KOSPI ของเกาหลีใต้หยุดการซื้อขายชั่วคราวหลังดิ่งกว่า 5% จาก SK Hynix และ Samsung
STP … รอการเติบโตเมื่อขยายโรงงาน
สรุปหุ้น IPO ตัวที่ 12 ปี 2022
STP หรือ สหไทยการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ เป็นโรงงานผลิตกล่องกระดาษบรรจุภัณฑ์ รายกลางใหญ่ ที่มีมาร์จิ้นดีกว่าค่าเฉลี่ย แต่ตลาดผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์กระดาษมีผู้เล่นจำนวนมากถึง 616 ราย (บรรจุภัณฑ์กระดาษแข็ง 222 ราย) คือ มีทั้งรายเล็กไปจนถึงรายใหญ่
STP ก่อตั้งมา 53 ปีแล้ว เริ่มที่ทำกล่องกระดาษบรรจุสินค้าน้ำหอมและยา ขยายไปทำกล่องรองเท้าผ้าใบ จนล่าสุดมาทำกล่องบรรจุภัณฑ์อาหาร เครื่องดื่ม และเวชภัณฑ์
-
สัดส่วนรายได้มากกว่า 90% มาจากอาหารกระป๋อง อาหารทะเลแปรรูป ทั้งอาหารคนและอาหารสัตว์ ซึ่งมาจากลูกค้า 10 ราย ส่วนเครื่องดื่มเห็นมีทั้งของช้างและบุญรอด
-
สัดส่วนรายได้ 70% มาจาก ลูกค้า 3 ราย
-
สัดส่วนรายได้ 35-40% มาจากลูกค้า 1 ราย เข้าใจว่าเป็น TU เพราะบริษัทบอกว่าอยู่ในตลาดหุ้น ทำธุรกิจกันมากว่า 20 ปี โรงงานอยู่สมุทรสาครและสงขลา ใน filing มีโชว์สินค้า sealect กับ chicken of the sea
-
สรุปตรงนี้ก่อนได้เลยว่า บริษัทโตจากเทรนด์ของอาหารทะเล และ Pet Food ที่ดีช่วง COVID ที่ผ่านมา หลายโรงงานต่างหันมาทำ pet foodกันเยอะมาก แต่การพึ่งพาลูกค้าไม่กี่รายก็ต้องกังวลทั้งเรื่องอำนาจการต่อรองด้วย โดยเฉพาะ TU ที่ตัวเองก็มี Thai Union Graphic และก็มีสัมพันธ์ที่ดีกับ SFLEX ที่ทำบรรุจภัณฑ์พลาสติก
ผลประกอบการของ STP โตทุกปี
-
ปี 2562 ยอดขาย 370 ล้านบาท กำไรสุทธิ 59 ล้านบาท
-
ปี 2564 ยอดขาย 561 ล้านบาท กำไรสุทธิ 123 ล้านบาท
Q1 ปี 2564 ยอดขาย 137 ล้านบาท กำไรสุทธิ 34 ล้านบาท
Q1 ปี 2565 ยอดขาย 145 ล้านบาท กำไรสุทธิ 32 ล้านบาท
ยอดขายและกำไรโตก้าวกระโดดมาเรื่อยๆ ช่วงที่เกิด COVID เพราะธุรกิจโรงงาน ยิ่งผลิตเยอะ ต้นทุนต่อหน่วยยิ่งต่ำลง ค่าคน ค่าใช้จ่ายต่างๆ มีส่วนที่เป็น fix cost กำไรเลยเพิ่มเยอะ
แต่พอมา Q1 ยอดขายยังเพิ่มได้บ้าง แต่กำไรเริ่มลดลงเล็กน้อย เพราะบริษัทเจอ Good Problem ผลิตจนเต็ม Capacity 49.7 ล้านแผ่นพิมพ์ต่อปี ทำให้ต้องไปจ้าง outsource ข้างนอกผลิต มาร์จิ้นก็เลยลดลง แต่บริษัทกำลังจะเพิ่ม Cap 50% เป็น 74.5 ล้านแผ่นพิมพ์ต่อปี เข้ามา Q4
