจากกำไรงวด 2Q65 หลังจากรายงานมา 96 บริษัท ออกมาดีกว่าคาดราว 4% ส่วนในไทยหลังรายงานงบธ.พ. เสร็จสิ้น ออกมามีกำไรตามคาดที่ 5.1 หมื่นล้านบาท (+0.6%QoQ, +2.3%YoY) โดยนัก ลงทุนรอลุ้นการรายงานผลประกอบการ Real Sector ต่อในสัปดาห์ถัดไป อาทิ HMPRO DELTA SCCC SCGP SCC ฯลฯ นอกจากนี้อาจมีแรงเก็งกำไรหุ้นหนีตก ชั้น SET50,SET100 หลังจากมีหุ้น IPO ขนาดใหญ่เข้ามาวันจันทร์ รวมถึงหุ้นใน กลุ่ม BANK FIN INSUR มีโอกาสกลับมา Outperform สถิติบวกชนะ SET50 ได้ เฉลี่ย 5.5% หลังหุ้น IPO เข้ามา 1 เดือน เนื่องจากแรงกดดันกองทุนไทยและเทศ เตรียมเงินซื้อหุ้น IPO และปรับพอร์ตเสร็จสิ้นแล้ว

คาด SET Index เคลื่อนไหวในกรอบ 1535 – 1555 จุด โดยถ้าผ่าน 1547 จุดจะ เป็นสัญญาณที่ดีขึ้น และมีโอกาสขึ้นไปทดสอบ 1580 จุดในระยะถัดไป ส่วนหุ้น Top Pick เลือก KBANK (BK:KBANK) CRC TRUE

ECB ขึ้นดอกเบี้ย 0.5% มากกว่าคาด กดดันเงินอ่อนค่า FLOW ไหลออก ต่อเนื่อง

อัตราเงินเฟ้อของทุกประเทศทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยหลายประเทศทำ ตัวเลขสูงสุดในรอบ 10 – 40 ปี ทั้งนี้ประเมินว่าต้นตอของเงินเฟ้อระดับสูงมาจากหลาย ส่วนกล่าวคือ

• ความต้องการสินค้าเพิ่มชึ้น (Demand Pull) ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ หลังจากสถานการณ์การระบาดของ Covid-19 คลี่คลาย

• ปริมาณเงินในระบบที่มีสภาพคล่องส่วนเกินสูงกว่าปกติมาก

• ปัญหา Supply Shortage ทำให้ต้นทุนการผลิตสินค้า-บริการปรับตัวสูงขึ้น (Cost Push) ทั้งนี้ต้นตอของปัญหามาจากการสู้รบระหว่าง รัสเซีย – ยูเครน

ทำให้ธนาคารกลางประเทศต่างๆ ก็เริ่มขยับตัวในทิศทางเดียวกัน โดยการใช้นโยบายทาง การเงินเชิงรุกมากขึ้น โดยแต่ละแห่งอาจแตกต่างกันไปตามสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ ของแต่ละประเทศ ขึ้นอยู่กับทิศทางของเงินเฟ้อ ฐานะการคลัง และ สถานะการฟื้นตัวของ เศรษฐกิจ ของแต่ละประเทศซึ่งล่าสุด ECB ปรับขึ้นดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบ 11 ปี ปรับ ขึ้น +0.50% (สูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 0.25%) และนับเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งใหญ่ที่สุดใน รอบ 22 ปี โดยนักวิเคราะห์คาดปลายปีดอกเบี้ยจะอยู่ที่ 1.25%

ซึ่งการใช้นโยบายทางการเงินเชิงรุกมากขึ้นของแต่ละประเทศ ส่งผลให้ค่าเงินอ่อนค่า อาทิ ไต้หวัน ไทย ยูโร และญี่ปุ่นที่ตั้งแต่ต้นปีเงินอ่อนค่า 6.1% 9.5% 10.2% และ 16.2% ตามลำดับ

ขณะที่ไทยอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่ำเพียง 0.5% (ประชุม กนง. ครั้งถัดไป 10 สค 65) จึง ทำให้ Spread อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยกับสหรัฐปัจจุบันห่างกัน -1.25% นอกจากนี้ ในช่วงปลายเดือน ก.ค. 65 ตลาดคาดว่า Fed มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.75% มาอยู่ที่ 2.5% ส่งผลให้ Spread ดอกเบี้ยไทยกับสหรัฐกว้างถึง 2% กดดันเงินบาทอ่อน และเม็ดเงิน ไหลออกจากตลาดหุ้นไทย

