KOSPI ของเกาหลีใต้หยุดการซื้อขายชั่วคราวหลังดิ่งกว่า 5% จาก SK Hynix และ Samsung
แรงกดดันที่จะทำให้เงินบาทอ่อนค่ามีอยู่หลายแง่มุม เริ่มจากระดับเงินเฟ้อของบ้าน เราที่เดือน พ.ค.65 อยู่สูงกว่า 7.1% และมีแนวโน้มเพิ่มชึ้นโดยอาจแตะระดับ 10% ได้ในเดือน ส.ค.65 ลำดับถัดมาเป็นเรื่องส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งการ ที่ กนง.คงอัตราดอกเบี้ยจนถึงปัจจุบัน ขณะที่ Fed ขึ้นดอกเบี้ยเชิงรุก ทำให้อัตรา ดอกเบี้ยนโยบายบ้านเราต่ำกว่าสหรัฐ 1.25% และสิ้นปีอาจต่ำกว่ามากถึง 2.25% และในอีกแง่มุมหนึ่งคือสถานะของดุลบัญชีเดินสะพัดที่ขาดดุลมาตั้งแต่เดือน พ.ย. 63 จนถึงปัจจุบัน (สลับเป็นบวก 3 เดือน คือ ต.ค.64, พ.ย.64 และ มี.ค.65) ภายใต้ สถานการณ์ที่ยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง ทำให้เชื่อว่าเงินบาทจะอ่อนค่าต่อเนื่อง และทำให้ Fund Flow ไหลออกจากตลาดหุ้น อย่างไรก็ตามยังมีความหวังจากภาค ธุรกิจท่องเที่ยวที่กลับมาเปิดเต็มที่ แต่ก็ต้องแลกด้วยความเสี่ยงจาก Covid-19
คาด SET Index ผันผวนในกรอบ 1545 – 1570 จุด พอร์ตจำลองวันนี้ไม่มีการ เปลี่ยนแปลง โดยให้คงระดับเงินสดสำรองไว้ที่ 20% สำหรับหุ้น Top Pick เลือก BEM, CPF และ TRUE
ปัญหา SHIMAO GROUP กระทบต่อตลาดหุ้นไทย และบริษัท PROPERTY จำกัด
Shimao Group บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของจีนผิดนัดชำระหนี้ต่างประเทศมูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งครบกำหนดในวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยรายงานของ Refinitiv ระบุว่า การผิดนัดชำระหนี้ครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่ Shimao Group ผิดนัดชำระหนี้ในต่างประเทศ โดย Shimao เป็นผู้ออกหุ้นกู้รายใหญ่อันดับหกในหลุ่มพัฒนาอสังหาฯในจีน (โดยมีหุ้นกู้ ต่างประเทศสูงถึง 6.1 พันล้านดอลลาร์)
ทั้งนี้ ภาคอสังหาริมทรัพย์ของจีนกำลังได้รับผลกระทบจากการผิดนัดชำระหนี้ใน ต่างประเทศหลายครั้ง เริ่มต้นจากยักษ์ใหญ่ของวงการอย่าง China Evergrande (HK:3333) Group ที่ ปัจจุบันเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่มีหนี้สินมากที่สุดในโลก จนถึงขณะนี้ผู้ออกตราสารหนี้ รายใหญ่ 3 ใน 5 ราย ได้แก่ Evergrande, Kaisa Group และ Sunac China ได้ผิดนัด ชำระหนี้ต่างประเทศเรียบร้อยแล้ว
บริษัท Shimao ยื่นต่อตลาดหุ้นฮ่องกงว่า บริษัทไม่สามารถชำระเงินต้นและดอกเบี้ยรวม 1.02 พันล้านดอลลาร์ให้กับเจ้าหนี้ได้ จากความไม่แน่นอนของตลาดเกี่ยวกับการรี ไฟแนนซ์หนี้ และ การดำเนินงานที่ท้าทายและเงื่อนไขการระดมทุน ขณะที่ เจ้าหนี้สองแห่ง ได้ตกลงที่จะให้ Shimao มีระยะเวลาผ่อนผันต่อไปอีกสักระยะ
