KOSPI ของเกาหลีใต้หยุดการซื้อขายชั่วคราวหลังดิ่งกว่า 5% จาก SK Hynix และ Samsung
ความกังวลในเชิงปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจเพิ่มสูงขึ้น โดยในต่างประเทศเป็น เรื่องโอกาสการเกิด Recession ที่มีสูงขึ้นเฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐฯ สะท้อนผ่าน ตัวเลขเศรษฐกิจและ Inverted Yield Curve ที่เกิดขึ้นเป็นรอบที่ 3 กรณีดังกล่าว กดดันให้ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงแรง ส่วนในบ้านเราประกาศตัวเลขเงินเฟ้อเดือน มิ.ย.65 ที่ระดบ 7.66% ใกล้เคียงกับที่ฝ่ายวิจัยได้คาดไว้ และหากพิจารณา แนวโน้มเชื่อว่ายังน่าจะปรับสูงขึ้นโดยอาจแตะระดับ 10%YoY ได้ในช่วงเดือน ส.ค.65 ตัวเลขเงินเฟ้อที่สูงดังกล่าวประกอบกับการที่ กนง. ยังไม่มีการประชุมเพื่อ พิจารณาปรับขึ้นดอกเบี้ยจนกว่าจะถึงวันที่ 10 ส.ค.65 ทำให้เงินบาทกลับมาอ่อน ค่าเข้าใกล้ 36 บาท/USD ทำให้Fund Flow ไหลออก อีกเรื่องหนึ่งที่ต้องติดตาม มากขึ้น คือการกลับมาเพิ่มขึ้นของผู้ติดเชื้อ Covid-19
แรงกดดันจากปัจจัยลบที่หลากหลายทำให้ SET Index น่าจะปรับฐานต่อ กรอบ 1515 - 1545 พอร์ตจำลองได้ Cut Loss หุ้น CENTEL ยังไม่ซื้อหุ้นเพิ่มทำให้เงิน สดสำรองอยู่ที่ 360% สำหรับหุ้น Top Pick เลือก CPF, OSP และ TRUE
ความกังวล RECESSION ในสหรัฐฯมีมากขึ้น กดดันราคาน้ำมัน
ภาวะเงินเฟ้อฯสหรัฐฯที่อยู่ในระดับสูงกว่าปกติกดดันให้ FED ดำเนินนโยบายการเงินที่ตึง ตัว สร้างความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจว่าอาจกำลังเดินเข้าสู่ภาวะถดถอย ซึ่งเราประเมินว่า ในระยะถัดไปความกังวลดังกล่าวจะสูงมากขึ้น โดยมี 2 สัญญาณที่บ่งชี้ถึงเรื่องดังกล่าว
1. การเกิด Technical Recession โดย FED สาขา Atlanta ล่าสุดคาด GDP 2Q65 สหรัฐฯจะหดตัว -2.1%qoq หากเกิดขึ้นจริงหมายความว่าเศรษฐกิจ สหรัฐฯเข้าสู่ภาวะ Technical Recession หลังจาก GDP 1Q65 หดตัว - 1.6%qoq หากประเมินจากสถิติย้อนหลังนับจากปี 2008 พบว่าสหรัฐฯเคยเกิด Technical Recession ทั้งสิ้น 2 ครั้งในปี 2008 และ 2020 และตลาดหุ้น S&P500 ปรับตัวลง 38% และ 20% ตามลำดับ อย่างไรก็ตามฝ่ายวิจัยฯเชื่อว่าใน ปีนี้การเกิด Technical Recession ในบ้านเรายังมีโอกาสน้อยเนื่องจากระดับ GDP ปัจจุบันอยู่ระดับต่ำกว่า Pre-Covid ราว 1.8% เทียบกับสหรัฐฯที่ GDP อยู่ สูงกว่าระดับ Pre-covid 2.74%
