KOSPI ของเกาหลีใต้หยุดการซื้อขายชั่วคราวหลังดิ่งกว่า 5% จาก SK Hynix และ Samsung
สหรัฐฯ กำลังเดินหน้าเข้าสู่สภาพแวดล้อมที่เกิดขึ้นได้ยาก กล่าวคือการบรรจบกัน ของ 3 ปรากฎการณ์ 1) ภาวะเศรษฐกิจถดถอยซึ่งน่าจะปรากฎหลังจากประกาศ GDP งวด 2Q65 ปรากฎการณี่ 2) คือเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับที่สูงกว่าปกติมาก และ ยังมีแนวโน้มปรับขึ้นได้ต่อ และ 3) อัตราดอกเบี้ยที่ปรับขึ้นเร็วและแรง ซึ่งทั้ง 3 เรื่องถือเป็นแรงกดดัต่อสินทรัพย์เสี่ยงเฉพาะอย่างยิ่งตลาดหุ้น และน่าจะเป็นแรง ผลักให้Fund Flow ไหลเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัย ส่วนในบ้านเราสภาพแวดล้อม อาจดูผ่อนคลายกว่าเล็กน้อย โดยที่ในทาง Technic ยังห่างไกลจากการเกิด Recession แต่ก็มีแรงกดดันจากเงินเฟ้อที่สูง และ ดอกเบี้ยขาขึ้น ซึ่งน่าจะทำให้ SET Index ช่วงนี้ดีดตัวกลับขึ้นได้ยาก อย่างไรก็ตามเราเห็นว่าแรงกดดันต่างๆ จะ ค่อยๆ เบาลงใน 4Q65 แนะนำให้ทยอยซื้อในจังหวะที่
SET Index ปรับลดลงแรง SET Index แม้จะปรับลงมามาก แต่โอกาสดีดกลับก็ยากเช่นกัน คาดวันนี้อยู่ใน กรอบ 1530 - 1550 พอร์ตจำลองให้นำเงิสด 10% ซื้อ BLA ทำให้เงินสดสำรองอยู่ ที่ 20% สำหรับหุ้น Top Pick เลือก BLA, CPF และ OSP
ท่าทีของ FED ยังเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย + กังวล RECESSION เพิ่มขึ้น
FED เปิดเผยรายงานการประชุมประจำวันที่ 14-15 มิ.ย.เมื่อวานนี้ โดยใจความสำคัญ คือ FED มีความมุ่งมั่นที่จะใช้เครื่องมือในการควบคุมเงินเฟ้ออย่างจริงจังต่อไป โดยกรรมการ FED ส่วนใหญ่มีความเห็นตรงกันว่าการเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อถือ เป็นเรื่องที่เหมาะสม ทำให้นักลงทุนมองว่าโอกาสที่เฟดจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.75% ใน การประชุมปลายเดือนมีความน่าจะเป็นสูงถึง 96% และดอกเบี้ยปลายปีตลาดมองไว้ที่ 3.50%-3.75%
ซึ่งการขึ้นดอกเบี้ยของ FED อาจต้องแลกมาด้วยความกังวล Recession หนุนเม็ดเงินไหล เข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น อาทิ
• ดอลล่าร์สหรัฐแข็งค่าต่อเนื่องสวนทางกับเงินยูโรที่อ่อนค่า จนล่าสุดเหลือ 1.019 ดอลล่าร์ต่อยูโรแล้ว (หากลงมาต่ำกว่า 1.00 จะเป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปีที่1 ดอล ล่าร์มีค่ามากกว่า 1 ยูโร)
