KOSPI ของเกาหลีใต้หยุดการซื้อขายชั่วคราวหลังดิ่งกว่า 5% จาก SK Hynix และ Samsung
Bloomberg รายงานว่าธนาคารกลางเมียนมาร์ ออกคำสั่งให้ธนาคาร แจ้งลูกค้า ระงับการจ่ายหนี้ทั้งเงินต้น และดอกเบี้ย แก่เจ้าหนี้ต่างประเทศ เพื่อรักษาปริมาณ เงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่ลดลงต่อเนื่อง ฝ่ายวิจัยได้ศึกษาผลกระทบดังกล่าว โดยภาพใหญ่พบว่าในมุมของประเทศไทย เมียนมาร์เป็นคู่ค้าลำดับที่ 35 และมี สัดส่วนปริมาณการค้าระหว่างกัน 0.85% ทำให้โดยภาพรวมมีผลกระทบที่จำกัด และจากการตรวจสอบข้อมูลของบริษัทจดทะเบียนที่ทำธุรกิจในเมียนมาร์ ก็พบว่า ส่วนใหญ่มีสัดส่วนที่ไม่มีนัยสำคัญ ดังนั้นผลกระทบที่เกิดขึ้นจึงมองว่าเป็นเรื่องของ Sentiment มากกว่าผลกระทบที่จะเกิดในทางพื้นฐาน ส่วนประเด็นที่อยู่ในความ สนใจและมีน้ำหนักต่อตลาดหุ้นบ้านเรา ยังน่าจะเป็นการประชุม Fed และประกาศ GDP 2Q65 ของสหรัฐฯช่วงปลายเดือน ก.ค.65
คาด SET Index ยังอยู่ในภาวะผันผวนกรอบ 1530 – 1550 จุด พอร์ตจำลองวันนี้ ไม่มีการปรับเปลี่ยน โดยให้ถือเป็นเงินสดสำรองที่ระดับ 20% ไว้รอจังหวะซื้อเมื่อ ตลาดปรับฐาน หุ้น Top Pick เลือก BLA, CRC และ TRUE
ตลาดหุ้นสหรัฐฯผันผวน หลัง APPLE ประกาศชะลอการจ้างงาน
ตลาดหุ้นสหรัฐฯปิดตัวลบราว 0.3-0.8% หลัง Apple (NASDAQ:AAPL) ประกาศชะลอการจ้างงานเพราะ ความกังวลเรื่องสภาพเศรษฐกิจ ซึ่งก่อนหน้านี้Google เพิ่งออกมาประกาศเช่นเดียวกันใน สัปดาห์ก่อน ทำให้หุ้น Apple ปรับตัวลงราว 2% วานนี้ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯกลางดึกอยู่ ในแดนบวก หลัง Goldman Sachs เผยผลประกอบการดีกว่าคาด ดันหุ้นกลุ่ม ธพ. ขึ้นยก กลุ่ม บวกกับนักลงทุนคาดว่า Fed จะไม่ขึ้นดอกเบี้ยก้าวร้าวแบบ 1% เหมือนที่นักลงทุน คาดไว้ในสัปดาห์ที่แล้ว โดยล่าสุดโอกาสที่รอบหน้าจะขึ้นดอกเบี้ย 1% มีเพียง 31% เท่านั้น ขณะที่เงินเฟ้อยังได้รับความช่วยเหลือจากราคาน้ำมันดิบที่ลดลงในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่าน มา
ราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับตัวสูงขึ้น +5% ในคืนนี้ หลังตลาดมองว่าการเดินทางไปเยือน ซาอุดิอาระเบียของไบเดนอาจไม่สามารถทำให้ซาอุผลิตน้ำมันออกมาเพิ่มได้ โดยทาง เจ้าชายซาอุ ประกาศหลังประชุมกับไบเดนว่า ซาอุดีอาระเบียมีแผนที่จะขยายกำลังการ ผลิตน้ำมันเป็น 13 ล้านบาร์เรลต่อวัน ภายในปี 2027 แต่ทางซาอุจะไม่มีทางขยายไปได้ มากกว่านี้แล้ว เพราะฉะนั้นทั่วโลกตัองช่วยกันขยายกำลังการผลิตน้ำมันมากขึ้น มิเช่นนั้น คงจะต้องเผชิญกับปัญหาราคาน้ำมันแพงและเงินเฟ้อสูงต่อไป
ส่วนทางซาอุและกลุ่มโอเปกจะขยายกำลังการผลิตในระยะสั้นได้มากน้อยแค่ไหน คงต้อง ติดตามจากผลการประชุมของOPEC+ วันที่ 3 สิงหาคมนี้
