KOSPI ของเกาหลีใต้หยุดการซื้อขายชั่วคราวหลังดิ่งกว่า 5% จาก SK Hynix และ Samsung
สัญญาณการเกิด Technical Recession ในสหรัฐฯ ชัดเจนขึ้นเป็นลำดับ หลังจาก ที่งวด 1Q65 GDP หดตัว 1.5% QoQ ขณะที่งวด 2Q65 มีโอกาสเห็นการหดตัว ต่อ ซึ่งความกังวลดังกล่าวสะท้อนผ่านออกมาจาก Inverted Yield Curve ที่ติด ลบชัดเจนยิ่งขึ้นตามลำดับ นอกจากนี้ยังมีตัวเร่งจากสถานการณ์ รัสเซีย-ยูเครน ซึ่ง มีความยืดเยื้อ ขณะที่ผลกระทบจากการคว่ำบาตรทางการค้าระหว่างกัน ก็ส่งผล กระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลก นอกจากนี้การที่เงินเฟ้อสูงในรอบหลาย 10 ปี ก็เป็นอีก หนึ่งแรงกดดัน เนื่องจากทำให้Fed ต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยเชิงรุกโดยรอบ 27 ก.ค.65 อาจเห็นปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.75 – 1% องค์ประกอบดังกล่าวสะท้อนให้เห็นความ เสี่ยงระดับสูง อย่างไรก็ตามสำหรับในบ้านเรา ยังเชื่อว่าจะไม่เข้าสู่ Technical Recession เนื่องจากเราอยู่ช่วงเปิดประเทศ และ GDP Growth 1Q65 ก็ไม่ติดลบ
SET Index ปรับฐานต่อกรอบ 1530 – 1555 จุด พอร์ตจำลองวันนี้ไม่มีการ ปรับเปลี่ยน โดยคงถือเงินสดสำรองอยู่ที่ระดับ 10% สำหรับหุ้น Top Pick เลือก CPF, CRC และ GPSC
ตลาดกลับมาคาด FED ขึ้นดอกเบี้ยครั้งหน้า 0.75%แต่ไทยกลับมากังวล ประเด็นขึ้นดอกเบี้ยมากขึ้น หลังบาทอ่อนค่าสุดในรอบเกือบ 16 ปี
วานนี้ตลาดหุ้นสหรัฐผันผวนมาก เปิดตลาดในช่วงแรก ดัชนี Down Jones โดนกดดันให้ ปรับตัวลงไปกว่า 500 จุด ส่วนหนึ่งเกิดจากความกังวลเรื่อง Recession, การเร่งขึ้นของ เงินเฟ้อ และการรายงานผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่ออกมาต่ำกว่าคาด อาทิ JP Morgan รายงาน EPS2Q65 ออกมา 2.76 บาท/หุ้น แม้เพิ่มขึ้น QoQ แต่ต่ำกว่าที่ตลาด คาดไว้ที่ 2.94 บาท/หุ้น รวมถึง Morgan Stanley EPS2Q65 1.44 บาท/หุ้น (ตลาดคาด 1.57 บาท/หุ้น) อย่างไรก็ตามดัชนี Down Jones ค่อยๆ ฟื้นขึ้น เหลือติดลบ 142 จุด หลังจากนายคลิสโต เฟอร์ วอลเลอร์ หนึ่งในคณะผู้ว่าการ Fed กล่าวสนับสนุนการปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.75% ใน รอบถัดไป หรือ วันที่ 27 ก.ค. 65 นี้ แต่ก็ไม่ปิดกั้นความคิดที่อาจจะขึ้นได้ถึง 1% พร้อมจับ ตาดูข้อมูลเศรษฐกิจ และเปิดกว้างต่อการตัดสินใจควบคุมเงินเฟ้อ หนุนให้ข้อมูลจาก CME Fedwatch Tool ล่าสุด พบว่า มีโอกาสที่ Fed จะเร่งขึ้นดอกเบี้ยในปลายเดือน ก.ค. ถึง 1% ความน่าจะเป็นลดลงจาก 78% เหลือ 42.8% หรือส่วนใหญ่คาดว่ามีโอกาสขึ้น 0.75% ถือเป็นปัจจัยผ่อนคลายในช่วงสั้น
กลับมาที่การขึ้นดอกเบี้ยในไทย เริ่มเห็นความท้าทายมากขึ้นทั้งค่าเงินบาทที่ล่าสุดอ่อนค่า เร็วขึ้นไปถึง 36.68 บาท/ดอลลาร์ (อ่อนค่า 3.91%mtd) และเป็นการอ่อนค่าเกือบสูงสุด ในรอบ 16 ป
รวมถึงนักวิเคราะห์บางสำนักฯ คาดธปท. มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ย 0.5% ในเดือน ส.ค. 65 ส่วน ฝ่ายวิจัยฯ ยังคงคาดว่าจะเห็นการขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ทุกรอบ ในการประชุม 3 รอบที่ เหลือของปีโดยฝ่ายวิจัยประเมินหาก ธปท. ขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้งกดดันเป้าหมาย SET อยู่ที่ 1722 จุด, ถ้าขึ้น 2 ครั้ง อยู่ที่ 1643 จุด และถ้าขึ้น 3 ครั้งหรือทุกรอบการประชุม ดัชนีที่ เหมาะสมอยู่ที่ 1570 จุด
ความกังวล RECESSION ในสหรัฐมีมากขึ้น ค้นหากลุ่มหุ้นมีเกราะป้องกัน
