เปิดแอป

ความกังวลเงินเฟ้อ + ขึ้นดอกเบี้ย ปกคลุม

ในบทความนี้:

ภาพใหญ่ของตลาดหุ้นทั่วโลกยังถูกปกคลุมด้วยความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ซึ่งอยู่ใน ระดับสูง และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยภาวะดังกล่าวจะตามมาด้วยการใช้ นโยบายการเงินตึงตัวของธนาคารกลางประเทศต่างๆ ล่าสุด Fed ตัดสินใจปรับขึ้น ดอกเบี้ยนโยบาย 0.75% มาอยู่ที่ 1.75% และคาดว่าในการประชุม 4 รอบ ที่เหลือ ของปีอาจเห็นการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีก 1.5 – 1.75% ซึ่งก็หมายความว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อครั้งในอัตรา 0.5%-0.75% ยังจะมีโอกาส เกิดขึ้นได้อีก ส่วนในบ้านเราสัญญาณการเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อยังชัดเจน โดยหากอยู่ บนสมมุติฐานว่าการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าบริการ ซึ่งจะสะท้อนผ่าน CPI เพิ่มใน อัตรา 0.9% ต่อเดือน เราอาจเห็นตัวเลขเงินเฟ้อในบ้านเราสูงสุดบริเวณ 10% YoY ในช่วงเดือน ส.ค.65 ภาวะดังกล่าวเป็นตัวเร่งให้ กนง. ต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ย

SET Index อยู่ในกรอบ 1550 - 1580 จุด พอร์ตจำลองวานนี้Stop profit BLA รับกำไร 15% Cut Loss CPALL (BK:CPALL) ขาดทุน 5.5%ให้นำเงินสด 10% ซื้อ CENTEL และเพิ่มเงินสดสำรองเป็น 25% หุ้น Top Pick เลือก CENTEL, CPF และ MAJOR

เงินเฟ้อเร่งตัว ผลักดันธนาคารกลางหลายแห่งใช้นโยบายการเงินเชิง รุก กดดันสินทรัพย์เสี่ยงอย่างตลาดหุ้น

จุดเริ่มต้นของปัญหาเงินเฟ้อ เริ่มปรากฎให้เห็นมาตั้งแต่ปี 2564 หลังจากสถานการณ์ ระบาดของ Covid-19 คลี่คลาย ทำให้ความต้องการสินค้า-บริการของประเทศพัฒนา แล้วเพิ่มขึ้น ขณะที่อุปทานในหลายส่วนของโลกยังกลับมาได้อย่างจำกัด บวกกับเกิด เหตุการณ์สงครามรัสเซีย-ยูเครน ในช่วงเดือน กพ 65 และเกิดกระแสการคว่ำบาตร ทางเศรษฐกิจต่อรัสเซีย ผลักดันราคาสินค้าต่างๆเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้เงินเฟ้อ ในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วดีดตัวขึ้นมาอยู่ในช่วง 8 - 9% ขณะที่กลุ่มกำลังฒนาอัตรา เงินเฟ้ออยู่ในโซนที่ต่ำกว่าเล็กน้อย ช่วง 4 – 7%

ภาวะเงินเฟ้อระดับสูง ทำให้ธนาคารกลางหลายแห่งในสัปดาห์นี้ใช้นโยบายทางการเงิน เชิงรุกมากขึ้น เริ่มที่สหรัฐฯ ปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้น 0.75% มาอยู่ที่ 1.75% , ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่ระดับ 1.25% , ธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจาก -0.75% สู่ระดับ -0.25% รวมถึงธนาคารกลางฮังการี บราซิล ไต้หวัน ฮ่องกง และอาร์เจนตินา ต่างก็ประกาศขึ้น อัตราดอกเบี้ยเช่นกัน จึงทำให้นักลงทุนกังวลการเกิด Recession ในอนาคตอันใกล้ และกดดันตลาดหุ้นอย่างต่อเนื่องโดยตลาดหุ้นสหรัฐฯปรับตัวลง -2.4-4.1% ยุโรป ปรับตัวลง2.3-3.3% ขณะที่ Bond Yield 10 ปีสหรัฐฯปรับตัวลง 2.7% มาอยู่ที่ 3.20%