สรุปตรงนี้ได้ว่า งบ Q2, Q3 หรือไปจนถึง Q4 น่าจะทรงๆ ไปถึงลงได้ ยอดขายอาจจะเพิ่ม แต่กำไรคงไม่เพิ่ม เพราะ Cap เต็ม ยิ่ง outsource มาก กำไรยิ่งลดตาม และถ้า Cap ที่เพิ่มมา 50% ต้องรีบไปหาออเดอร์มาลงให้ break even ไม่งั้นก็จะไม่คุ้มค่าเสื่อมอีก ซึ่งนั่นก็เป็นเหตุผลนึงที่บริษัทเข้ามาจดทะเบียนในตลาดเพื่อให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น
และอีกเรื่อง คือ การที่บริษัท outsource ได้ นั่นก็แปลว่า มีบริษัทอื่นพิมพ์กล่องแบบนี้ได้ดีเหมือนกัน คู่แข่งก็ดูเยอะอยู่นะ
======================
เรามาดูฝั่งของ #มาร์จิ้น กันบ้างดีกว่าว่าดีแค่ไหน
-
ปี 2562 GPM 34.9% NPM 15.4%
-
ปี 2563 GPM 38.6% NPM 21%
-
ปี 2564 GPM 36.8% NPM 21.4%
Q1 ปี 2564 GPM 40.7% NPM 24.1%
Q1 ปี 2565 GPM 36.1% NPM 21.8%
มาร์จิ้นดีจากการผลิตได้มากขึ้น ได้ economy of scale แต่ปี 2564 เจอค่าระวางเรือขึ้น และมาตรการประเทศจีนเกี่ยวกับการนำเข้ากระดาษรีไซเคิล ผลที่ตามมาคือ ราคาเศษกระดาษเพิ่มสูงขึ้นมาก กระทบต้นทุน ถามว่าส่งต่อให้ลูกค้าได้มั้ย ก็ได้ประมาณ 90% แต่จะมี lag time ประมาณ 1-2 เดือน (คล้ายๆ PJW) ต้องรับต้นทุนไว้ก่อน แล้วถึงปรับราคาทีหลัง STP เลยสต๊อกวัตถุดิบไว้ค่อนข้างมากในช่วงทีผ่านมา
====================
IPO 18 บาท 25.4 ล้านหุ้น ได้เงินมา 457 ล้านบาท
70 ล้านบาท สร้างอาคารโรงงาน ขนาดพื้นที่ 5,300 ตารางเมตร
290 ล้านบาท ซื้อเครื่องพิมพ์ออฟเซ็ท เครื่องไดคัท เครื่องประกบกระดาษลูกฟูก เป็นต้น
97 ล้านบาท ที่เหลือเป็นเงินทุนหมุนเวียน ก็คงเอาไปใช้กับสายการผลิตใหม่ และการหมุนวัตถุดิบให้พอ
โดยสรุป STP เข้าตลาดมาในจุดพีคพอดีที่รายได้ได้ กำไรดี แต่ Cap เต็ม และต้นทุนเศษกระดาษสูง รายได้จะทรงๆ ไปจนถึง Q4 ข่วงระหว่างนั้นก็ต้องรีบไปหาออเดอร์ใหม่เข้ามาให้เลยจุด break even ของเครื่องจักรใหม่ให้ได้ หรือถ้า trend pet food ยังโตต่อ TU ขายดี ก็จะส่งผลดีในอนาคต และจะรับรู้งบที่ดีปีหน้า แต่ถ้ารายได้ไม่มา หาลูกค้าได้ไม่เยอะ และเศษกระดาษขึ้นต่อ ยิ่งขายมาก กำไรก็อาจจะไม่ได้เพิ่มมากก็ได้
แต่การที่หุ้นน้อยมากแค่ 25.4 ล้านหุ้น และเจ้าของถือที่เหลือ (คล้ายๆ NSL) ราคาหุ้น P/E 14.7 เท่า ก็อาจจะเป็นหนึ่งในตัวเลือกสำหรับการเก็งกำไรได้เช่นกันครับ
ใครสนใจลองทำการบ้านกันต่อนะครับ การลงทุนมีความเสี่ยง โปรดพิจารณาข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน
บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกทาง Stock Vitamins - วิตามินหุ้น