• Bond Yield ระยะยาวของสหรัฐฯปรับตัวลงแรง ผนวกกับ Bond Yield ระยะสั้น ปรับขึ้น ซึ่งล่าสุด Bond Yield 10 ปีสหรัฐฯอยู่ที่ 2.93% และ Bond Yield 2 ปี สหรัฐฯอยู่ที่ 3.00% ส่งผลให้ Spread ระหว่าง Bond Yield 10 ปีและ 2 ปีอยู่ที่ -7 bps
• ราคา Commodity ต่างๆปรับตัวลงทั้งน้ำมันดิบที่ปรับลงต่ำกว่า 100 เหรียญฯ/ บาร์เรล และ Gold Spot ที่หลุดแนวรับ 1800 ออนซ์
ขณะที่ผลลัพธ์จะเฉลยมาในวันที่ 28 กค 65 ซึ่งมี 2 เรื่องที่ต้องติดตาม คือ 1.การเปิดเผย ตัวเลข GDP ไตรมาส 2/2565 ซึ่งเป็นตัวชี้ชะตาว่าจะ Technical Recession หรือไม่ 2.FOMC Rate Decision ที่คาดจะขึ้น 0.75% จึงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
สรุป FED ส่งสัญญาณหนักแน่นในการขึ้นดอกเบี้ยต่อ ส่งผลให้เกิดความกังวลว่า เศรษฐกิจจะชะลอตัวลงในช่วงครึ่งปีหลัง และมีโอกาสสูงขึ้นที่จะเกิด Recession ซึ่ง ผลลัพธ์จะออกมาวันที่ 28 กค 65 ประเด็นดังกล่าวคาดทำให้สินทรัพย์เสี่ยงอย่างตลาด หุ้นแกว่งผันผวนจนกว่าจะรู้ทิศทางที่ชัดเจน โดยคาดวันนี้ SET Index แกว่งทรวตัวใน กรอบ 1530-1550 จุด
ราคาน้ำมันเข้าสู่ขาลง หุ้นใดได้ประโยชน์ ??
ราคาน้ำมันล่าสุดวานนี้ (6 ก.ค.) ยังคงเดินหน้าปิดปรับตัวลดลงต่อเนื่องทำระดับต่ำสุดใน รอบเกือบ 2 เดือน โดยราคาน้ำมันดิบ WTI, Brent และ Dubai มาอยู่ที่ 98.5, 102.7 และ 113.4 เหรียญฯต่อบาร์เรล ตามลำดับ สะท้อนความกังวลว่าเศรษฐกิจโลกจะถดถอย รวมถึงการที่จีนมีแนวโน้มกลับมาล๊อคดาวน์เมืองสำคัญ จากสถาการณ์โควิดในประเทศจีนที่มีการแพร่ระบาดเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจทำให้ความต้องการใช้น้ำมันอาจปรับตัวลดลง อย่างไรก็ ตามการปรับตัวลงของราคาน้ำมันถือว่าอยู่ในความคาดหมายของฝ่ายวิจัยที่กำหนด
สมมติฐานให้ความร้อนแรงของราคาน้ำมันจะเริ่มผ่อนคลายลงในช่วง 2H65 จากการ ปรับตัวของ demand และ supply ที่จะค่อยๆเข้ามาสู่ภาวะสมดุล ทั้งนี้ฝ่ายวิจัยกำหนด สมมติฐานให้ราคาน้ำมันดิบอ้างอิงดูไบเฉลี่ยทั้งปี 2565 อยู่ที่ 100 เหรียญฯต่อบาร์เรล (YTD เฉลี่ยอยู่ราว 101.3 เหรียญฯต่อบาร์เรล) และจะลดลงในปี 2566 มาอยู่ราว 90 เหรียญฯต่อบาร์เรล และตั้งแต่ปี 2567 อยู่ที่ 75 เหรียญฯต่อบาร์เรล
หุ้นกลุ่มที่เสียประโยชน์ (-)
