เปิดแอป

SET น่าจะต้องถูก STRESS TEST ตามคาด

ในบทความนี้:

ตัวเลขเงินเฟ้อเดือน พ.ค.65 ของสหรัฐที่ออกมาสูงถึง 8.6% YoY มากกว่า Consensus คาดที่ 8.3% ทำให้ความกังวลเรื่องการปรับขึ้นดอกเบี้ยเชิงรุกของ Fed กลับมาอีกครั้งโดยกระแสความกลัวการขึ้นในอัตรา 0.75% ต่อครั้งเพิ่มมาก ขึ้น และล่าสุดเห็นความน่าจะเป็น (36.9%)ที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายสิ้นปี 2565 ขึ้น ไปที่ 3.25 – 3.5% ภาวะดังกล่าวทำให้ตลาดหุ้นสำคัญทั่วโลกปรับตัวลดลงแรง ซึ่ง กระแสดังกล่าวน่าจะสร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้นบ้านเราในเช้าวันนี้ด้วย ส่วน สถานการณ์เงินเฟ้อในบ้านเรา ต้องถือว่ายังอยู่ในภาวะที่น่ากังวล เราเชื่อว่าตลาด ทั้งไตรมาสที่ 3 จะเห็นอัตราเงินเฟ้อที่สูงกว่า 7% ต่อเนื่อง และในบางเดือนอาจ ปรับขึ้นไปใกล้ 8% (น่าจะเป็นเดือน ก.ค. หรือ ส.ค.65) ภาวะดังกล่าวจะเป็นตัวเร่ง ให้ กนง. ปรับขึ้นดอกเบี้ยเร็ว และ แรงขึ้นจากเดิมที่คาดไว้

คาด SET Index ปรับลดลงแรงบนความกลัวเรื่อง เงินเฟ้อ-ดอกเบี้ย แนรับที่ 1600 จุด แนวต้าน 1630 จุด พอร์ตจำลองวันนี้ไม่ปรับเปลี่ยนแต่ให้ ยกจุด Stop Profit สูงขึ้น เงินสดสำรอง 10% หุ้น Top Pick เลือก BEM, BH และ BLA

เงินเฟ้อเดือน พ.ค. ของสหรัฐฯ สูงกว่าคาดและมีแนวโน้มสูงต่อเนื่อง กดดันสินทรัพย์เสี่ยงอย่างตลาดหุ้นต่อไป

อัตราเงินเฟ้อเดือน พ.ค.ของสหรัฐฯ พุ่งขึ้น +8.6%YoY ในเดือนพ.ค.65 สูงกว่าที่คาดที่ ระดับ +8.3%YoY หากวัดเป็นรายเดือน ดัชนี CPI เพิ่มขึ้น +1.0%MoM สูงกว่าคาดที่ ระดับ 0.7%MoM ขณะที่ด้าน Core CPI พุ่งขึ้น +6.0%YoY สูงกว่าคาดที่ระดับ +5.9% จึงทำให้ตลาดหุ้นถูกเทขายออกมาแรงมาก อาทิตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวลงราว 2.7-3.5% และตลาดหุ้นโซนยุโรป ปรับตัวลง 2.1-3.3% ขณะที่ Bond Yield 10 ปี สหรัฐฯ ได้ขยับขึ้นมาตามที่คาด จากระดับต่ำกว่า 3% ดีดขึ้นมาถึงระดับ 3.16% หรือ ทำสถิติสูงสุดในรอบหลายปีอีกครั้ง เป็นการสื่ออย่างชัดเจนว่าตลาดเริ่มกลัวว่า FED จะใช้ยาแรง และเร่งการขึ้นดอกเบี้ยให้สูงและเร็วขึ้นกว่านี

ฝ่ายวิจัยฯเชื่อว่าสถานการณ์เงินเฟ้อยังจะมีความรุนแรงต่อเนื่องในช่วงเวลาที่เหลือของ ปี เนื่องจากหากเทียบฐานราคาสินค้า-บริการในปัจจุบันซึ่งปรับขึ้นมาแล้ว กับฐาน ในช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาที่อยู่ในระดับต่ำ และสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่าง รัสเซียกับยูเครนยังไม่มีท่าที่จะคลี่คลายลงได้ โดยฝ่ายวิจัยฯใช้สมมุติฐานราคาสินค้า และบริการเพิ่ม 1% จะทำให้เงินเฟ้อเดือน มิ.ย.ของสหรัฐฯ +8.6%YoY

ขณะที่ประเทศไทย หากนำค่าเฉลี่ยการเติบโตในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ซึ่งอยู่ที่ 0.92%MoM มาคิด Growth ต่อจาก CPI Index เดือน 5 จะได้ CPI Index อยู่ที่ 107.60 จุด หรือ +7.7%YoY ในเดือนมิย.

