KOSPI ของเกาหลีใต้หยุดการซื้อขายชั่วคราวหลังดิ่งกว่า 5% จาก SK Hynix และ Samsung
ปัจจัยแวดล้อมทางพื้นฐานวันนี้ยังไม่มีประเด็นใหม่เข้ามา ความกังวลหลักยังคงอยู่ ที่อัตราเงินเฟ้อที่อยู่ระดับสูง และมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น โดยในบ้านเรา เชื่อว่าจะเห็น การไต่ระดับขึ้นของเงินเฟ้อ ในเดือน ก.ค. และขึ้นไปสูงสุดบริเวณ 10% ในช่วง เดือน ส.ค.65 อันจะเป็นแรงหลักดันให้ กนง. ต้องพิจารณาปรับขึ้นดอกเบี้ย โดย หากปรับขึ้น 3 ครั้ง ในปีนี้ เราเชื่อว่าที่ SET Index บริเวณ 1570 จุด สามารถรับ แรงกดดันดังกล่าวได้ ดังนั้นในบริเวณที่ต่ำกว่า 1570 จุด จึงเป็นพื้นที่ซึ่งนักลงทุน สามารถทยอยซื้อหุ้นสะสมได้ ส่วนประเด็นปลีกย่อยอื่นที่เข้ามาเช่น ความคืบหน้า ของการจัดเก็บภาษีลาภลอยจากราคาที่ดีที่ปรับสูงขึ้นอันเนื่องมาจากลงทุนใน โครงสร้างพื้นฐานของรัฐ , การขอส่วนแบ่งกำไรโรงกลั่น รวมถึงการรอผลสรุป ดอกเบี้ยเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ เป็นประเด็นที่มีผลกระทบเฉพาะกลุ่ม
SET Index มีโอกาสเกิด Technical Rebound กรอบ 1545 – 1570 จุด พอร์ต จำลองวันนี้ แนะนำให้ลดน้ำหนักBBLจาก 15% เหลือ 10% ให้นำเงินเข้าซื้อ KCE น้ำหนัก 5% ถือเงินสดสำรอง 15% Top Pick เลือก CENTEL, CRC และ KCE
ศาลไม่ระงับการพิจารณาของ กสทชต่อดีลควบรวม
หลังจากที่นายณภัทร วินิจฉัยกุล ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการติดตามและประเมินผล การปฏิบัติงานของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการ โทรคมนาคม (กสทช.) หรือ ซูเปอร์บอร์ด ได้ยื่นฟ้อง กสทช. ต่อศาลปกครองกลางไป เมื่อ 5 พ.ค. 65 เรื่องที่ กสทช. ได้ออกประกาศเรื่องมาตรการกำกับดูแลการควบรวม กิจการฯ ในปี 2561 ซึ่งทำให้ กสทช. ไม่มีอำนาจที่จะอนุญาต หรือไม่อนุญาตให้ทำการ ควบรวม ทำได้เพียงรับทราบเท่านั้น และขอให้ศาลฯมีคำสั่งคุ้มครองฉุกเฉิน ให้ระงับ การควบรวมจนกว่าคดีที่ กสทช. ถูกฟ้องนี้จะถึงที่สุด ล่าสุดศาลปกครองได้มีคำสั่ง/คำ วินิจฉัย ดังนี้
• ไม่ทุเลา (ไม่ระงับการพิจารณาการควบรวมของ กสทช.)
• แม้การรวมธุรกิจกัน ต้องแจ้ง กสทช. ไม่น้อยกว่า 90 วัน ตามประกาศเรื่อง มาตรการกำกับดูแลการควบรวมฯ (ปี 2561) แต่การรายงานดังกล่าวถือเป็น การขออนุญาตจาก กสทช. ตามประกาศเรื่องมาตรการป้องกันมิให้มีการ กระทำอันผูกขาดฯ (ปี 2549) ซึ่งระบุว่าการถือครองธุรกิจในบริการประเภท เดียวกัน โดยการเข้าซื้อหรือถือหุ้นเกินกว่า 10% ของผู้รับใบอนุญาตรายอื่น หรือการเข้าซื้อสินทรัพย์เพื่อควบคุมหรือบริหารธุรกิจของผู้รับอนุญาตรายอื่น จะกระทำมิได้ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจาก กสทช.