สรุป คือ การใช้นโยบายทางการเงินเชิงรุกที่แตกต่างกันของแต่ละประเทศ อาจกดดัน ให้ตลาดหุ้นผันผวน และส่งผลให้ค่าเงินในประเทศที่ขึ้นดอกเบี้ยได้ช้ากว่าสหรัฐอ่อนค่า ขึ้นได้ขณะที่ไทยเอง Spread ดอกเบี้ยไทยกับสหรัฐที่ห่างกันมากขึ้น กดดันให้ค่าเงิน บาทอ่อนค่าต่อ พร้อมกับเป็นชนวนให้ Fund Flow มีโอกาสไหลออกจากตลาดหุ้นใน ระยะถัดไป

เข้าสู่ช่วงรายงานผลประกอบการทั้งเทศและไทย

วานนี้ ECB มีการปรับดอกเบี้ยขึ้นครั้งแรกในรอบ 11 ปี จาก -0.5% เป็น 0% เป็นการขึ้น ครั้งใหญ่สุดในรอบ 22 ปี กดดันตลาดหุ้นผันผวน รวมถึงท่อ Nord Stream กลับมาเปิดใช้ งานหลังซ่อมบำรุง กดดันราคาน้ำมันลดลงราว -3% แต่ภาพรวมดัชนีหุ้นสหรัฐยังพลิกมา เป็นบวกได้ เนื่องจากกำไรงวด 2Q65 มีการรายงานมา 96 บริษัท ออกมาดีกว่าคาดราว 4.43%

ส่วนในไทยหลังรายงานงบธ.พ. เสร็จสิ้นออกมามีกำไรตามคาดที่ 5.1 หมื่นล้านบาท (+ 0.6%QoQ, +2.3%YoY) โดยนักลงทุนรอลุ้นการรายงานผลประกอบการ Real Sector ต่อ ในสัปดาห์ถัดไป อาทิ HMPRO DELTA SCCC SCGP SCC ฯลฯ มีรายละเอียดดังน

HMPRO คาดกำไรปกติ 2Q65 อยู่ที่ 1.5 พันล้านบาท (+3.4%YoY, - 2.0%QoQ) การเติบโต YoY หลักๆมาจากรายได้รวมที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ราว 0.9%YoY ขับเคลื่อนจากยอดขายและรายได้ค่าเช่า+อื่นๆ ที่สูงขึ้น ประกอบกับอัตรากำไร ขั้นต้นที่ทำได้ดีขึ้นจากการขายสินค้า Private Brand (มาร์จิ้นสูง) ได้มากขึ้น

DELTA คาดกกำไรปกติงวด 2Q65 เพิ่มขึ้น 2% qoq และ 60% yoy หลักๆมาจากแนวโน้ม Gross margin ในงวด 2Q65 จะฟื้นตัว หนุนจาก Product mix ที่ ดีขึ้น จากกลุ่ม Data center ที่มีมาร์จิ้นสูง บวกกับทิศทางค่าเงินบาทที่อ่อนค่าช่วยหนุนอีก แรง

SCCC ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในศรีลังกาที่จะส่งผลต่อการ ดำเนินงานในงวด 2Q65 ทั้งเรื่องการปรับขึ้นอัตราภาษีจาก 18% เป็น 25% และการอ่อน ค่าของเงินสกุลรูปีที่อาจทำให้เกิด FX Loss ขึ้นอีก

SCGP คาดกำไร 2Q65 ลดลง 18%YoY สินค้าโดยเฉลี่ยปรับตัวสูงขึ้นตาม ต้นทุน แต่อัตรากำไรโดยรวมยังคงถูกกดดันจากมาตราการล็อกดาวน์ในจีนที่กระทบต่อ ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ครบวงจร ทำให้การปรับราคาสินค้าตามต้นทุนยังทำไม่ได้เต็มที่ มีความ เป็นไปได้ที่ฝ่ายวิจัยอาจต้องปรับลดประมาณการกำไรปีนี้ลง 5-10%