ดังนั้น ตลาดหุ้นทั่วโลกยังอยู่ในโหมด Wait And See จากไม่มีปัจจัยหนุนที่หนักแน่น พอ บวกกับปัจจัยลบยังมีสัญญาณเข้ามาอยู่เรื่อยๆ โดยวันนี้ประเมินกรอบการ เคลื่อนไหวของ SET Index 1530 – 1550 จุด
เมียนมา สั่งระงับการจ่ายหนี้ต่างประเทศ คาดกระทบไทยจำกัด
วานนี้แหลงข่าวจาก Bloomberg รายงานว่า ธนาคารกลางเมียนมาออกคำสั่งให้ธนาคารที่ ได้รับอนุญาตแจ้งลูกค้าธุรกิจและรายย่อย ระงับการจ่ายหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยแก่ เจ้าหนี้ต่างประเทศ เพื่อรักษาปริมาณทุนสำรองเงินตราต่างประเทศที่ลดลงต่อเนื่อง ทั้งนี้ Bloomberg ยังระบุว่ามีบริษัทต่างประเทศในเมียนมามีเงินกู้ยืมในสกุลต่างประเทศอย่าง น้อย 1,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเริ่มเห็นรัฐบาลเข้าควบคุมค่าเงินพม่าชัดเจน ตั้งแต่ เดือนเม.ย. ที่ผ่านมา โดยรัฐบาลมีคำสั่งให้ผู้มีรายได้เป็นสกุลเงินต่างประเทศแปลงสกุลเงิน ของตนเป็นเงินจ๊าต (สกุลเงินท้องถิ่น) ที่อัตราอ้างอิงของธนาคารกลางที่ 1,850 จ๊าต/ ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นมาตรการหนึ่งของรัฐบาล เพื่อป้องกันความผันผวนของสกุลเงิน ท้องถิ่น
ฝ่ายวิจัยจึงทำการค้นหาข้อมูลการเปลี่ยนแปลงเงินทุนสำรองระหว่างประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะประเทศในแถบภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบว่า เห็นการลดลงต่อเนื่อง ของเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ หลังจากที่ Dollar แข็งค่าขึ้นมากในปีนี้ โดยเงินทุน สำรองระหว่างประเทศของไทย ลดลงต่ำสุดนับตั้งแต่ปลายปี 2019 เหลือ 2.22 แสนล้าน เหรียญ และลดลงมากสุดเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน -9.6%ytd ขณะที่ค่าเงินบาทอ่อนค่า มาแล้ว 10%ytd หากทุนสำรองยังลดลงต่อเนื่อง อาจมีแรงกดดัน Fund Flow ไหลออก จากตลาดหุ้นเพิ่มขึ้นได้ เฉพาะอย่างยิ่งหุ้ที่นต่างชาติถือครองในสัดส่วนที่สูง และ แนวโน้มผลประกอบการยังฟื้นตัวได้ไม่ดีจึงต้องติดตามประเด็นนี้อย่างใกล้ชิด
ในอีกมุมหากดูปริมาณการค้าระหว่างพม่ากับไทย พบว่ามีมูลค่า 4.8 พันล้านเหรียญ (ข้อมูล ณ สินปี 2021) โดยไทยเป็นประเทศคู่ค้ากับพม่าใหญ่สุดเป็นอันดับที่ 2 มีสัดส่วน ราว 14% ของประเทศคู่ค้าทั้งหมด รองจากจีนมีมูลค่าการค้า 1.2 หมื่นล้านเหรียญสัดส่วน 36% ของประเทศคู่ค้าทั้งหมด
ในทางกลับกันพม่ากลับมีสัดส่วนการค้ากับไทยเพียง 0.85% เท่านั้น (อยู่อันดับที่ 35 เมื่อเทียบประเทศคู่ค้าอื่นๆ) ดังนั้นประเด็นนี้น่าจะกระทบการค้าไทยจำกัด “แต่ฝ่าย วิจัยฯ จะทำการลงรายละเอียดผลกระทบรายบริษัทให้ในหัวข้อถัดไป”
วิเคราะห์ผลกระทบรายหุ้น กรณีพม่าห้ามสั่งจ่ายหนี้ต่างประเทศ
