เปิดแอป

เป็นเพียงแค่ TECHNICAL REBOUND 

ในบทความนี้:

เชื่อว่าการดีดตัวกลับขึ้นของตลาดหุ้นสหรัฐฯ เมื่อคืนรวมถึงตลาดหุ้นไทย เป็นเพียง Technical Rebound เนื่องจากยังไม่พบการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยแวดล้อมทาง พื้นฐานเชิงบวกสนับสนุน ขณะที่ความกังวลหลักเรื่อง เงินเฟ้อ และการชะลอตัว ของเศรษฐกิจยังมีความแจ่มชัด นอกจากนี้ในส่วนของตลาดหุ้นบ้านเราก็พบว่า ปริมาณการซื้อขายก็อยู่ในระดับต่ำสุดของปี อีกทั้งการปรับตัวขึ้นของราคาหุ้นก็มี การกระจุกตัวในกลุ่มพลังงาน และหุ้น JTS ซึ่งก่อนหน้าปรับลดลงไปมาก ประเมิน ว่า Upside ในการ Rebound มีอยู่จำกัด ส่วนประเด็นที่พอนำมากำหนด Theme การลงทุนได้แก่ มติ ครม. ที่เห็นชอบโครงการ เราเที่ยวด้วยกันเฟส 4 เพื่อกระตุ้น การท่องเที่ยวในประเทศในช่วงที่รอให้นักท่องเที่ยวต่างชาติกลับมา โดยมาตรการ นี้จะมีระยะเวลาสิ้นสุด ต.ค.65 ซึ่งดีต่อกลุ่มท่องเที่ยว-โรงแรม

SET Index มีโอกาสเกิด Technical Rebound แต่ Upside จำกัดบริเวณ 1580- 1590 จุด แนวรับที่ 1570 จุด พอร์ตจำลองวันนี้ไม่มีการปรับเปลี่ยน โดยให้ถือเงิน สดสำรอง 15% Top Pick เลือก CENTEL, CRC และ KCE

เงินเฟ้อเร่งตัว ผลักดันธนาคารกลางหลายแห่งใช้นโยบายการเงินตึง ตัวเชิงรุก เพิ่มความเสี่ยงเกิด RECESSION

จุดเริ่มต้นของปัญหาเงินเฟ้อ เริ่มปรากฎให้เห็นมาตั้งแต่ปี 2564 หลังจากสถานการณ์ ระบาดของ Covid-19 คลี่คลาย ทำให้ความต้องการสินค้า-บริการของประเทศพัฒนาแล้ว เพิ่มขึ้น บวกกับเกิดเหตุการณ์สงครามรัสเซีย-ยูเครน ในช่วงเดืน กพ 65 และเกิดกระแส การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อรัสเซีย ผลักดันราคาสินค้าต่างๆเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทำ ให้เงินเฟ้อในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วดีดตัวขึ้นมาอยู่ในช่วง 8 - 9% ขณะที่กลุ่มกำลัง พัฒนาอัตราเงินเฟ้ออยู่ในโซนที่ต่ำกว่าเล็กน้อย ช่วง 4 – 7%

ในไตรมาส 2 ภาวะสงครามรัสเซีย-ยูเครนยังดูยืดเยื้อ และมีการคว่ำบาตรที่เป็นรูปธรรม มากขึ้น หนุนเงินเฟ้อมีโอกาสทรงตัวในระดับสูงได้ในช่วงที่เหลือของปีทำให้ธนาคารกลาง หลายแห่งต้องใช้นโยบายทางการเงินเชิงรุกมากขึ้น ทั้งสหรัฐฯ, อังกฤษ, สวิตเซอร์แลนด์ และอื่นๆ แต่ต้องแลกมากับความกังวลการเกิด Recession ในอนาคตอันใกล้ สอดคล้อง กับข้อมูลล่าสุดทางทีมนักวิเคราะห์ Goldman Sachs ได้ออกรายงานว่าโอกาสที่สหรัฐจะ เกิด Recession ในช่วง 2 ปีข้างหน้าได้ถูกปรับขึ้นเป็น 48% แล้ว สูงกว่าในการคาดการณ์ ครั้งก่อนที่ 35% โดยโอกาสที่จะ Recession ขึ้นในปีนี้มีสูงกว่า 30% (ปรับขึ้นจากเดิมที่ 15%) และโอกาสในการเกิด Recession ในปี 2023 จะอยู่ที่ 25% นอกจากนี้ยังปรับลด คาดการณ์ GDP สหรัฐใน Base Case หรือในเคสที่มีโอกาสเกิดขึ้นมากที่สุด สำหรับ 3 ไตรมาสข้างหน้าลงมา โดย Q3'22 +1.75%, Q4'22 +0.75% และ Q1'23 +1% ตามลำดับ