ส่วนประเทศไทย แม้มติที่ประชุม กนง.ล่าสุดยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.5% แต่ด้วยอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ระดับสูงในเดือน พ.ค.65 และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ในช่วง 2 -3 เดือนข้างหน้าจากราคาสินค้าต่างๆที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ เป็นแรงกดดันให้ กนง. ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในอนาคต ซึ่งการประชุมครั้งหน้าวันที่ 10 สค 65 ห่างกับ ปัจจุบันพอสมควร จึงอาจเห็นการจัดประชุมวาระพิเศษ โดยฝ่ายวิจัยฯคาดธปท.จะ ขึ้นดอกเบี้ย 2-3 ครั้งภายในปีนี้ (0.50%-0.75%) เพื่อลดผลกระทบดังกล่าว

ภาครัฐฯเล็งเก็บเงินเข้ากองทุน กระทบกลุ่มโรงกลั่นและโรงแยกก๊าซฯ

วานนี้มีการประชุมหารือมาตรการเศรษฐกิจ เพื่อบรรเทาผลกระทบของประชาชนอัน เนื่องมาจากราคาพลังงานที่ปรับสูงขึ้นที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีมติเห็นชอบ มาตรการใหม่ คือ ขอความร่วมมือกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันเป็นระยะเวลา 3 เดือน (ก.ค.-ก.ย. 65)

1) นำส่งกำไรค่าการกลั่นน้ำมันดีเซลเพื่อนำเข้าสู่กองทุนน้ำมัน โดยคาดว่าจะจัดเก็บได้ ประมาณ 5-6 พันล้านบาทต่อเดือน

2) นำส่งกำไรจากค่าการกลั่นน้ำมันเบนซินเพื่อลดราคาขายปลีกน้ำมันเบนซิน 1 บาท ต่อลิตร โดยคาดว่าจะจัดเก็บได้ 1 พันล้านบาทต่อเดือน นอกจากนี้ขอความร่วมมือโรง แยกก๊าซส่งกำไรส่วนเกิน 50% เข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยคาดว่าจะจัดเก็บได้ 1.5 พันล้านบาทต่อเดือน

เหตุการณ์ดังกล่าวคาดจะส่งผลกระทบต่อกำไรกลุ่มฯในปี 2565 อย่างแน่นอน อย่างไร ก็ตามยังเป็นเพียงข้อเสนอจากทางภาครัฐ เพราะจากการสอบถามไปยังกลุ่มโรงกลั่น (TOP, PTTGC, IRPC, SPRC, ESSO, BCP) และโรงแยกก๊าซฯ (PTT (BK:PTT)) พบว่ายังไม่มี รายละเอียดที่ชัดเจนและข้อสรุปจากผู้ประกอบการ สะท้อนให้เห็นว่าในทางปฏิบัติยังมี ความไม่แน่นอนสูงว่าจะปฎิบัติได้จริงหรือไม่ และผู้ประกอบการจะยอมรับข้อเสนอของ ภาครัฐหรือไม่ เพราะถือเป็นการแทรกแซงจากภาครัฐโดยตรง ซึ่งบิดเบือนจากในอดีตที่ ธุรกิจโรงกลั่นเป็นไปตามกลไกตลาดเสรี ไม่มีการควบคุมค่าการกลั่น ซึ่งก็มีทั้งช่วงที่โรง กลั่นได้กำไร และขาดทุน ทั้งนี้ในมุมมองของฝ่ายวิจัย ค่าการกลั่นที่ปรับตัวสูงขึ้นใน ปัจจุบันมาจากสถานการณ์รัสเซีย-ยูเครน ทำให้ supply โดยรวมของตลาดโลกปรับตัว ลดลง ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ที่อยู่ในภาวะผิดปกติ และอาจจะเป็นเพียงชั่วคราวเท่านั้น ดังนั้นหากภาครัฐเข้ามาแทรกแซงบังคับให้ปรับลดค่าการกลั่นเพื่อให้ราคาขายปลีก หน้าโรงกลั่นปรับลดลง ก็อาจทำให้ผู้ประกอบการหันไปส่งออกมากขึ้นเพราะได้ราคาสูง กว่าการขายในประเทศ รวมถึงทำให้ความน่าสนใจในการลงทุนในหุ้นกลุ่มโรงกลั่น ลดลงอย่างมาก เพราะอาจจะเกิดเหตุการณ์แทรกแซงได้อยู่เสมอ ถ้ากลไกการค้าเสรีถูก บิดเบือน