กลุ่มผู้ประกอบการผลิตและสำรวจน้ำมันที่มีรายได้อิงกับราคาขายน้ำมัน อาทิ PTTEP, BCP เป็นต้น ส่วนของธุรกิจโรงกลั่น (TOP, PTTGC, IRPC, BCP, ESSO, SPRC) ยัง ต้องดูแนวโน้มค่าการกลั่น ซึ่งคาดจะปรับตัวลงในทิศทางเดียวกับราคาน้ำมันดิบ เพราะ ความกังวลในภาวะเศรษฐกิจถดถอยจะนำไปสู่ความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูปที่ลดลง เช่นกัน รวมถึงการบันทึกกำไรจากสต๊อกน้ำมันของกลุ่มโรงกลั่นอาจจะลดลงมีนัยฯ หรือ อาจพลิกกลับเป็นการบันทึกขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันแทนได้หากราคาน้ำมันดิบยังปรับตัว ลงต่อเนื่องในช่วง 2H65
หุ้นกลุ่มที่ได้ประโยชน์ (+)
กลุ่มโรงไฟฟ้า : เริ่มเห็นอัตรากำไรที่ดีขึ้นได้จากต้นทุนเชื้อเพลิงที่ลดลง ได้แก่ GPSC, BGRIM ซึ่งได้รับอานิสงค์เต็มที่ ขณะที่ GULF, RATCH, EGCO จะได้รับผลบวกน้อยกว่า เพราะโรงไฟฟ้าหลักส่วนใหญ๋เป็นโรงไฟฟ้า IPP ซึ่งส่งผ่านต้นทุนเชื้อเพลิงไปที่ภาครัฐ
กลุ่มวัสดุก่อสร้าง : โครงสร้างต้นทุนการผลิตที่สำคัญคือต้นทุนพลังงาน อาทิ ถ่านหิน และ ก๊าซธรรมชาติ รวมถึงต้นทุนค่าขนส่งที่เพิ่มตามราคาน้ำมันดีเซลซึ่งหากราคาน้ำมันดิบ ปรับตตัวลง คาดเป็นผลดีต่อผู้ผลิตปูนซีเมนต์ (SCC,SCCC,TPIPL) ผู้ผลิตวัสดุก่อสร้าง (DCC,DRT,VNG) อีกทั้งผู้ผลิตแต่ละรายมีแนวทางการปรับตัวในช่วงที่ผ่านมา(ช่วงที่ราคา น้ำมันปรับขึ้นแรง) อาทิ การปรับราคาสินค้าเพิ่มขึ้น การใช้พลังงานทดแทน และล็อกราคา วัตถุดิบไว้ล่วงหน้าบางส่วน
กลุ่มเช่าซื้อ: ทิศทางราคาน้ำมันที่ปรับลดลง จะทำให้แนวโน้มภาวะเงินเฟ้อชะลอตัวลง ส่ง ผลบวกต่อแนวโน้มความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ในกลุ่มเช่าซื้อให้ดีขึ้นบ้าง ทำให้ แนวโน้มการตั้งสำรองหนี้สูญฯ จะลดลงได้บ้าง
กลุ่มเกษตร-อาหาร : จะได้ผลบวกทางอ้อมจากแนวโน้มค่าขนส่ง และต้นทุนที่เกี่ยงข้องกับ น้ำมันลดลงบ้าง เช่น บรรจุภัณฑ์ (กระป๋องและซอง) และส่วนผสมของอาหาร (น้ำมันพืช)
กลุ่ม Packaging (SFT และ SFLEX) : ได้รับประโยชน์จากทิศทางราคาน้ำมันที่ปรับตัว ลดลง เนื่องจากราคาแผ่นฟิล์มขึ้นลงผันผวนตามน้ำมัน ทั้งนี้วัตถุดิบฟิล์มถือเป็นวัตถุดิบ หลักในการทำบรรจุภัณฑ์ (คิดเป็นสัดส่วนกว่า 70% ของต้นทุนวัตถุดิบทั้งหมด) โดยหาก ต้นทุนฟิล์มต่ำลงจะหนุนประสิทธิภาพการทำกำไรของกลุ่มในระยะถัดไป
ค้นหาหุ้น LAGGARD น่าลงทุนในยามที่ดัชนีลงมาลึก