2. การเกิด Invert Yield Curve สะท้อนได้จาก Spread Bond Yield 10 ปี กับ 2 ปี ของสหรัฐแคบลงเรื่อยๆ จนอยู่ในระดับเข้าใกล้ศูนย์เนื่องจาก Inverted Yield Curve มักเป็นสัญญาณที่ชี้นำการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) โดยเฉพาะสหรัฐ โดยมักเกิดขึ้นก่อน Recession จริงประมาณ 9-14 เดือน โดยใน อดีตสหรัฐเคยเกิด Inverted Yield Curve 3 ครั้ง คือ 1.ช่วงตันปี 2006 71 วัน (ก่อนวิกฤตซับไพรม์ ) 2.กลางปี 2006 ถึง กลางปี 2007 363 วัน (ก่อนวิกฤตซับ ไพรม์) 3.ไตรมาสที่ 3 ปี 2019 เป็นช่วงเกิดสงครามการค้าจีนสหรัฐ (ก่อนวิกฤตโค วิด) ซึ่งล่าสุด Bond Yield 10 ปีสหรัฐฯที่ปรับลงมาที่ 2.827% และ Bond Yield 2 ปีสหรัฐฯอยู่ที่ 2.83% ส่งผลให้ Spread ระหว่าง Bond Yield 10 ปีและ 2 ปี อยู่ที่ -0.33 bps
สภาพแวดล้อมที่ความกังวลต่อ Recession เข้ามามีน้ำหนักหนุนเม็ดเงินไหลเข้าสู่สินทรัพย์ ปลอดภัยมากขึ้น และเป็นปัจจัยที่กดดันทิศทาง SET Index ทางอ้อม ขณะที่ราคาน้ำมันก็ ได้รับผลกระทบเช่นกัน บวกกับ Citigroup Inc ได้เตือนว่า น้ำมันดิบอาจร่วงลงสู่ระดับ 65 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลภายในสิ้นปีนี้ และร่วงลงสู่ระดับ 45 ดอลลาร์ภายในสิ้นปี 2566 หาก เกิดภาวะ Recession จริง ซึ่งทำให้วานนี้ราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับลง 9.45% อยู่ระดับ 102.77 เหรียญฯ/บาร์เรล
ในภาวะดังกล่าว คาดทำให้ SET Index ผันผวนอีกสักระยะ โดยวันนี้มองกรอบการ เคลื่อนไหวที่ระดับ 1515-1545 จุด
อัตราเงินเฟ้อไทย +7.66%YOY ตามคาดของฝ่ายวิจัยฯที่คาดไว้ +7.7%YOY
อัตราเงินเฟ้อ มิย.ของไทยออกมา +7.66%YoY(สูงกว่าคาดที่ 7.5%YoY) สูงสุดในรอบ 13 ปี เหตุหลักยังมาจากราคาพลังงาน,น้ำมันที่ปรับตัวขึ้น ขณะที่แนวโน้มเดือน กค. ยังมี แนวโน้มสูงต่อเนื่องจาก ฐานคำนวณ CPI ต่ำมากในช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดย CPI เดือน ก.ค.64 อยู่ที่ 99.8 จุด คาดทำให้เงินเฟ้อเดือน ก.ค.65 ปรับเพิ่มขึ้นถึง 8.8% ส่วน เดือน เดือน ส.ค.64 ดัชนีลดลงไปอยู่ที่ 99.6 จุด คาดทำให้เงินเฟ้อเดือน ส.ค.65 ปรับ เพิ่มขึ้นถึง 10.0% (สมมุติฐานการเติบโตของดัชนีเท่าค่าเฉลี่ย 6 เดือนแรกของปีที่ 0.92%MoM)
ด้วยอัตราเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้น ทำให้แนวโน้มเงินบาทอ่อนค่า โดยล่าสุดแตะระดับ 35.96 บาท/ดอลลาร์ หรือระดับใกล้สูงสุดในรอบ 16 ปีแล้ว ขณะที่Fund Flow ในเดือน ก.ค. 65 ยังเห็นโอกาสที่ต่างชาติขายสุทธิต่อเนื่อง โดยตั้งแต่ต้นเดือนขายสุทธิ 5.2 พันล้านบาท จาก Spread ดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐฯ และไทย มีโอกาสห่างขึ้นเรื่อยๆ และการขาดทุน จาก Fx Loss ได้
สรุป Spread ดอกเบี้ยไทยกับสหรัฐที่ห่างกันมากขึ้น กดดันให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าต่อ พร้อมกับเป็นชนวนให้ Fund Flow มีโอกาสไหลออกจากตลาดหุ้นไทยอย่างต่อเนื่อง