ฝ่ายวิจัยมองว่าข่าวนี้เป็น sentiment เชิงบวกต่อทั้งหุ้น TRUE และ DTAC ในระยะ สั้น เพราะเมื่อศาลไม่ได้มีคำสั่งคุ้มครองฉุกเฉินออกมาตามคำร้อง ทำให้ขั้นตอนการ พิจารณาของ กสทช. เรื่องการควบรวมจะดำเนินไปได้ตามปกติ คือ รอข้อสรุปจาก 3 ขั้นตอน คือ 1) จัดรับฟังความคิดเห็นจาก Focus group 3 กลุ่ม, 2) ตั้งคณะทำงาน ของสำนักงาน กสทช. และที่ปรึกษาอิสระ เพื่อศึกษาผลกระทบทางเศรษฐศาสตร์และ สังคม และ 3) จัดตั้งคณะอนุกรรมการ 4 ด้าน คือ ด้านกฎหมาย ด้านคุ้มครองผู้บริโภค และสิทธิพลเมือง ด้านเทคโนโลยี ด้านเศรษฐศาสตร์ เพื่อวิเคราะห์การควบรวม
ทั้งนี้กระบวนการได้ผ่าน 2 ขั้นตอนแรกไปแล้ว จึงเหลือเพียงรอผลการวิเคราะห์ คณะอนุกรรมการทั้ง 4 ด้าน ในขั้นตอนที่ 3 ซึ่งน่าจะมีข้อสรุปได้ภายในเดือน มิ.ย. 65 นี้ และภายหลังจากได้รับข้อสรุปทั้งหมดแล้ว น่าจะเห็นความชัดเจนจาก กสทช. ได้ภายใน 10 ก.ค. 65 นี้
รัฐเล็งปัดฝุ่นเก็บภาษีลาภลอย แต่ยังต้องผ่านอีกหลายกระบวนการ
ตามที่เป็นข่าววานนี้ (20 มิ.ย. 2565) ว่ากระทรวงการคลังมีแนวคิดที่จะกลับมาผลักดัน กฎหมายภาษีลาภลอย หรือ Windfall Tax โดยให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กลับไปศึกษาและพิจารณาใหม่อีกครั้ง หลังเมื่อ ก.ค. 2561 ทางคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติร่าง พ.ร.บ. ภาษีการได้รับประโยชน์จากการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคขั้น พื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของรัฐ พ.ศ 2561 หรือภาษีลาภลอย (Windfall Tax) แต่ ยังไม่ได้รับการสานต่อแต่อย่างใด
ภาษีลาภลอยเคยเป็นประเด็นที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2561 ซึ่งถือเป็นภาระภาษีตัวใหม่ที่ทาง ภาครัฐมีแผนจัดเก็บ โดยกำหนดจะเก็บภาษีจากมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ที่สูงขึ้น และมี การซื้อ -ขาย เปลี่ยนกรรมสิทธิ์ในอัตราเพดาน 5% ของมูลค่าส่วนเพิ่ม โด ย อสังหาริมทรัพย์ที่เป็นเป้าหมายได้แก่ อสังหาริมทรัพ์ที่อยู่รัศมีไม่เกิน 5 กม. จากตัว สถานีขึ้นลงไม่ว่าจะเป็นโครงการรถไฟความเร็วสูง, รถไฟรางคู่, รถไฟฟ้าขนส่งมวลชน, ท่าเรือ, สนามบิน โครงการทางด่วนพิเศษ และโครงการอื่น ๆ ที่กำหนดในกฎกระทรวง โดยภาษีตัวนี้จะเก็บเฉพาะราคาที่ดินปรับสูงขึ้น เนื่องจากผลของโครงการ สาธารณูปโภค โดยหักตัวมูลค่าอาคารออกไป
ทั้งนี้การจัดเก็บภาษี จะแบ่งเป็น 2 ช่วง ดังนี้ ช่วงแรก คือ ช่วงตั้งแต่วันลงนามใน สัญญาก่อสร้างโครงการสาธารณูปโภคนั้นๆ จนถึงวันตรวจรับมอบโครงการ (หรือ เรียกว่าเป็นช่วงระหว่างการก่อสร้างโครงการสาธารณูปโภค) การซื้อขายที่ดินในช่วงนี้ จะถูกจัดเก็บภาษี windfall Tax ในทุกครั้งที่มีการซื้อขายเปลี่ยนมือ โดยเก็บภาษี เฉพาะมูลค่าที่ดินที่ปรับเพิ่มขึ้น โดยใช้ฐานราคาประเมินของกรมธนารักษ์ ณ วันที่ ได้รับที่ดินแปลงนั้นมา กับราคาประเมินที่ดินในช่วงระหว่างก่อสร้างโครงการนั้น (ช่วง ระหว่างการก่อสร้างโครงการสาธารณูปโภค) ช่วงที่สอง คือ ช่วงที่ก่อสร้างโครงการ สาธารณูปโภคนั้นแล้วเสร็จ จะเก็บภาษีเพียงครั้งเดียว ( One Time) ไม่ได้เก็บทุกครั้งที่ เปลี่ยนมือ