โดยผลกระทบมากหรือน้อยแค่ไหนต่อประเทศไทยมีรายละเอียด ดังนี้
1. เหมือนวิกฤตสินเชื่อSubprimeในสหรัฐปี 2561 ไหม ??? ฝ่ายวิจัยฯ ประเมินไม่เหมือน เพราะเป็นปัญหาของ Shimao เป็นปัญหาเฉพาะตัว การ ชำระหนี้เฉพาะเจาะจงไปที่เจ้าหนี้ คาดรัฐบาลจีนจะออกมาตรการช่วยเหลือ แตกต่างกับวิกฤต Subprime ในสหรัฐ ที่กระทบเป็นวงกว้างทั่วโลก
2. จะกระทบบริษัท Property ในไทยไหม ?? : ฝ่ายวิจัยฯ ประเมินไม่กระทบต่อภา คอสังหาฯ ในไทยอย่างมีนัย เพราะ 1.) ดีมานด์จากลูกค้าต่างชาติ โดยเฉพาะชาว จีน (สัดส่วนราว 60% ของลูกค้าต่างชาติ) ลดลงนับตั้งแต่ปี 2561 ที่มีประเด็น เรื่องสงครามการค้าสหรัฐ-จีน ตามด้วยมาตรการ LTV และ สถานการณ์โควิด-19 ปี 2562-2563 (พิจารณาจากการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดของลูกค้าต่างชาติปี 2564 มีมูลค่ารวม 3.96 หมื่นล้านบาท ลดลงจาก 5.7 หมื่นล้านบาทปี 2561 และ 5.1 หมื่นล้านบาทปี 2562 : อิง REIC) 2) การเปิดโครงการใหม่ช่วงที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2561 ชะลอตัวลงต่อเนื่อง แม้ปี 2564 จะเห็นผู้ประกอบการกลับมาเปิดโครงการ ใหม่มากขึ้น แต่ส่วนใหญ่เน้นสินค้าแนวราบที่มี Real Demand และสามารถทยอยเปิดเป็นเฟส ส่วนคอนโดฯ เปิดเพิ่มจากปี 2562-2563 แต่ยังไม่เท่าก่อนช่วง Covid 3) ฐานะการเงินของผู้ประกอบการอสังหาฯ ไทยปัจจุบัน ยังแข็งแรง สะท้อนจาก Net Gearing ของกลุ่มฯ 10 ปีย้อนหลัง เฉลี่ยไม่เกิน 1 เท่า (ล่าสุด 1Q65 ที่ 0.97 เท่า) เทียบกับตอนปี 2540 ช่วงต้มยำกุ้งสูงราว 10 เท่า
โดยสรุปฝ่ายวิจัย ASPS ประเมินว่า ผลกระทบจากปัญหา SHIMAO GROUP คาด จะไม่ขยายวงกว้าง และกระทบต่อตลาดหุ้นไทยในวงจำกัด
เตรียมพิจารณาต่ออายุมาตรการกระตุ้นอสังหาฯ อีก 1 ปี สำหรับปี 2566
รมว. คลัง เตรียมหารือร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อพิจารณามาตรการ กระตุ้นอสังหาฯ ที่จะสิ้นสุดในปี 2565 เบื้องต้นมีแนวคิดจะขยายเพิ่มอีก 1 ปี โดยมาตรการ ในกลุ่มดังกล่าว ประกอบด้วย
1.มาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนอง เหลือ 0.01% สำหรับบ้านไม่ เกิน 3 ล้านบาท
2.มาตรการควบคุมสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (LTV) ที่กำหนดให้เพดานอัตราส่วนเงิน ให้สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน (LTV ratio) เป็น 100% (กู้ได้เต็มมูลค่าหลักประกัน) สำหรับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยถึงวันที่ 31 ธ.ค.65
3.เร่งผลักดันโครงการบ้านล้านหลัง โดยต้องการให้เอกชนเข้ามาร่วมโครงการมาก ขึ้นในช่วงที่ภาวะดอกเบี้ยกำลังจะเข้าสู่ช่วงขาขึ้น โดยโครงการนี้ ครม.ได้ขยายสินเชื่อจาก 1.2 ล้านบาท เป็น 1.5 ล้านบาท ดอกเบี้ยต่ำ 1.99% ระยะเวลา 4 ปี ซึ่งมาตรการนี้จะดูแล ผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง
