KOSPI ของเกาหลีใต้หยุดการซื้อขายชั่วคราวหลังดิ่งกว่า 5% จาก SK Hynix และ Samsung
ความน่าจะเป็นที่ Fed จะพิจารณาปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในอัตรา 0.75% ใน การประชุมรอบนี้มีค่อนข้างมาก หลังากที่ตัวเลขเงินเฟ้อเดือน พ.ค.65 ออกมาสูง กว่าคาด และยังเห็นตัวเลข PPI ที่ยังอยู่ในเกณฑ์สูง 10.8% YoY บ่งชี้ถึงแนวโน้ม เงินเฟ้อที่ยังสูงต่อเนี่อง ผลดังกล่าวทำให้ตลาดหุ้นต่างประเทศยังตอบสนองเชิงลบ สำหรับในบ้านเรา ประเด็นที่อยู่ในความสนใจอยู่ที่ทิศทางอัตราดอกเบี้ยเช่นกัน โดยเชื่อว่าน่าจะเห็น กนง. พิจารณาปรับขึ้นดอกเบี้ยในเร็วๆ นี้ ทั้งนี้ในมุมมองของ เรา ที่เห็นว่าเงินเฟ้อในประเทศยังอยู่ในทิศทางขึ้น ขณะที่ส่วนต่างระหว่างอัตรา ดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐ กับของบ้านเรา มีแนวโน้มถ่างตัวออกมากขึ้น โดยหาก กนง. ไม่มีการปรับขึ้นดอกเบี้ย ณ สิ้นปี ดอกเบี้ยสหรัฐอาจสูงกว่าของบ้านเรา 2 – 3% ซึ่งจะกดดันให้Fund Flow ไหลออก และเงินบาทอ่อนค่า
SET Index น่าจะผันผวนรอดูผลการประชุม Fed คาดกรอบการเคลื่อนไหวช่วง 1590 – 1615 จุด พอร์ตจำลองให้นำเงินสด 10% เข้ามาซื้อ OSP ทำให้สถานะเงิน สดสำรองเหลือ 25% หุ้น Top Pick เลือก BBL, MAJOR และ OSP
SPREAD ดอกเบี้ยไทยกับสหรัฐ คาดห่างขึ้นเรื่อยๆ กดดัน FLOW ไหล ออก และเงินบาทอ่อนค่า
ตัวเลข PPI หรือเงินเฟ้อสหรัฐที่วัดจากฝั่งผู้ผลิตออกมาดีกว่าคาดเล็กน้อยท +10.8% (คาดไว้ที่ +10.9%) แต่ก็ยังถือเป็นระดับที่สูง และสะท้อนภาพเงินเฟ้อที่อยู่ในแนวโน้ม ขึ้น มีส่วนสร้างแรงกดดันให้ตลาดหุ้นส่วนใหญ่ยังอยู่ในแดนลบต่อเนื่องจากวันก่อน โดยตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวลงราว 0.2-0.5% และตลาดหุ้นโซนยุโรปปรับตัวลง 0.3- 1.2% ขณะที่ Bond Yield 10 ปีสหรัฐฯ ได้ขยับขึ้นมาอยู่ระดับ 3.4%
ภายใต้แรงกดดันจากเงินเฟ้อที่อยู่ระดับสูง ทำให้เกิดความคาดหมายว่าของนักลงทุนว่า FED อาจจะขยับขึ้นการขึ้นดอกเบี้ยในอัตราที่สูงถึง +0.75% ในการประชุมครั้งใดครั้ง หนึ่งใน 3 ครั้งหน้า และทำให้ความคาดหมายถึงอัตราดอกเบี้ยนโยบายปลายปี ขยับขึ้น ไป สูงกว่า 3.25%