ความกังวลต่อ COVID BA.4 BA.5 กดดันหุ้นเปิดเมืองอีกครั้ง
กระทรวงสาธารณะสุขมีการทดสอบกลุ่มตัวอย่างผู้ติดเชื้อ COVID-19 946 ราย พบว่า ปัจจุบันมีการติดเชื้อ สายพันธ์ BA.4 BA.5 สูงเกินครึ่งหรือ 51.7% ของตัวอย่างผู้ติด Covid-19 ทั้งหมด โดยเฉพาะผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ ติดเชื้อสายพันธ์ BA.4 BA.5 ในสัดส่วนที่สูงถึง 78.3%
ทำให้นักลงทุนเริ่มกลับมากังวลว่ามีโอกาสที่จะเกิด Aftershock หลังจากการทยอยเปิด ประเทศมากขึ้นหรือไม่? และถ้าติดเชื่อมากขึ้น สิ่งที่นักลงทุนต้องสังเกตคือมาตการการ รับมือ หากกลับมา Lockdown อีกครั้งก็จะกดดันให้เศรษฐกิจหยุดชะงักหรือขะลอตัวลง ได้
ประเด็นนี้กดดันให้หุ้นกลุ่มเปิดเมืองต่างๆ วานนี้ปรับตัวลงแรง อาทิ CONS -3.1%, MEDIA -2.7%, TOURISM -2.7%, COMM -1.9% ขณะที่ SET ลดลง -1.2% แต่ยัง มีกลุ่มที่ Outperform คือ HELTH +2.4%, PERSON (ประกอบด้วยหุ้นถุงมือยาง) +3.5%
ค้นหากลุ่มหุ้น OUTPERFORM ในยามที่เกิด TECHNICAL RECESSION
ปัจจุบันนักลงทุนอยู่ในช่วงกังวลว่าจะเกิดเหตุการณ์ TECHNICAL RECESSION หรือ GDP ติดลบติดต่อกัน 2 ไตรมาสติดต่อกันขึ้นไปของสหรัฐหรือไม่ ซึ่งต้องรอการราบงานออกมา ในวันที่ 27 ก.ค. 65 นี้ แต่บางสำนักคาดว่า GDP2Q65F สหรัฐมีโอกาสติดลบราว -2.1%
ฝ่ายวิจัยฯ จึงทำการวิเคราะห์และค้นหาหุ้นที่มัก Outperform ในช่วงที่เกิด TECHNICAL RECESSION โดยในอดีตย้อนหลัง 15 ปี เคยเกิดเหตุการณ์ TECHNICAL RECESSION อยู่ 2 ครั้ง คือ ตอนเกิดวิกฤต Subprime (3Q08 – 2Q09) ตอนนั้น S&P500 ปรับตัวลดลง แรงถึง -38% (SET-22%) และอีกช่วงหนึ่ง คือ วิกฤต Covid-19 (1Q20 – 2Q20) ตอนนั้น S&P500 ปรับตัวลดลงแรงถึง -20% (SET-19%) เป็นต้น
และหากลงรายละเอียดเป็นราย Sector ก็จะพบว่า ยังพอมีกลุ่มหุ้นที่ Outperform ตลาด ได้ดี คือ หุ้นกล่มส่งออก AGRI, FOOD และหุ้นผันผวนต่ำ ICT, COMM, INSUR
สรุปคือ ช่วงที่นักลงทุนกังวลต่อประเด็น TECHNICAL RECESSION ตลาดหุ้นมีโอกาส ผันผวนสูงเช่นกัน ยามที่ย่อตัวลงมาแนะนำสะสมหุ้น 5 กลุ่ม AGRI, FOOD, ICT, COMM, INSUR ที่มีเกราะป้องกัน TECHNICAL RECESSION น่าจะคาดหวังการ กลับมา Outperform ตลาดได้
ส่วนกลยุทธ์การลงทุนวันนี้ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของ SET Index 1515–1545 จุด Top pick แนะนำ หุ้น Anti-Commodity ผู้ผลิตสินค้าจำเป็น และได้ประโยชน์ จากเงินบาทอ่อนค่า OSP TRUE และ CPF
บทความนี้จัดทำและเผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์ ASIA Plus Securities