ฝ่ายวิจัยมีมุมมองเชิงบวกต่อแนวคิดดังกล่าว เนื่องจากภายใต้ภาวะเศรษฐกิจไทยที่ยังไม่ ฟื้นตัวเต็มที่ ตลอดจนปัญหาเงินเฟ้อ และทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้น ที่มีผลต่อการตัดสินใจใน การซื้อที่อยู่อาศัยของผู้บริโภคบางส่วน ดังนั้นการมีมาตรการกระตุ้นอสังหาฯ ทั้งการลด ค่าธรรมเนียมโอนและจดจำนอง ซึ่งปัจจุบันกำหนดสำหรับที่อยู่อาศัยที่มีมูลค่าไม่เกิน 3 ล้านบาท และมาตรการผ่อนคลาย LTV ของ ธปท. ที่จะสิ้นสุดลงปี 2565 หากได้รับการ ขยายมาตรการต่อไปอีก 1 ปี ย่อมส่งผลดีต่อทั้งกลุ่มผู้ซื้อและผู้ขาย
โดยมาตรการลดค่าธรรมเนียมโอนและจดจำนองเหลืออย่างละ 0.01% (ปกติค่าธรรมเนียม โอนฯ อยู่ในอัตรา 2% แบ่งคนละ 1% สำหรับผู้ซื้อและผู้ขาย ส่วนค่าจดจำนองเป็นภาระ ของผู้ซื้อ คิดในอัตรา 1% ของวงเงินกู้) จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้ซื้อบางส่วน โดย กรณีกู้ซื้อบ้านมูลค่า 1 ล้านบาท จะประหยัดไป 19,850 บาท หรือจ่ายเพียง 150 บาท ส่วน กรณีกู้ซื้อบ้าน 3 ล้านบาท จะจ่ายเพียง 450 บาท โดยประหยัดไป 59,550 บาท อย่างไรก็ ดีมองว่ามาตรการดังกล่าว อาจไม่ได้ช่วยกระตุ้นตลาดอสังหาฯ ได้มากนัก ถ้ายังคงกำหนด สิทธิให้เฉพาะบ้านราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท เพราะระดับราคาบ้านกลุ่มนี้ คิดเป็นสัดส่วนไม่ เกิน 30% ของมูลค่าทั้งตลาดรวม จึงประเมินว่าหากมีการขยายเพดานสิทธิสู่บ้าน 5 ล้าน บาท น่าจะครอบคลุมได้ในวงกว้างมากขึ้น เนื่องจากบ้านระดับถึง 5 ล้านบาท คิดเป็น ประมาณ 60% ของตลาดรวม
ขณะที่มาตรการ LTV ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่ถูกกำหนดโดยธปท. ดังนั้นการตัดสินใจจะผ่อนคลาย ต่อไปอีก 1 ปี หรือไม่ ย่อมขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ ธปท. ซึ่งในมุมมองของฝ่ายวิจัย คาด ว่ามีความเป็นไปได้ที่จะเห็นการผ่อนคลาย LTV ต่อในปี 2566 (หลังจะสิ้นสุดปี 2565) เนื่องจากการเกิดขึ้นของมาตรการ LTV ก็เพื่อสกัดกั้นการเก็งกำไร แต่ด้วยสถานการณ์โค วิดที่เกิดขึ้นช่วง 2 ปีที่ผ่านมา และการให้ความสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจเป็นอันดับแรก ทำให้ธปท. จึงผ่อนคลาย LTV ตั้งแต่ 20 ต.ค. 2564-สิ้นปี 2565 แม้ปัจจุบันสถานการณ์โค วิด-19 คลี่คลายลง แต่ปัจจัยลบใหม่ที่เข้ามากระทบต่อเศรษฐกิจไทย ทั้งสงครามรัสเซียยูเครน ที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันและก๊าซสูงขึ้น จนก่อให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อ กระทบต่อกำลังซื้อ ทำให้การเก็งกำไรที่อยู่อาศัยน่าจะอยู่ในระดับต่ำ กอปรกับภาวะเศรษฐกิจไทยยังต้องการ แรงสนับสนุน ทำให้ ธปท. น่าจะยังผ่อนคลายมาตรการ LTV ต่อไปอีก เพื่อกระตุ้นภาค ธุรกิจที่อยู่อาศัย ซึ่งถือเป็นธุรกิจที่สร้าง Multiplier Effect ให้กับธุรกิจอื่นในวงจร เศรษฐกิจไทย