ฝ่ายวิจัยได้มีการประเมินเบื้องต้น หากภาครัฐจะเข้ามาแทรกแซงกลุ่มโรงกลั่น จะ กระทบต่อผู้ประกอบการโดยโรงกลั่นแต่ละโรงจะผลิตผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปแต่ละ ชนิดในสัดส่วนที่แตกต่างกัน และในแต่ละผลิตภัณฑ์ก็จะมี spread (ราคาผลิตภันฑ์- ต้นทุนน้ำมันดิบ) ที่แตกต่างกัน ซึ่งจะเห็นได้ว่าในช่วงปี 2555-2562 spread ผลิตภัณฑ์ น้ำมันสำเร็จรูปหลักๆ ได้แก่ ก๊าซออยล์, ก๊าซโซลีน และเจ็ท อยู่ที่ราว 10-15 เหรียญฯ

ต่อบาร์เรล หรือราว 2.1-3.2 บาทต่อลิตร ซึ่งถือเป็นกำไรขั้นต้นจากการขายผลิตภัณฑ์ หลักทั้ง 3 ชนิดดังกล่าว แต่เนื่องจากโรงกลั่นยังผลิตผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปที่มีกำไร ขั้นต้นติดลบ ได้แก่ น้ำมันเตา เป็นส่วนประกอบด้วย ดังนั้นเมื่อมาเฉลี่ยกันแล้วค่าการ กลั่นหรือกำไรขั้นต้น ก็จะไม่สูงเท่ากับ spread ของน้ำมันหลักเท่านั้น นอกจากนี้หาก พิจารณาในช่วงปี 2563-2564 ซึ่งโลกของเราประสบกับปัญหาโควิด-19 ทำให้ความ ต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูปลดลงอย่างมีนัยฯส่งผลให้ spread ผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูป หลักๆ ได้แก่ ก๊าซออยล์, ก๊าซโซลีน และเจ็ท มีการปรับตัวลดลงตามเฉลี่ยเหลือราว 3-8 เหรียญฯต่อบาร์เรล หรือราว 0.6-1.7 บาทต่อลิตร รวมถึงผลิตภัณฑ์น้ำมันเตาก็ติดลบ มากขึ้น ส่งผลให้โรงกลั่นหลายโรงต้องเผชิญกับผลขาดทุน

ดังนั้นแสดงให้เห็นว่าธุรกิจโรงกลั่นในอดีตที่ผ่านมามีทั้งกำไรและขาดทุนตาม สถานการณ์ต่างๆที่เข้ามากระทบ demand และ supply น้ำมันสำเร็จรูปและน้ำมันดิบ โดยต้นทุนเฉลี่ยของโรงกลั่นแต่ละโรงก็ไม่เท่ากัน เฉลี่ย Breakeven ของโรงกลั่นเมื่อ รวมค่าใช้จ่ายหลักๆได้แก่ operating cost, ค่าเสื่อมราคา และดอกเบี้ยจะอยู่ราว 4.5- 7.5 เหรียญฯต่อบาร์เรล หรือราว 1.0-1.6 บาทต่อลิตร