สรุป สงครามที่ยังยืดเยื้อ ก่อให้เกิดภาวะเงินเฟ้อที่เร่งตัว โดยธนาคารกลางหลายแห่ง แก้ไขปัญหาด้วยการเร่งขึ้นดอกเบี้ย ส่งผลให้สุ่มเสี่ยงเกิด Recession ในระยะถัดไป ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่กดดันสินทรัพย์เสี่ยงอย่างตลาดหุ้นทั่วโลก

หลายสัญญาณ แสดงว่า “ตลาดหุ้นน่าจะเป็นการดีดกลับชั่วคราว”

วานนี้ตลาดหุ้นไทยมีการรีบาวน์ 15.31 จุด หรือ 0.98% เป็น 1574.52 จุด อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัยประเมินว่าน่าจะเป็นลักษณะ Technical Rebound ช่วงสั้นๆ เท่านั้น ด้วย เหตุผลต่างๆ ดังนี้

1. ตลาดหุ้นไทยฟื้นขึ้นมา แต่ขาด Volume สนับสนุน แม้ตลาดหุ้นไทยวานนี้ ปรับตัวขึ้นมา 15.31 จุดก็จริง แต่กลับมีมูลค่าซื้อขายเพียง 5.4 หมื่นล้านบาท เท่านั้น ซื้งเป็นมูลค่าซื้อขายต่อวันที่ต่าสุดในปีน

2. ต่างชาติยังคงขายสุทธิ 1.55 พันล้านบาท แม้เห็นการกลับมาซื้อสุทธิสัญญา SET50 Future บ้าง 1.5 หมื่นสัญญา แต่ภาพตลอดทั้งเดือน มิ.ย. 65 (mtd) ยัง เป็นการช็อตสุทธิ 1.22 แสนสัญญา (เป็นเดือนที่ต่างชาติซ็อตสุทธิมากสุดตั้งแต่ ตลาดเก็บข้อมูลมา)

3. หุ้นที่นักลงทุนซื้อและผลักดันตลาดวานนี้ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่เฉพาะกลุ่มหุ้น ที่ลงมาลึกในช่วงก่อนหน้า อาทิ กลุ่ม ENERG, ETRON, ICT, PROP โดยตลาดที่ ขึ้นมา 15.3 จุด กว่าครึ่งเกิดจากแรงผลักของหุ้นพลังงาน, โรงกลั่น และ JTS

ภายใต้ความผันผวนทั้งภาวะเงินเฟ้อที่เผชิญ ความกังวลการเข้าสู่ Recession และ 3 สัญญาณที่กล่าวมาข้างต้น ฝ่ายวิจัยประเมินว่า SET น่าจะเป็นลักษณะ Technical Rebound ช่วงสั้นๆ และยังไม่เห็นสัญญาณการกลับตัวที่ชัด แต่การปรับฐานน่าจะ เบาลงเมื่อเทียบกับช่วงที่ผ่านมา วันนี้ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของ SET Index แนวรับที่ 1570 จุด แนวต้านแรกที่ 1580 จุด และมีแนวต้านถัดไปที่ 1590 จุด

ครม.เคาะ 8 มาตรการ ลด 'ค่าครองชีพประชาชน' 3 เดือน ก.ค.-ก.ย.

วานนี้ ครม.ออกมาตรการลดค่าครองชีพประชาชนจากผลกระทบประชาชนและภาค ธุรกิจอย่างเร่งด่วนในช่วงเวลา 3 เดือน ก.ค. - ก.ย.2565 ประกอบไปด้วย 8 มาตรการ ซึ่งฝ่ายวิจัยฯแบ่งเป็น 4 ข้อหลัก ดังนี้

1. การคงราคาขายปลีกทั้งก๊าซ NGV และ LPG ,ช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยที่ถือบัตร สวัสดิการแห่งรัฐ, ช่วยค่าน้ำมันมอเตอร์ไซด์รับจ้าง

2. การช่วยเหลือส่วนเกินราคาน้ำมันดีเซล 35 บาท ครึ่งหนึ่งและคงค่าการตลาด 1.4 บาท/ลิตร

3. ขอความร่วมมือจากโรงกลั่นน้ำมันในการส่งกำไรบางส่วนเข้าสู่กองทุนน้ำมัน, ขอ ความร่วมมือในการประหยัดพลังงาน

4. มาตรการการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ ส่งเสริมประชุม สัมมนา โดยการ ลดภาษีค่าใช้จ่ายให้บริษัท 1.5 เท่า ในเมืองหลัก และ 2 เท่าในเมืองรอง นอกจากนี้ยังมีต่ออายุ มาตรการเราเที่ยวด้วยกันเฟส 4 ขยายสิทธิ์เพิ่ม 1.5 ล้าน สิทธิ์