หากพิจารณา Spread อัตราดอกเบี้ยนโยายของไทยกับสหรัฐปัจจุบันห่างกัน -0.5% ซึ่ง ดูในอดีต Spread มากที่สุดอยู่ราว -1.0% เท่านั้น ซึ่งหากดอกเบี้ยปลายปีสหรัฐอยู่ที่ 3.25%-3.50% คาดทำให้ Spread กว่าสุดนับตั้งแต่ปี 2008 (หาก กนง.ไม่เร่งขึ้นอัตรา ดอกเบี้ยในปีนี้) และเป็นตัวกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าต่อไป โดยล่าสุดเงินบาทอยู่ระดับ 35.00 บาท/เหรียญฯ (สูงสุดในรอบ 5 ปี) โดยฝ่ายวิจัยฯคาดธปท.จะขึ้นดอกเบี้ย 2-3 ครั้งภายในปีนี้(0.50%-0.75%) เพื่อลดผลกระทบดังกล่าว
สรุป เงินบาทที่มีแนวโน้มอ่อนค่าต่อเนื่อง จากปัจจัยแวดล้อมที่คอยกดดัน คาดฉุดรั้ง Flow ต่างชาติให้ชะลอการไหลเข้าในระยะถัดไป โดยวันนี้มองกรอบการเคลื่อนไหว ของ SET Index ไว้ที่ 1590-1615 จุด
วิเคราะห์การทยอยขึ้นดอกเบี้ย กดดันเป้าหมาย SET อย่างไร
ในช่วง 1 – 2 ปี ที่ผ่านมา เป็นช่วงที่ดอกเบี้ยแกว่งตัวขึ้นลงกว้างกว่าภาวะปกติ ทำให้ เห็นการเคลื่อนย้ายเม็ดเงินระหว่างสินทรัพย์เสี่ยงกับสินทรัพย์ปลอดภัย เพื่อหา ผลตอบแทนที่ดีกว่า ดังนั้นฝ่ายวิจัยฯ การใช้วิธี Market Earning Yield Gap ในการ ประเมินหาดัชนีเป้าหมายจึงเหมาะสมในเวลาแบบนี้ และฝ่ายวิจัยฯเคยประเมิน เป้าหมาย SET Index ปี 2564 ที่ 1670 จุด ถือว่าใกล้เคียงกับ SET Index ปลายปี 2564 ที่ 1657.62 จุด
แม้ปัจจุบันฝ่ายวิจัยประเมินกำไรบริษัทจดทะเบียนปี 2565 อยู่ที่ 1.04 ล้านล้านบาท คิดเป็น EPS65F 88.9 บาท/หุ้น (สูงกว่าปี 2562 ก่อนเกิดโควิด 8.6%) แต่ปัญหา ปัญหาก็คือ มีโอกาสเห็นแนวโน้มการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในช่วงที่เหลือของปีเพื่อ สกัดค่าเงินบาทอ่อน, เงินเฟ้อ รวมถึงลดช่องว่างดอกเบี้ยไทยกับสหรัฐที่มีโอกาสถูกทิ้ง ห่างกันมากขึ้น
ฝ่ายวิจัยประเมินการปรับขึ้นดอกเบี้ย จะกดดันให้เม็ดเงินไหลกลับไปสู่สินทรัพย์ ปลอดภัย และตามกลไกตลาดหุ้นจะถูกซื้อขายบน P/E ที่ลดลง ดังรูปจุดสมดุลระหว่าง Forward P/E กับดอกเบี้ยนโยบายด้านล่าง
และถ้ากนง. มีการขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้งหรือ 0.25% จะกดดันให้ระดับ P/E ซื้อขาย ลดลงจาก 20.36 เท่า เหลือ 19.38 เท่า ลดลงเกือบ 1 เท่า หรือต้องใช้ EPS เพิ่มขึ้น ถึง 5% ราว 4.5 บาทต่อหุ้น หรือราว 5 หมื่นล้านบาท เพื่อชดเชยผลกระทบ ดังกล่าว (ภายใต้ MEYG ที่ 4.41% ที่ฝ่ายวิจัยใช้เป้าหมายประเมินดัชนี สูงกว่า Avg. MEYG 4.2% ถือว่า Conservative กว่าในช่วงอดีต)