โดยเก็บภาษีจากมูลค่าที่ปรับเพิ่มขึ้น เฉพาะที่ดิน หรือห้องชุดเฉพาะส่วนที่ใช้ประโยชน์ เชิงพาณิชย์ที่มีมูลค่าสูงกว่า 50 ล้านบาทขึ้นไปเท่านั้น มูลค่าที่ดินที่ต่ำกว่านี้ไม่มีภาระ ภาษี และยกเว้นที่ดินที่อยู่อาศัยและที่ดินเกษตรกรรม
ในความเห็นของฝายวิจัย มองว่าการผลักดันกฎหมายภาษีลาภลอย ไม่น่าจะใช้เรื่อง ง่ายและต้องใช้ระยะเวลาในการผลักดันอีกนาน เนื่องจากมีหลายขั้นตอน โดยหาก สศค.พิจารณาและเห็นชอบ ขั้นตอนต่อไปก็จะนำเข้าสู่วาระการประชุมครม. เพื่อ พิจารณาอีกครั้ง หลังจากนั้นก็จะส่งให้คณะกรรมการกฎษฏีกาตรวจสอบความถูกต้องและการไม่ขัดกันของกฎหมาย เพื่อนำส่งเข้าสู่สภาผู้แทนราษฏร เพื่อพิจารณา 3 วาระ ต่อด้วยการพิจารณาของวุฒิสภาอีก 3 วาระ ก่อนนำเข้าทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระ ปรมาภิไธย และประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้มีผลบังคังใช้เป็นกฎหมาย ซึ่งจาก ขั้นตอนที่กล่าวถึงเห็นได้ว่ายังต้องผ่านอีกหลายกระบวนการกว่าจะได้บทสรุป
นอกจากนี้เห็นว่าภาษีลาภลอยดังกล่าว มีวิธีการจัดเก็บที่ซ้ำซ้อนคล้าย ๆ กับ ภาษี ธุรกิจเฉพาะ ซึ่งจัดเก็บในอัตรา 3.3% ของราคาซื้อ-ขายจริง (ผู้ขายเป็นฝ่ายต้องเสีย ภาษี) รวมถึงยังมีภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งหากโครงการก่อสร้างสาธารณูปโภค พื้นฐานทำให้ราคาอสังหาริมทรัพย์สูงขึ้น ก็น่าจะถูกสะท้อนอยู่ในราคาซื้อขาย ซึ่งเป็น ฐานภาษีอยู่แล้ว
แต่อย่างไรก็ดีหากพิจารณารายละเอียดในการจัดเก็บภาษี ที่ระบุถึงการเก็บภาษีที่ เกิดขึ้นจากมูลค่าที่ปรับเพิ่มขึ้น เฉพาะที่ดินหรือห้องชุดเฉพาะส่วนที่ใช้ประโยชน์เชิง พาณิชย์ที่มีมูลค่าเกิน 50 ล้านบาทขึ้นไป โดยยกเว้นที่ดินที่อยู่อาศัย ทำให้มองว่าไม่ น่าจะมีผลกระทบต่อธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อขายอย่างมีนัยฯ โดยกลุ่มที่มีพอร์ต แนวราบแทบไม่ได้รับผล เนื่องจากโครงการส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ใกล้โครงการรถไฟฟ้า/ ขนส่งมวลชน ส่วนคอนโดฯ อาจได้รับผลกระทบเฉพาะโครงการที่ใกล้รถไฟฟ้า และที่ ประกอบธุรกิจ Mixed use โดยมีพื้นที่พาณิชยกรรม ซึ่งไม่ใช้ทุกโครงการที่มี และพื้นที่ ดังกล่าวไม่ได้มีขนาดใหญ่ เมื่อเทียบกับขนาดที่ดินสำหรับการอยู่อาศัย ขณะที่ธุรกิจ อสังหาฯ เพื่อการพาณิชยกรรม น่าจะได้รับผลกระทบมากกว่า หากกฎหมายเกิดขึ้นจริง