ภาวะเงินเฟ้อฯ สหรัฐฯอยู่ในระดับสูงกว่าปกติกดดันให้ FED ดำเนินนโยบายการเงินที่ตึง ตัว สร้างความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจว่าอาจกำลังเดินเข้าสู่ภาวะถดถอย ซึ่งเราประเมินว่า ในระยะถัดไปความกังวลดังกล่าวจะสูงมากขึ้น โดยมี 3 สัญญาณที่บ่งชี้ถึงเรื่องดังกล่าว
1. การเกิด Technical Recession โดยตั้งแต่ต้นปี World Bank และ OECD ปรับ ลดประมาณการ GDP 2565F ของสหรัฐฯลงจาก 3.7% สู่ 2.5% ขณะที่ล่าสุด IMF ได้ปรับลดคาดการณ์GDP 2565F ของสหรัฐลงเหลือ 2.3% จากเดิมที่ 2.9% ซึ่ง ล่าสุด FED สาขา Atlanta ล่าสุดคาด GDP 2Q65 สหรัฐฯจะหดตัว -1.2%qoq หากเกิดขึ้นจริงหมายความว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯเข้าสู่ภาวะ Technical Recession หลังจาก GDP 1Q65 หดตัว -1.6%qoq โดยหากประเมินจากสถิติย้อนหลังนับ จากปี 2008 พบว่าสหรัฐฯเคยเกิด Technical Recession ทั้งสิ้น 2 ครั้งในปี 2008 และ 2020 และตลาดหุ้น S&P500 ปรับตัวลง 38% และ 20% ตามลำดับ และกลุ่มหุ้นที่มัก Outperform ในช่วงที่เกิด TECHNICAL RECESSION คือ หุ้น กลุ่มส่งออก AGRI, FOOD และหุ้นผันผวนต่ำ ICT, COMM, INSUR
2. การเกิด Invert Yield Curve สะท้อนได้จาก Spread Bond Yield 10 ปี กับ 2 ปี ของสหรัฐแคบลงเรื่อยๆ จนล่าสุดติดลบแล้ว เนื่องจาก Inverted Yield Curve มักเป็นสัญญาณที่ชี้นำการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) โดยเฉพาะ สหรัฐ โดยมักเกิดขึ้นก่อน Recession จริงประมาณ 9-14 เดือน โดยในอดีตสหรัฐ เคยเกิด Inverted Yield Curve 3 ครั้ง คือ 1.ช่วงตันปี 2006 71 วัน (ก่อนวิกฤต ซับไพรม์ ) 2.กลางปี 2006 ถึง กลางปี 2007 363 วัน (ก่อนวิกฤตซับไพรม์) 3.ไตร มาสที่ 3 ปี 2019 เป็นช่วงเกิดสงครามการค้าจีนสหรัฐ (ก่อนวิกฤตโควิด) ซึ่งล่าสุด Bond Yield 10 ปีสหรัฐฯที่ปรับลงมาที่ 2.95% และ Bond Yield 2 ปีสหรัฐฯอยู่ ที่ 3.12% ส่งผลให้ Spread ระหว่าง Bond Yield 10 ปีและ 2 ปีอยู่ที่ -17 bps
3. สงครามยูเครน-รัสเซียที่ยืดเยื้อ EU เตรียมคว่ำบาตรรัสเซียเป็นครั้งที่ 7 แต่จะไม่ เน้นคุมการนำเข้าก๊าซธรรมชาติคาดว่าจะเป็นการสั่งห้ามนำเข้าทองคำ และขยาย ประเภทสินค้าที่ใช้ ทั้งด้านพาณิชย์และผลิตอาวุธ ที่ EU เคยห้ามส่งออกไปรัสเซีย ในการคว่ำบาตรรอบก่อนๆ และจะมุ่งเป้าคว่ำบาตรรัสเซียเป็นรายบุคคลมากขึ้น ขณะที่อิหร่านกำลังมีแผนมอบโดรนติดอาวุธจำนวนหลาย 100 ลำแก่รัสเซีย สำหรับนำไปใช้ในปฏิบัติการทางทหารในยูเครน ซึ่งความเคลื่อนไหวดังกล่าว อาจ ทำให้สถานการณ์บานปลายและยืดเยื้อไปอีก
สภาพแวดล้อมที่ความกังวลต่อ Recession เข้ามามีน้ำหนักหนุนเม็ดเงินไหลเข้าสู่ สินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น และเป็นปัจจัยที่กดดันทิศทาง SET Index ทางอ้อม โดยยาม ที่ย่อตัวลงมาแนะนำสะสมหุ้น 5 กลุ่ม AGRI, FOOD, ICT, COMM, INSUR ที่มีเกราะ ป้องกัน TECHNICAL RECESSION น่าจะคาดหวังการกลับมา Outperform ตลาดได้
ส่วนกลยุทธ์การลงทุนวันนี้ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของ SET Index 1530–1555 จุด Top pick แนะนำหุ้น Anti-Commodity, หุ้นกลุ่มที่มัก Outperform ช่วงเกิด Technical Recession และหุ้นได้ประโยชน์จากเงินบาทอ่อนค่า อย่าง GPSC CRC และ CPF
บทความนี้จัดทำและเผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์ ASIA Plus Securities