เบื้องต้นฝ่ายวิจัย ASPS ทำการรวบรวมข้อมูลจากนักวิเคราะห์พื้นฐาน ว่ามีหุ้นอะไรที่ธุรกิจ ได้รับผลกระทบ “กรณีพม่าห้ามสั่งจ่ายหนี้ต่างประเทศ” ซึ่งมีรายละเอียดรายกลุ่มและราย บริษัทดังนี้
กลุ่มวัสดุก่อสร้าง : ผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างมีการส่งออกสินค้าไปพม่าอาทิ ปูนซีเมนต์ กระเบื้อง เซรามิค และสินค้าวัสดุก่อสร้างอื่นๆ ในสัดส่วนไม่ถึง 5% ของยอดขายรวม โดยเป็นการค้า ขายตามปกติ ขณะที่ SCC ที่เคยมีโรงงานผลิตปูนซีเมนต์ 1.8 ล้านตัน/ปี ได้ยุติธุรกิจ ดังกล่าวไปตั้งแต่ปี 2563 จากข้อพิพาทกับพันธมิตรท้องถิ่นและได้เคยตั้งสำรองด้อยค่า สินทรัพย์ไปแล้ว 4,335 ล้านบาท โดยปี 2563 ก่อนยุติธุรกิจโรงปูนซีเมนต์ในพม่า SCC มี รายได้จากธุรกิจปูนซีเมนต์ในพม่า คิดเป็น 0.7% ของรายได้รวม ซึ่งปัจจุบันสัดส่วนรายได้ จากพม่าน่าจะลดลงจนแทบไม่มีนัยสำคัญต่อ SCC
กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง : มี 4 บริษัทใน Coverage ของฝ่ายวิจัยที่มีความเกี่ยวข้องกับพม่า ได้แก่
ITD ที่มีการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย โดยใช้เงินลงทุนไปแล้ว 7,843.6 ล้านบาท และได้ถูกรัฐบาลพม่ายกเลิกสัมปทานตั้งแต่ 30 ธ.ค 63 โดยที่ ITD ยังไม่ได้มีการตั้งสำรอง ด้อยค่าโครงการดังกล่าว เพราะยังมีความมั่นใจว่าจะสามารถเจรจากับรัฐบาลพม่าได้
NWR มีลูกหนี้ค่าก่อสร้างโรงแรมในพม่าคงค้างอีกประมาณ 191 ล้านบาท ซึ่งลูกหนี้จะ ทยอยชำระคืนเงินแก่ NWR ตั้งแต่ ธ.ค 2565 ถึง ธ.ค 2579 ตาม Projection กระแสเงิน สดของโรงแรมดังกล่าวในอนาคต โดยปี 2565 มีกำหนดชำระหนี้ 5 ล้านบาท
TTCL มีการลงทุนในธุรกิจโรงไฟฟ้า โดยถือหุ้น 40% ในโรงไฟฟ้า Ahlone#1 ขนาด 120MW และรับส่วนแบ่งกำไรจากโรงไฟฟ้า Ahlone#1 ประมาณ 100 ล้านบาท/ปี และ อยู่ระหว่างการลงทุนโรงไฟฟ้า Ahlone#2 ขนาด 388MW โดยได้รับ PPA จากรัฐบาลพม่า ตั้งแต่ปี 2564 แต่ปัจจุบันยังไม่สามารถหาแหล่งเงินกู้ได้
SEAFCO มีบริษัทลูกในพม่าคือ SEAFCO(Myanmar) โดยถือหุ้น 80% ปัจจุบันไม่มีการรับ งานในพม่าแล้ว โดยมีเครื่องจักรทำเสาเข็ม 3 ชุด รถเครน 4 คัน และรถแบ็ดโฮ ที่รอขาย หรือนำกลับประเทศไทย
กลุ่มเครื่องดื่ม – OSP(FV@B37) โดยพิจารณายอดขายปี 2554 ราว 2.7 หมื่นล้านบาท มี สัดส่วนยอดขายจากต่างประเทศประมาณ 4.3 พันล้านบาท (สัดส่วน 16% ของยอดขาย, +17% YoY) ส่วนใหญ่มาจากเมียนมาร์ จึงประเมินยอดขายจากเมียนมาร์อยู่ในระดับ 10% ของยอดขาย ซึ่งส่วนนี้หลักๆ แล้วขายเป็นสกุลเงินเมียนมาร์ ผ่าน บ. ย่อยในเมียนมาร์ (OSP ถือหุ้นรวมกัน 85%) จึงมองผลกระทบในส่วนของยอดขายจากการมาตรการของ ธนาคารกลางเมียนมาร์ ค่อนข้างจำกัด แต่ปัจจัยด้านกำลังซื้อของผู้บริโภคในเมียนมาร์และ การจัดเก็บเงินจากคู่ค้า รวมถึงสถานะการค่าเงินเมียนมาร์ ยังต้องติดตามต่อไป ทั้งนี้ งวด 