SCC คาดกำไร 2Q65 ลดลง 45%YoY จากทุกธุรกิจหลักที่มีกำไรลดลง จากฐานสูงในปีก่อน ปัจจัยกดดันหลักเป็นเรื่อง Demand ชะลอตัวและมีปัจจัยกดดัน เพิ่มเติมจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นทั้งต้นทุนวัตถุดิบและต้นทุนพลังงาน ขณะที่การปรับ เพิ่มราคาขายยังไม่สามารถทำได้ทั้งหมด

หุ้นอะไรจะถูกคัดออก หุ้นอะไรจะ OUTPERFORM เวลาหุ้น IPO ขนาดใหญ่ เข้าตลาด

วันจันทร์ที่จะถึงจะมีหุ้นประกันขนาดใหญ่เตรียม IPO เข้าตลาด ซึ่งมีโอกาสสูงที่จะ Fast Track เข้าดัชนี SET50 ภายใน 3 วันหลังเข้าตลาดฯ ถ้าราคาปิดวันแรกหนุนให้ Market Cap สูงกว่า 1% ของ SET Index หรือมีขนาดใหญ่ติด 20 อันดับแรก แต่ถ้ามีหุ้นใหม่เข้า SET50 และ SET100 จะต้องมีหุ้นออก คือ หุ้นที่ Market Cap จาก ราคาปิดในวันจันทร์ที่ 25 ก.ค. 65 น้อยสุดใน SET50 และ SET100 เบื้องต้นฝ่ายวิจัยฯ รวม รวมหุ้นที่มีความเสี่ยงหลุด SET50 โดยเรียงจากหุ้นที่มีโอกาสหลุดมากไปน้อย คือ IRPC, BLA, SAWAD, JMART, KCE, TIDLOR (ห่างกันไม่ถึง 5%) และหุ้นที่เสี่ยงหลุด SET100 เรียงโอกาสหลุดจากมากไปน้อย คือ SYNTEX, TTA (ห่างกันราว 6%)

สรุปคือ ต้องรอดูผลลัพธ์ตอนตลาดปิดวันจันทร์อีกที และหุ้นที่ถูกคัดออกมีโอกาสที่จะ ปรับตัวลงจาก Sentiment ลบดังกล่าว บวกกับอาจมีแรงขายจากกองทุนเพื่อลด พอร์ตตามสัดส่วนดัชนีอ้างอิงอย่าง SET50 หรือ SET100 ที่เปลี่ยนแปลงไป

นอกจากนี้ฝ่ายวิจัยได้นำเสนอมาตลอดว่า ก่อนที่หุ้น IPO ขนาดใหญ่จะเข้าตลาด 1 เดือน มักจะถูกกดดันและผันผวนเสมอ เนื่องจากกองทุนทั้งในและต่างประเทศต้องเตรียมเงิน จำนวนมากในการจองซื้อในช่วงเวลาสั้นๆ รวมถึง Rebalance พอร์ตให้มีสัดส่วนที่ เหมาะสม และในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาก็ซ้ำลอยในอดีต คือ หุ้นในอุตสาหกรรม FINCIAL Underperform มาก โดยปรับตัวลงถึง -7.1% ขณะที่ SET50 -0.1% และ SET -0.9% เท่านั้น และหากดูเป็นรายหุ้นจะมีหุ้นหลายตัวลงแรงกว่า SET50 มากเช่น BLA ลบมากสุด -12.4% มี Alpha เทียบกับ SET50 -11.3% รองลงมาคือ SCB -10.5% มี Alpha เทียบ กับ SET50 -9.5% และหุ้นอื่นๆ

และหากพิจารณาเปรียบเทียบกับเหตุการณ์เดียวกันในอดีต พบว่า ตอนหุ้น IPO รุ่นพี่ เข้าตลาด เช่น CRC AWC เป็นต้น ตอนนั้นหุ้นในอุตสาหกรรมเดียวกันเฉลี่ยๆ ปรับตัว ลงแรงกว่า SET50 หรือมี Alpha เฉลี่ยลบเพียง -3.8% อย่างไรก็ตามในช่วงที่หุ้น IPO ขนาดใหญ่เข้าตลาดนั้น หุ้นในอุตสาหกรรมเดียวกันที่โดนกดดันมาก่อนหน้า มักจะ กลับมา Outperform ได้ โดย 1 เดือนหลังจากหุ้น IPO ขนาดใหญ่เข้าตลาด หุ้นใน อุตสาหกรรมเดียวกันปรับตัวขึ้นเฉลี่ยแรงกว่า SET50 หรือมี Alpha เฉลี่ยบวกได้ถึง 5.5% ดังกราฟทางด้านล่าง