ฝ่ายวิจัยได้ประเมินเบื้องต้นจากค่าการกลั่นในสถานการณ์ปัจจุบันโดยอิงค่าการกลั่น อ้างอิงตลาดสิงคโปร์ที่ราว 30-35 เหรียญฯต่อบาร์เรล (แต่ในความเป็นจริงค่าการกลั่น แต่ละโรงจะไม่เท่ากัน และไม่เท่ากับค่าการกลั่นอ้างอิงตลาดสิงคโปร์ เพราะประเภท ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตได้มีสัดส่วนไม่เท่ากัน) หักด้วย crude premium จากน้ำมันดิบที่ราว 6-8 เหรียญฯต่อบาร์เรล และ fuel loss ราว 1-3 เหรียญฯต่อบาร์เรล จะได้ ค่าการกลั่น เฉลี่ยจะเหลือราว 20-25 เหรียญฯต่อบาร์เรล ซึ่งคือกำไรขั้นต้นที่ราว 4.3-5.4 บาทต่อ ลิตร และเมื่อหักค่าใช้จ่ายหลักๆได้แก่ operating cost, ค่าเสื่อมราคา และดอกเบี้ยที่ อยู่ราว 4.5-7.5 เหรียญฯต่อบาร์เรล หรือราว 1.0-1.6 บาทต่อลิตร จะเหลือเป็นกำไร ราว 3.3-3.8 บาทต่อลิตร ดังนั้นหากกำหนดให้โรงกลั่นทุกๆแห่งสนับสนุนช่วยเหลือ ภาครัฐทุกๆ 1 บาทต่อลิตร เป็นระยะเวลา 1 เดือน จะทำให้กำไรของโรงกลั่นแต่ละแห่ง หายไปเท่ากับ 1.3 พันล้านบาท, 691.6 ล้านบาท, 1.0 พันล้านบาท, 572.4 ล้านบาท, 830.0 ล้านบาท และ 8434.7 ล้านบาท สำหรับโรงกลั่น TOP, PTTGC, IRPC, BCP, ESSO และ SPRC ตามลำดับ ดังสรุปในตาราง ซึ่งประเด็นดังกล่าวจะกดดันราคาหุ้น กลุ่มโรงกลั่นทั้งกลุ่ม รวมถึงโรงแยกก๊าซฯของ PTT ที่ได้รับผลกระทบด้วย

ต่างชาติขายสุทธิในตลาดหุ้นและตลาด TFEX ไทยหนักสุดในปีนี้

วานนี้ SET Index ปรับตัวลดลงแรงถึง -32.44 จุด หรือ -2.04% อยู่ที่ 1561.1 จุด ส่วน หนึ่งเกิดจากการขายสุทธิของนักลงทุนต่างชาติสูงสุดในปีนี้ถึง 5.8 พันล้านบาท พร้อม กับขายสุทธิสัญญา SET50 Futures สูงสุดในปีนี้เช่นเดียวกันถึง 52,437 หมื่นสัญญา

ต่อจากนี้ยังเชื่อว่า Fund Flow มี Momentum ไหลออกจากตลาดหุ้นไทยต่อ หลังจาก FED ปรับดอกเบี้ยนโยบายขึ้น +0.75% ให้ดอกเบี้ยขึ้นมาอยู่ในกรอบ 1.50% - 1.75% ขณะที่ไทยอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่ำเพียง 0.5% จึงทำให้ Spread อัตราดอกเบี้ย นโยบายของไทยกับสหรัฐปัจจุบันห่างกัน -1.25% ซึ่งดูในอดีต Spread มากที่สุด อยู่ราว -1.0% ส่งผลให้ Fund Flow ต่างชาติไหลออกเฉลี่ยถึง 2.1 พันล้านบาท/ วัน และสังเกตได้ว่า Spread ดอกบี้ยไทยสหรัฐยิ่งกว้างมากขึ้นเท่าไหร่ยิ่งมีโอกาส เห็น Fund Flow ไหลออกจากตลาดหุ้นไทยสูงตามไปด้วย (ดังรูปด้านล่าง) อีกทั้ง ยังกดดันให้ค่าเงินมามีแนวโน้มอ่อนค่าต่อ ส่งผลให้ต่างชาติมีโอกาสขาดทุนจาก อัตราแลกเปลี่ยนได้