1Q65 ยอดขายต่างประเทศยังเติบโตดี 17.8% YoY ท่ามกลางความอ่อนแอของเศรษฐกิจ เมียนมาร์หลังผ่านการรัฐประหารในช่วงต้นปี 2564 นอกจากนี้OSP มีเงินกู้ยืมสกุลเงิน เหรียญสหรัฐฯ ผ่าน บ. ร่วม (2 บริษัท ถือหุ้น 35% ในโรงงานผลิตขวดแก้ว และ 51.8% ธุรกิจจำหน่ายขวดแก้ว) ในเมียนมาร์ เบื้องต้นจากการสอบถามไปยังบริษัทฯ บ. ร่วม มี ภาระหนี้ประมาณ 30 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยเป็นการกู้ยืมจากสถาบันการเงินไทย (ชำระ เงินกู้ครั้งเดียวในอีก 7 ปีข้างหน้า) แม้ภาระหนี้ตามสัดส่วนการถือหุ้น ไม่เกินระดับ EBITDA ของ OSP ที่ราว 5 พันล้านบาทต่อปี (สถานะการเงิน ณ สิ้นงวด 1Q65 เป็น Net cash ราว 3 พันล้านบาท) อย่างไรก็ตาม OSP อยู่ระหว่างบริหารจัดการภาระดอกเบี้ยจ่ายส่วนนี้ เพื่อให้เกิดความเหมาะสมมากสุด ผ่านการเจรจากับสถาบันการเงิน ภาพรวมยังคง ประมาณการกำไรปี 2564 ที่ 3.25 พันล้านบาท สำหรับ CBG เนื่องจากฝ่ายวิจัยไม่ได้ Coverage โดยโครงสร้างรายได้ปี 2564 ที่ 1.7 หมื่นล้านบาท ราว 33% มาจากการส่งออก ไปยัง CLMV แต่โครงสร้างการขายมาจากกัมพูชาเป็นหลัก จึงคาดว่ายอดขายจากเมียน มาร์จะอยู่ในระดับประมาณ 10% ของยอดขาย
กลุ่มธนาคารและการเงิน – หากอิงจากมูลค่าการส่งออกจากไทยไปยังเมียนมาร์ ราว 1% ของมูลค่าการส่งออก เบื้องต้นจึงประเมินผลส่วนนี้จำกัด ส่วนหุ้นในกลุ่มการเงิน อย่าง AEONTS (FV@B250) จะได้รับผลกระทบจำกัด เพราะหลังจากรัฐประหารในพม่าเมื่อ ก.พ.64 AEONTS กํได้หยุดปล่อยสินเชื่อในพม่าแล้ว จนปัจจุบันแทบไม่มีสินเชื่อคงค้างใน พม่าแล้ว
กลุ่มพลังงาน - PTTEP (FV@B175) มีโครงการในเมียนมา อาทิ ซอติก้า, ยาดานา และ เย ตากุน เป็นต้น แต่ไม่มีรายการเงินกู้ต่างประเทศสำหรับโครงการในเมียนมา ดังนั้นจึงไม่มี ผลกระทบต่อบริษัท ส่วนในด้านรายรับจากโครงการในเมียนมา ทาง PTTEP รับเงินจาก PTT (BK:PTT) โดยตรงเป็น USD เข้าบัญชีในประเทศไทย ดังนั้นไม่มีความเสี่ยงเรื่องการรับเงินหรือ การถูกบังคับให้แปลงเป็นเงินจ๊าด เช่นเดียวกับในด้านรายจ่าย การจ่ายเงินในเมียนมา เป็นจ๊าดทำในประเทศเมียนมา โดยการแปลงเงิน USD เป็นจ๊าด สำหรับรายจ่ายของ โครงการเมียนมาที่เป็นสกุลต่างประเทศ จะทำจ่ายจากบัญชีนอกประเทศเมียนมา ดังนั้นยัง สามารถบริหารจัดการได้ตามปกติ
กลุ่มชิ้นส่วน - DELTA (FV@B280) มีโรงงานอยู่ในประเทศพม่า พื้นที่การผลิต 4.5 พัน ตารางเมตร หรือคิดเป็น 2% ของพื้นที่โรงงานทั้งหมดทั้งในและต่างประเทศของ DELTA โดยโรงงานดังกล่าวผลิตชิ้นส่วนขั้นกลาง แล้วส่งมาประกอบต่อในไทยเป็นหลัก จึงประเมิน ว่าจะได้รับผลกระทบจำกัด เพราะไม่ได้มีรายได้จากการขายภายนอกมากนัก
บทความนี้จัดทำและเผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์ ASIA Plus Securities