โดยสรุปแม้ประเด็นดังกล่าว อาจสร้าง Sentiment ลบต่อธุรกิจอสังหาฯ แต่ฝ่าย วิจัยประเมินว่ากฎหมายภาษีดังกล่าวยังต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะมีผลบังคับใช้ อีก ทั้งอาจถูกมองว่าเป็นการจัดเก็บที่ซ้ำซ้อนกับภาษีเดิม อย่างภาษีธุรกิจเฉพาะ และ ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง รวมถึงการจัดเก็บเฉพาะในส่วนของมูลค่าที่ดิน และ ครอบคลุมเฉพาะพื้นที่ที่มีการก่อสร้างโครงการสาธารณูปโภคพื้นฐานใหม่เท่านั้น ไม่รวมถึงสาธารณูปโภคเดิมที่มีอยู่
แรงกดดันการเข้ามาของหุ้น IPO ขนาดใหญ่ และหุ้นเข้าออกดัชนี SET50 - SET100
วานนี้ตลาดหลักทรัพย์ประกาศรายชื้อหุ้นเข้าออก SET50 และ SET100 รอบ 2H65 มี ผลในช่วง 1 ก.ค. – 31 ธ.ค. 65 โดยมีหุ้นเข้าออก SET50 3 คู่ และหุ้นออก SET100 4 คู่ ดังภาพทางด้านล่าง ซึ่งส่วนใหญ่รายชื่อเป็นไปตามที่ฝ่ายวิจัยฯ ประเมินในช่วงก่อน หน้า
และตามสถิติในอดีตในช่วง 2 สัปดาห์ก่อนมีผลบังคับใช้ โดยเฉพาะหุ้นที่เข้า SET50 หุ้นมีโอกาสขยับขึ้นได้เฉลี่ย +3% ตรงกันข้ามกับหุ้นที่ถูกคัดออกมีโอกาส ปรับตัวลดลงเฉลี่ย -3.3%
แต่การปรับพอร์ตหุ้นเข้าออก SET50 ในช่วงที่เหลือของปียังไม่จบ เพราะคาดว่าจะมี หุ้น IPO ขนาดใหญ่ถึง 2 บริษัท มีโอกาสเข้าจดทะเบียน และ Fast Track เข้าดัชนี SET50 ได้ ในช่วงเวลา 2H65 นี้ จึงอาจจะเบียดให้หุ้นมี Market Cap เล็กสุด 2 อันดับ สุดท้ายใน SET50 ตกชั้นมาอยู่แค่ดัชนี SET100 เท่านั้นได้
เบื้องต้นฝ่ายวิจัยฯ จึงประเมินว่าปัจจุบันมีหุ้นอะไรอยู่ในความเสี่ยงตกชั้น SET50 2 บริษัท คือ IRPC, SAWAD มีความเสี่ยงสูงสุด และหุ้นอื่นที่มีความเสี่ยงรองลงมา คือ TISCO , KCE, BLA เป็นต้น ทั้งนี้ต้องรอดูลำดับ Market Cap ในวันที่หุ้น ขนาดใหญ่เข้าตลาดในวันแรกอีกทีหนึ่ง
นอกจากนี้หากดูสถิติในอดีตเวลาที่หุ้นขนาดใหญ่เตรียมเข้าตลาด 1 เดือน พบว่า หุ้นใน อุตสาหกรรมเดียวกัน มักจะปรับตัวลดลงแรงกว่าปกติ อาทิ 1 เดือนก่อน AWC เข้าตลาด หุ้นกลุ่ม PROP ปรับตัวลง -6.8% หรือตอน 1 เดือน ก่อนหุ้น CRC เข้าตลาด หุ้นกลุ่ม COMM ปรับตัวลง -10.6% แม้ว่าปกติหุ้นทั้ง 2 กลุ่ม จะมี Beta ต่ำ แต่ในช่วงเวลานั้นก็ปรับฐานแรงกว่า SET Index มาก
ในอดีตก่อนหุ้น IPO ขนาดใหญ่เข้าตลาด 1 เดือน มักกดดันหุ้นกลุ่มเดียวกันย่อ ตัวลง
ฝ่ายวิจัยประเมินว่าส่วนหนึ่งเกิดจากการเตรียมเงิน Rebalance พอร์ตของกองทุนไทย และต่างประเทศ ซึ่งปกติมักจะมีข้อกำหนดหรือวิธีการลงทุนแบบ Fully Invest อยู่ แล้ว หรืออาจจะถือเงินสดเพียงเล็กน้อยในบางช่วงเวลาเท่านั้น ทำให้การเตรียมเงินใน การซื้อหุ้นขนาดใหญ่ในระยะเวลาสั้นๆ นั้นจะเลือกลดพอร์ตการลงทุนในหุ้นกลุ่มหรือ อุตสาหกรรมเดียวกันเป็นลำดับแรกๆ ก่อน ส่งผลให้หุ้นกลุ่มเดียวกันถูกกดดันใน ช่วงเวลาสั้นๆ ได้