ปัจจุบันตลาดหุ้นไทย เจอแรงกดดัน ทั้งปัญหาเงินเฟ้อ และการเร่งขึ้นดอกเบี้ยของหลายๆ ประเทศ รวมถึงราคาน้ำมันหรือ Commodity ต่างๆ ที่เริ่มกลับมาย่อตัวลง ส่งผล SET Index ปรับฐานลงมาแล้วกว่า -7%ytd ล่าสุดอยู่ที่ 1541.79 จุด ถือเป็นระดับที่ต่ำกว่า ดัชนีรองรับแรงกดดัน หากกนง.มีการขึ้นดอกเบี้ย 3 ครั้ง ที่ฝ่ายวิจัย ASPS ประเมินที่ 1570 จุด ซึ่งดัชนี ณ ปัจจุบันอยู่ต่ำกว่า แสดงว่าเป็นจุดที่เริ่มค้นหาหุ้นและเข้าสะสมบางส่วน ดังนั้นฝ่ายวิจัยฯ จึงทำการค้นหา เริ่มจากดูว่าช่วงนี้หุ้นอะไรที่นักลงทุนให้ความสนใจ? โดย คัดกรองจากหุ้นใน SET100 ที่ Outperform สุด 15 อันดับแรกในวานนี้ โดยผลลัพธ์ พอที่จะแบ่งหมวดหมู่ได้ดังนี้
1. หุ้น Anti-Commodity อาทิ KEX +6.7% BGRIM +4.3% GPSC +1.9% และ TASCO +1.9% ฯลฯ
2. หุ้นผันผวนต่ำ อาทิ MEGA +3.1% CPALL (BK:CPALL) +2.9% BDMS +2.9% ฯลฯ
3. หุ้นปรับฐานลงมาลึก PLANB +3.3% MINT +3.1% MTC +3.1% SAWAD +2.7% TU +2.0% MAJOR +2.0% ฯลฯ
แสดงให้เห็นว่าช่วงนี้เป็นช่วงที่นักลงทุนพิถีพิถันในการเลือกหุ้นมากขึ้น สะท้อนได้จาก หุ้นมีการขยับขึ้นเพียงบางกลุ่มเท่านั้น และหุ้นที่ขยับขึ้นส่วนใหญ่จะเป็นหุ้นที่มีปัจจัย บวกเฉพาะตัว หรือราคาลงมาลึก
ดังนั้นฝ่ายวิจัยฯ จึงเริ่มค้นหา หุ้นพื้นฐานที่ ทั้งราคาลงมาลึก แต่ยังมีปัจจัยเฉพาะตัว หนุนได้ในช่วงนี้ คาดว่าน่าจะกลับมาได้รับความสนใจมากขึ้น หรือ Downside น่าจะ เริ่มจำกัดมาก โดยผ่านเงื่อนไขต่างๆ ดังนี้
1. ราคาหุ้น Laggard ตลาดมาก วัดผลตอบแทนจากราคาสูงสุดของหุ้นแต่ละ บริษัทในช่วง ตั้งแต่ 1 มิ.ย. ถึงปัจจุบันหรือ 6 ก.ค. 65 ปรับฐานแรงกว่า SET มาก หรือ ติดลบมากกว่า -7.3%
2. เป็นหุ้นพื้นฐานดีฝ่ายวิจัยแนะนำ “ซื้อ” มี Upside สูงกว่า 15%
3. เป็นหุ้นที่มีแรงหนุนเสริม เช่น ได้ประโยชน์บาทอ่อน HANA KCE, ได้แรงหนุน ดอกเบี้ยขาขึ้น SCB BLA, เป็นหุ้นเปิดเมือง PLANB CRC AP หรือราคาลงมาลึก กว่าปกติจนเข้าเขต Oversold TIDLOR HMPRO
ส่วนกลยุทธ์การลงทุนวันนี้ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของ SET Index 1530–1550 จุด Top pick แนะนำ หุ้น Anti-Commodity หุ้นได้ประโยชน์จากเงินบาทอ่อนค่า และหุ้นได้แรงหนุนจากดอกเบี้ยขาขึ้นราคาลงมาลึก OSP CPF และ BLA
บทความนี้จัดทำและเผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์ ASIA Plus Securities