ดังนั้นหุ้นในอุตสาหกรรม FINCIAL ที่ลงมาลึกมากในช่วงที่ผ่านมาก็มีโอกาสกลับมา Outperform ในช่วง 1 เดือนต่อจากนี้ได้เช่นกันตามสถิติในอดีต โดยฝ่ายวิจัยฯ ชื่น ชอบ SCB, TIDLOR มากสุด

กำไร 2Q65 กลุ่มธนาคาร ตามคาด เลือก ธ.พ. ใหญ่ อย่าง BBL, KBANK และ KTB

กำไรสุทธิกลุ่มฯ (8 ธนาคาร) งวด 2Q65 อยู่ที่ 5.1 หมื่นล้านบาท ทรงตัว QoQ และเติบโต 2% YoY ซึ่ง ธ.พ. ส่วนใหญ่รายงานกำไรใกล้เคียงคาด มี KTB รายงานกำไรดีกว่าคาดการณ์ 10.5%, BAY และ TTB ราว 7% - 8% โดยสังเกตเห็นความแตกต่างของนโยบายการตั้ง สำรอง (ECL) ในเชิง QoQ (- YoY ทุกธนาคารยกเว้น SCB) อย่าง BAY, KKP และ TTB แม้ คุณภาพสินทรัพย์โดยรวมไม่ได้ฟื้นตัวดี ขณะที่ BBL, KBANK,KTB,SCB และ TISCO มีการ ตั้ง ECL สูงขึ้นทั้งเพื่อรองรับความไม่แน่นอนจากภาพใหญ่ทางเศรษฐกิจและ ธ.พ. ใหญ่ อย่าง KBANK และ TISCO มีสัดส่วน NPL/Loan สูงขึ้นราว 0.09% และ 0.05% จากสิ้น งวด 1Q65 ตามลำดับ ภาพรวม ECL กลุ่มฯ อยู่ที่ 4.6 หมื่นล้านบาท (+8% QoQ, -15% YoY จากฐานการตั้งสำรองสูง) คิดเป็น Credit Cost กลุ่มฯ ที่ 1.32% เทียบกับ 1.24% งวดก่อนและ 1.65% ช่วงเดียวกันปีก่อน ในขณะที่มูลหนี้ NPL ณ สิ้นงวด 2Q65 เท่ากับ 5.27แสนล้านบาท (+0.4% QoQ,+0.3% YTD) ประคองตัวได้ผ่านการบริหารจัดการอย่าง Write-off และขายหนี้ กอปรกับฐานสินเชื่อเติบโต 1.2% QoQ ช่วย Dilute NPL กลุ่มฯ อยู่ที่ 3.76% จาก 3.79% ณ สิ้นงวดก่อนและ 3.83% ณ สิ้นปี 2564

ด้านการดำเนินงานอย่างรายได้ดอกเบี้ยรับสุทธิ (NII) กลุ่มฯ สูงกว่าคาด 2% เท่ากับ 1.4 แสนล้านบาท เพิ่ม 3.6% QoQ (+8% YoY) หนุนด้วยสินเชื่อกลุ่มฯ ขยายตัวตามข้างต้น ประกอบกับ Yield on loan เพิ่มเป็น 4.57% จาก 4.48% งวดก่อน (2Q64 ที่ 4.56%) ดี ขึ้นเกือบทุกธนาคาร ทั้งจากสภาวะดอกเบี้ยขาขึ้นและการรุกสินเชื่อในกลุ่มที่มี Yield สูง โดยรวม NIM กลุ่มฯ อยู่ที่ 2.87% จาก 2.80% งวด 1Q65 และ 2.82% ช่วงเดียวกันปี ก่อน ส่วนรายได้ค่าธรรมเนียมฯ กลุ่มฯ อ่อนกว่าคาดการณ์ 3% ติดลบ 3% QoQ (-2% YoY) ตามความผันผวนใน Capital Market ลดลงเกือบทุกธนาคาร ยกเว้น TTB ที่ไม่ได้มี สัดส่วนรายได้ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ บล. มากนัก