ดังนั้นในช่วงเวลาเร็วๆ นี้ อาจเห็นการปรับพอร์ตของกองทุนไทยและต่างประเทศ เพื่อเตรียมซื้อหุ้นประกันขนาดใหญ่ กดดันหุ้นกลุ่ม BANK, FIN, INSUR ในช่วงสั้นๆ เช่นเดียวกับสถิติในอดีตที่กล่าวไว้ข้างต้น แต่อย่างไรก็ตามประเด็นกดดันดังกล่าว ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับ Valuation ของหุ้นแต่อย่างใด ดังนั้นหากย่อตัวลงมา อาจเป็นโอกาสในการสะสมสำหรับการลงทุนในระยะกลางถึงยาวได้รวมถึงหุ้นกลุ่ม BANK และ INSUR ยังเป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์เวลาดอกเบี้ยเป็นขาขึ้น
เงินเฟ้อสูง ผลักดันราคาสินค้าและบริการสูงตาม กลยุทธ์ชอบหุ้นเปิด เมือง + บาทอ่อนอย่าง CRC CENTEL KCE
เหตุการณ์สงครามรัสเซีย-ยูเครน ในช่วงเดือน กพ 65 ก่อเกิดกระแสการคว่ำบาตรทาง เศรษฐกิจต่อรัสเซีย ผลักดันราคาสินค้าต่างๆเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้เงินเฟ้อใน กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วดีดตัวขึ้นมาอยู่ในช่วง 8 - 9% ดังรูปด้านล่าง ประเด็นดังกล่าว ส่งผลให้ธนาคารกลางหลายแห่งใช้นโยบายทางการเงินเชิงรุกมากขึ้น ทั้งสหรัฐฯ, อังกฤษ, สวิตเซอร์แลนด์และประเทศอื่นๆ จึงทำให้นักลงทุนกังวลการเกิด Recession ในอนาคตอันใกล้ และกดดันสินทรัพย์เสี่ยงอย่างตลาดหุ้นอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่ประเทศไทย อัตราเงินเฟ้อเดือน พค อยู่ที่ 7.1%YoY และมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่าง ต่อเนื่องจากแรงผลักดันของราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้น ทั้งราคาน้ำมันดิบ และราคาสินค้าโภค ภัณฑ์ต่างๆ บวกกับฐานเงินเฟ้อในปีที่แล้ว โดยเดือน มิ.ย.64 ซึ่งจะเป็นฐานคำนวนเงิน เฟ้อเดือน มิ.ย.65 อยู่ที่ 99.9 จุด เดือน ก.ค.64 อยู่ที่ 99.8 จุด และ เดือน ส.ค.64 ลดลง ไปอยู่ที่ 99.6 จุด ขณะที่ CPI ปี 2565 เดือน พ.ค.65 อยู่ที่ 106.6 หากกำหนดให้ CPI
เพิ่มขึ้นท่าค่าเฉลี่ยในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ที่ 0.9%MoM จะผลักดันให้อัตราเงินเฟ้อ เดือน มิ.ย.65 - ส.ค.65 ปรับขึ้นไปอยู่ในช่วง 7.6 – 9.9% และยังมีแน้วโน้มเพิ่มขึ้นจาก มาตรการช่วยเหลือเพื่อลดค่าครองชีพต่างๆ ทยอยลดลง อาทิ มาตการอุ้มดีเซลจาก 30 บาท/ลิตร ในช่วงปลายเดือน เม.ย. 65 ปัจจุบันขยับขึ้นมาอยู่ที่ 35 บาท/ลิตร เป็นต้น ส่งผลให้ธปท.มีโอกาสสูงที่จะขึ้นดอกเบี้ยในช่วง 3 ครั้งที่เหลือของปี(ครั้งละ 0.25%) มา อยู่ที่ 1.25% และทำให้ Forward PE เหลือ 17.66 เท่า ซึ่งคิดเป็น SET Index เป้าหมาย ที่บริเวณ 1570 จุด (สมมุติฐาน MEYG ที่ 4.4%)
ส่วนทิศทาง SET Index วันนี้คาดแกว่งในกรอบ 1545-1580 จุด โดยกลยุทธ์การ ลงทุนเลือกหุ้นเปิดเมืองกำไรทยอยรับรู้ในช่วงที่เหลือของปีนี้และมีหนี้สินต่อทุนต่ำ เมื่อเทียบกับกลุ่ม ถือเป็นเกราะป้องกันช่วงดอกเบี้ยขาขึ้นำได้ดี อย่าง CRC CENTEL และหุ้นได้ประโยชน์บาทอ่อนค่า อย่าง KCE เป็น Toppicks
บทความนี้จัดทำและเผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์ ASIA Plus Securities