ส่วนวันนี้ประเมินกรอบการเคลื่อนไหว 1550 – 1580 จุด กลยุทธ์การลงทุนเลือกหุ้น Reopening อย่าง CENTEL MAJOR และหุ้นได้ประโยชน์บาทอ่อน อย่าง CPF เป็น Top pick

บทความนี้จัดทำและเผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์ ASIA Plus Securities

ความคิดเห็นล่าสุด

การเปิดเผยความเสี่ยง: การซื้อขายตราสารทางการเงินและ/หรือเงินดิจิตอลจะมีความเสี่ยงสูงที่รวมถึงความเสี่ยงต่อการสูญเสียจำนวนเงินลงทุนของคุณบางส่วนหรือทั้งหมดและอาจไม่เหมาะสมกับนักลงทุนทั้งหมด ราคาของเงินดิจิตอลแปรปรวนอย่างมากและอาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกต่าง ๆ เช่น เหตุการณ์ทางการเงิน กฎหมายกำกับดูแล หรือ เหตุการณ์ทางการเมือง การซื้อขายด้วยมาร์จินทำให้ความเสี่ยงทางการเงินเพิ่มขึ้น
ก่อนการตัดสินใจซื้อขายตราสารทางการเงินหรือเงินดิจิตอล คุณควรตระหนักดีถึงความเสี่ยงและต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายในตลาดการเงิน ควรพิจารณาศึกษาอย่างรอบคอบในด้านวัตถุประสงค์การลงทุน ระดับประสบการณ์ และ การยอมรับความเสี่ยงและแสวงหาคำแนะนำทางวิชาชีพหากจำเป็น
Fusion Media อยากเตือนความจำคุณว่าข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้ไม่ใช่แบบเรียลไทม์หรือเที่ยงตรงแม่นยำเสมอไป ข้อมูลและราคาที่แสดงไว้บนเว็บไซต์ไม่ใช่ข้อมูลที่ได้รับจากตลาดหรือตลาดหลักทรัพย์เสมอไปแต่อาจได้รับจากผู้ดูแลสภาพคล่องและดังนั้นราคาจึงอาจไม่เที่ยงตรงแม่นยำและอาจแตกต่างจากราคาจริงในตลาดซึ่งหมายความว่าราคานี้เป็นเพียงราคาชี้นำและไม่เหมาะสมสำหรับวัตถุประสงค์เพื่อการซื้อขาย Fusion Media และผู้ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้จะไม่รับผิดชอบใด ๆ สำหรับความเสียหายหรือการสูญเสียที่เป็นผลมาจากการซื้อขายของคุณหรือการพึ่งพาของคุณในข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้
ห้ามใช้ จัดเก็บ ทำซ้ำ แสดงผล ดัดแปลง ส่งผ่าน หรือ แจกจ่ายข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้โดยไม่ได้รับการอนุญาตล่วงหน้าอย่างชัดแจ้งแบบเป็นลายลักษณ์อักษรจาก Fusion Media และ/หรือจากผู้ให้ข้อมูล ผู้ให้ข้อมูลขอสงวนสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาและ/หรือการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้
Fusion Media อาจได้รับผลตอบแทนจากผู้โฆษณาที่ปรากฎบนเว็บไซต์โดยอิงจากปฏิสัมพันธ์ของคุณที่มีกับโฆษณาหรือผู้โฆษณา
เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษของเอกสารฉบับนี้เป็นเวอร์ชั่นหลักซึ่งจะเป็นเวอร์ชั่นที่เหนือกว่าเมื่อใดก็ตามที่มีข้อขัดแย้งไม่สอดคล้องตรงกันระหว่างเอกสารเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษกับเอกสารเวอร์ชั่นภาษาไทย