สำหรับกำไรสุทธิ 1H65 กลุ่มฯ ที่ 1.02 แสนล้านบาท (+7% YoY) คิดเป็นสัดส่วน 53% ของประมาณการกำไรทั้งปี (มีการปรับกำไร KTB เพิ่มราว 14%) ที่ 1.94 แสน ล้านบาท (+9% YoY) คงน้ำหนักเท่าตลาด มองราคาหุ้นในกลุ่มซื้อขายบน PBV ราว 0.7 เท่า ถือว่าไม่แพง เลือก ธ.พ. ใหญ่ ที่จะได้เปรียบยามดอกเบี้ยขาขึ้น อย่าง BBL, KBANK และ KTB

บทความนี้จัดทำและเผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์ ASIA Plus Securities

ความคิดเห็นล่าสุด

การเปิดเผยความเสี่ยง: การซื้อขายตราสารทางการเงินและ/หรือเงินดิจิตอลจะมีความเสี่ยงสูงที่รวมถึงความเสี่ยงต่อการสูญเสียจำนวนเงินลงทุนของคุณบางส่วนหรือทั้งหมดและอาจไม่เหมาะสมกับนักลงทุนทั้งหมด ราคาของเงินดิจิตอลแปรปรวนอย่างมากและอาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกต่าง ๆ เช่น เหตุการณ์ทางการเงิน กฎหมายกำกับดูแล หรือ เหตุการณ์ทางการเมือง การซื้อขายด้วยมาร์จินทำให้ความเสี่ยงทางการเงินเพิ่มขึ้น
ก่อนการตัดสินใจซื้อขายตราสารทางการเงินหรือเงินดิจิตอล คุณควรตระหนักดีถึงความเสี่ยงและต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายในตลาดการเงิน ควรพิจารณาศึกษาอย่างรอบคอบในด้านวัตถุประสงค์การลงทุน ระดับประสบการณ์ และ การยอมรับความเสี่ยงและแสวงหาคำแนะนำทางวิชาชีพหากจำเป็น
Fusion Media อยากเตือนความจำคุณว่าข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้ไม่ใช่แบบเรียลไทม์หรือเที่ยงตรงแม่นยำเสมอไป ข้อมูลและราคาที่แสดงไว้บนเว็บไซต์ไม่ใช่ข้อมูลที่ได้รับจากตลาดหรือตลาดหลักทรัพย์เสมอไปแต่อาจได้รับจากผู้ดูแลสภาพคล่องและดังนั้นราคาจึงอาจไม่เที่ยงตรงแม่นยำและอาจแตกต่างจากราคาจริงในตลาดซึ่งหมายความว่าราคานี้เป็นเพียงราคาชี้นำและไม่เหมาะสมสำหรับวัตถุประสงค์เพื่อการซื้อขาย Fusion Media และผู้ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้จะไม่รับผิดชอบใด ๆ สำหรับความเสียหายหรือการสูญเสียที่เป็นผลมาจากการซื้อขายของคุณหรือการพึ่งพาของคุณในข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้
ห้ามใช้ จัดเก็บ ทำซ้ำ แสดงผล ดัดแปลง ส่งผ่าน หรือ แจกจ่ายข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้โดยไม่ได้รับการอนุญาตล่วงหน้าอย่างชัดแจ้งแบบเป็นลายลักษณ์อักษรจาก Fusion Media และ/หรือจากผู้ให้ข้อมูล ผู้ให้ข้อมูลขอสงวนสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาและ/หรือการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้
Fusion Media อาจได้รับผลตอบแทนจากผู้โฆษณาที่ปรากฎบนเว็บไซต์โดยอิงจากปฏิสัมพันธ์ของคุณที่มีกับโฆษณาหรือผู้โฆษณา
เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษของเอกสารฉบับนี้เป็นเวอร์ชั่นหลักซึ่งจะเป็นเวอร์ชั่นที่เหนือกว่าเมื่อใดก็ตามที่มีข้อขัดแย้งไม่สอดคล้องตรงกันระหว่างเอกสารเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษกับเอกสารเวอร์ชั่นภาษาไทย