ประเด็นมาตรการเศรษฐกิจ เพื่อบรรเทาผลกระทบของประชาชนอันเนื่องมาจากราคา พลังงานที่ปรับสูงขึ้น สำหรับผลกระทบต่อกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันแล้วถือว่าผ่อนคลายกว่า ที่คาดว่า โดยเป็นเพียงการขอความร่วมมือ ขณะที่เม็ดเงินที่จะดึงเงินจากโรงแยกก๊าซ เข้ากองทุนน้ำมันได้500 – 1,000 ล้านบาท/เดือน (เดิมตลาดประเมินไว้ราว 1,000 – 2,000 ล้านบาท/เดือน) ช่วยหนุนให้หุ้นกลุ่มโรงกลั่นรีบาวน์ขึ้นมาช่วงสั้นได้โดยวานนี้ TOP ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.0% PTTGC +1.7% BCP +3.4% ESSO +6.5% SPRC +3.5% แนะนำเก็งกำไร TOP, PTTGC ส่วนประเด็นมาตการกระตุ้นการเปิดเมืองมาก ขึ้นทั้งการส่งเสริมการประชุม และต่ออายุมาตการเราเที่ยวด้วยกันเฟส 4 แนะนำ CRC, CENTEL, ERW, AAV, AOT (BK:AOT), BEM

ส่วนหุ้น Top pick วันนี้แนะนำ หุ้นเปิดเมืองหนึ้สินต่ำ มีเกราะป้องกันดอกเบี้ยขาขึ้น CRC, CENTEL และหุ้นชิ้นส่วนได้ประโยชน์บาทอ่อน KCE

บทความนี้จัดทำและเผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์ ASIA Plus Securities

ความคิดเห็นล่าสุด

การเปิดเผยความเสี่ยง: การซื้อขายตราสารทางการเงินและ/หรือเงินดิจิตอลจะมีความเสี่ยงสูงที่รวมถึงความเสี่ยงต่อการสูญเสียจำนวนเงินลงทุนของคุณบางส่วนหรือทั้งหมดและอาจไม่เหมาะสมกับนักลงทุนทั้งหมด ราคาของเงินดิจิตอลแปรปรวนอย่างมากและอาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกต่าง ๆ เช่น เหตุการณ์ทางการเงิน กฎหมายกำกับดูแล หรือ เหตุการณ์ทางการเมือง การซื้อขายด้วยมาร์จินทำให้ความเสี่ยงทางการเงินเพิ่มขึ้น
ก่อนการตัดสินใจซื้อขายตราสารทางการเงินหรือเงินดิจิตอล คุณควรตระหนักดีถึงความเสี่ยงและต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายในตลาดการเงิน ควรพิจารณาศึกษาอย่างรอบคอบในด้านวัตถุประสงค์การลงทุน ระดับประสบการณ์ และ การยอมรับความเสี่ยงและแสวงหาคำแนะนำทางวิชาชีพหากจำเป็น
Fusion Media อยากเตือนความจำคุณว่าข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้ไม่ใช่แบบเรียลไทม์หรือเที่ยงตรงแม่นยำเสมอไป ข้อมูลและราคาที่แสดงไว้บนเว็บไซต์ไม่ใช่ข้อมูลที่ได้รับจากตลาดหรือตลาดหลักทรัพย์เสมอไปแต่อาจได้รับจากผู้ดูแลสภาพคล่องและดังนั้นราคาจึงอาจไม่เที่ยงตรงแม่นยำและอาจแตกต่างจากราคาจริงในตลาดซึ่งหมายความว่าราคานี้เป็นเพียงราคาชี้นำและไม่เหมาะสมสำหรับวัตถุประสงค์เพื่อการซื้อขาย Fusion Media และผู้ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้จะไม่รับผิดชอบใด ๆ สำหรับความเสียหายหรือการสูญเสียที่เป็นผลมาจากการซื้อขายของคุณหรือการพึ่งพาของคุณในข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้
ห้ามใช้ จัดเก็บ ทำซ้ำ แสดงผล ดัดแปลง ส่งผ่าน หรือ แจกจ่ายข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้โดยไม่ได้รับการอนุญาตล่วงหน้าอย่างชัดแจ้งแบบเป็นลายลักษณ์อักษรจาก Fusion Media และ/หรือจากผู้ให้ข้อมูล ผู้ให้ข้อมูลขอสงวนสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาและ/หรือการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้
Fusion Media อาจได้รับผลตอบแทนจากผู้โฆษณาที่ปรากฎบนเว็บไซต์โดยอิงจากปฏิสัมพันธ์ของคุณที่มีกับโฆษณาหรือผู้โฆษณา
เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษของเอกสารฉบับนี้เป็นเวอร์ชั่นหลักซึ่งจะเป็นเวอร์ชั่นที่เหนือกว่าเมื่อใดก็ตามที่มีข้อขัดแย้งไม่สอดคล้องตรงกันระหว่างเอกสารเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษกับเอกสารเวอร์ชั่นภาษาไทย