และถ้านำ P/E เหมาะสม ในแต่ละระดับดอกเบี้ยนโยบายไทย มาคูณกับ EPS65F ที่ 88.9 บาท/หุ้น จะได้เป้าหมาย SET Index ปลายปี คือ ถ้ากนง. ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ในปีนี้ เป้าหายดัชนีจาก 1810 จุด จะลดลงเหลือ 1722 จุด แต่ถ้ากนง. ขึ้นดอกเบี้ย 0.5% เป้าหายดัชนีจะลดลงเหลือ 1643 จุด ดังภาพทางด้านล่าง
สรุปคือ ทุกๆการขึ้นดอกเบี้ยไทย 0.25% ตามกลไกจะกดดันให้ P/E ตลาดซื้อขาย ลดลงลดลงราว 1 เท่า และต้องชดเชยด้วย EPS ที่เพิ่มขึ้นถึง 5% จึงจะทำให้ดัชนี เป้าหมายกลับขึ้นมาที่เดิม ดังนั้นประเด็นการขึ้นดอกเบี้ยจึงเป็นเรื่องสำคัญที่นัก ลงทุนจะต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
พอร์ตการลงทุนแนะถือเงินสด 20 – 30% แนะทยอยสะสมหุ้นพื้นฐาน LAGGARD มีโอกาสพลิกมา OUTPERFORM
ปัจจัยลบที่หลากหลายทั้งสงครามยูเครน-รัสเซียที่หาทางลงไม่เจอ, เงินเฟ้อที่อยู่ระดับสูง, การใช้นโยบายการเงินเชิงรุกของ FED ล้วนเป็นแรงกดดันให้เม็ดเงินไหลออกจาก สินทรัพย์เสี่ยงอย่างตลาดหุ้น อย่างไรก็ตามพอร์ตจำลองในบทวิเคราะห์ Market Talk มี หุ้นอยู่ในพอร์ตไม่เกิน 10 บริษัท และมีการปรับเปลี่ยนหุ้นในพอร์ตให้เหมาะสม ในภาวะ ตลาดที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ตามกลยุทธ์การลงทุนในแบบฉบับของฝ่ายวิจัย ASPS ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม ส่งผลให้ผลตอบแทนพอร์ต Outperform ตลาดฯ สม่ำเสมอช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีของพอร์ตจำลอง ปรับตัวขึ้น 3.4% สวนทาง SET Index ที่ปรับตัวลง 3.3%และเดือน มิ.ย. ถือเงินสดอยู่ในสัดส่วน 10 – 30% พร้อมกับเลือกลงทุนในกลุ่มหุ้นที่มี เกราะป้องกันเงินเฟ้อ TRUE ได้ประโยชน์ดอกเบี้ยขาขึ้น BLA, BBL ธีมอาหารขาดแคลน TFG KSL และหุ้นเปิดเมือง MAJOR หุ้นให้ผลตอบพอร์ตยังบวก 0.04%mtd ขณะที่ SET -3.63%mtd
กลยุทธ์ปรับพอร์ตลงทุน ณ ปัจจุบัน แนะนำลดความผันผวนโดยถือเงินสดราว 20%- 30% ของพอร์ต และทยอยลงทุนในหุ้น 5 ธีม ดังนี้
1. หุ้นพื้นฐานย่อตัวลงมาลึกในช่วง 2 เดือน ครึ่งที่ผ่านมา SCC KBANK (BK:KBANK)
2. มีเกราะป้องกันเงินเฟ้อ ADVANC TRUE INTUCH DTAC
3. ได้ประโยชน์ต้นทุนพลังงานลง OSP GPSC
4. ได้ประโยชน์บาทอ่อน HANA TU
5. ได้ประโยชน์ดอกเบี้ยขาขึ้น BBL BLA
คาดว่าพอร์ตยังมีโอกาสชนะตลาดในช่วงต่อจากนี้ได้ เช่นเดียวกับอดีตที่ทำมา
บทความนี้จัดทำและเผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์ ASIA Plus Securities