โดยสรุปประเด็นข้างต้น ย่อมสร้าง Sentiment เชิงบวกต่อหุ้นกลุ่มอสังหาฯ ประกอบ กับผลประกอบการที่จะฟื้นตัวใน 2H65 มากกว่า 1H65 ขณะที่การปรับลงของราคาหุ้น ในกลุ่ม ทำให้ Valuation ไม่แพง และ Div Yield จูงใจเกิน 5% ต่อปี ถือเป็นระดับ มากพอที่ชนะเงินเฟ้อ จึงแนะนำเข้าลงทุนสะสม เลือกหุ้นเด่นที่มีพอร์ตกระจายตัว, Upside เกิน 15% และ Div Yield เกิน 5% ต่อปี ได้แก่ AP, ORI, LH และ SC
ดุลบัญชีเดินสะพัดไทยยังติดลบ คาดทำให้บาทอ่อนและ FLOW ต่างชาติ ไหลออกต่อเนื่อง
ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยรายเดือน จะเห็นได้ว่าขาดดุลตั้งแต่ พย 63 แล้ว หลักๆเป็นผล มาจากการขาดดุลบริการ เนื่องจากประเทศไทยยังไม่สามารถเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้เต็มที่ โดยในปัจจุบันดุลบัญชีเดินสะพัดเดือน พค 65 -3.7 พันล้านเหรียญฯ (ธค 64 อยู่ -1.6 พันล้านเหรียญฯ)
และหากดูความสัมพันธ์ระหว่างดุลบัญชีเดินสะพัด และการอ่อนค่าของค่าเงินบาท พบว่า สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน โดยดุลบัญชีเดินสะพัดที่ลดลงทุกๆ 1 พันล้านเหรียญ มักจะกดดันค่าเงินบาทอ่อนค่าเฉลี่ยราว 0.86%
อีกแรงกดดันหนึ่งที่ทำให้เงินบาทอ่อนค่า เป็นผลมาจากอัตราเงินเฟ้ดที่ปรับสูงขึ้น โดยเงิน เฟ้ดเดือน พ.ค.65 ที่ผ่านมา อยู่ที่ระดับสูงถึง 7.1% YoY และเชื่อวายังมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อ โดยอาจปรับขึ้นไประดับ 10% ในเดือน ส.ค.65
นอกจากนี้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยนโยบายระหว่างสหรัฐฯ กับไทย ณ ปัจจุบันพบว่า ของ ไทยต่ำกว่าสหรัฐฯ 1.25% และหากอยู่บนสมมุติฐานว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐอยู่ที่ 3.5% ขณะที่ กนง. บ้านเรา จะประชุมวันที่ 10 ส.ค.65 และปรับดอกเบี้ยนโยบายขึ้นทุก ครั้งในรอบการประชุมที่เหลือ ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยนโยบายระหว่างไทย สหรัฐ จะขยาย ไปกว้างถึง 2.25% ซึ่งเป็นอีกแรงกดดันที่ทำให้เงินบาทอ่อนค่าต่อเนื่อง และการที่ทิศทาง ของเงินบาทยังอ่อนค่าจะส่งผลทำให้Fund Flow ยังไหลออกจากตลาดหุ้นไทย
กลยุทธ์การลงทุนวันนี้ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของ SET Index 1545 – 1570 จุด Top pick แนะนำ หุ้นที่เกี่ยวข้องกับ การเปิดเมือง ผู้ผลิตสินค้าจำเป็น และได้ประโยชน์ จากเงินบาทอ่อนค่า BEM TRUE และ CPF
บทความนี้จัดทำและเผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์ ASIA Plus Securities