ดังนั้น เงินเฟ้อที่มีโอกาสปรับขึ้นต่อในเดือน มิ.ย. และทรงตัวต่อในระดับสูงจากปัจจัย แวดล้อมที่ไม่ได้คลี่คลายลง คาดเป็น Sentiment กดดันสินทรัพย์เสี่ยงในอนาคต โดยมองการประชุม FOMC วันพุธนี้เป็นตัวกำหนดทิศทางสินทรัพย์เสี่ยง

ทิศทางอัตราดอกเบี้ยปลายปีของสหรัฐฯสูงขึ้น กดดันเงินบาทอ่อนค่า

จากประเด็นที่กล่าวข้างต้นที่คาดว่าอัตราเงินเฟ้อเดือน พ.ค.ของสหรัฐฯ อยู่ในระดับสูง โดย Fed Watch Tool ของ CME Group แสดงให้เห็นว่านักลงทุนได้ให้โอกาสในการ ขึ้นดอกเบี้ย +0.75% ของ FED ในการประชุมครั้งหน้าอยู่ที่ 27% ซึ่งก่อนหน้านี้ 1 สัปดาห์ หรือก่อนตัวเลข CPI จะออกโอกาสที่จะขึ้นดอกเบี้ย 0.75% มีไม่ถึง 3% ขณะที่ Fed มีโอกาส 52.4% ขึ้นดอกเบี้ย 0.75% ในเดือน ก.ค. 65 (เดิม 0.5%) และปลายปี 2022 ตลาดคาดดอกเบี้ยอาจแตะระดับ 3.25 – 3.5% (เดิม 3%)

จึงทำให้เกิดความกังวล Stagflation สูงขึ้น โดย Bond Yield สหรัฐฯ 5 ปีอยู่ที่ 3.26% สูงกว่า 30 ปีที่ 3.19% โดยต้องระวัง Bond Yield สหรัฐฯ 2 ปีเร่งขึ้นมาสูงกว่า 10 ปี ซึ่งล่าสุดห่างกัน 10 bps. (ก่อนหน้านี้ราว 2 สัปดาห์ห่างกัน 28 bps.)

หากพิจารณา Spread อัตราดอกเบี้ยนโยายของไทยกับสหรัฐปัจจุบันห่างกัน -0.5% ซึ่ง ค่าเฉลี่ยในช่วงปี 2017-2019 (ตอนดอกเบี้ยขาขึ้นของสหรัฐฯ) ห่างกันราว 1.06% โดย หาก กนง.ไม่เร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ คาดทำให้ Spread ยิ่งห่างมากขึ้น และเป็นตัว กดดันให้เงินบาทอ่อนค่าต่อไป โดยล่าสุดเงินบาทอยู่ระดับ 34.76 บาท/เหรียญฯ (เกือบ สูงสุดในรอบ 5 ปี 3 เดือน)

สรุป เงินบาทที่มีแนวโน้มอ่อนค่าต่อเนื่อง จากปัจจัยแวดล้อมที่คอยกดดัน คาดฉุดรั้ง Flow ต่างชาติให้ชะลอการไหลเข้าในระยะถัดไป โดยวันนี้มองกรอบการเคลื่อนไหว ของ SET Index ไว้ที่ 1600-1630 จุด

กระแสกดดันการปรับลดราคาขายน้ำมันหน้าโรงกลั่น

สำหรับโครงสร้างราคาน้ำมันในประเทศไทย หลักๆประกอบไปด้วย ราคาหน้าโรงกลั่น, ภาษีสรรพสามิตร, ภาษีเทศบาล, กองทุนน้ำมัน, ภาษีมูลค่าเพิ่ม และค่าการตลาด ดัง แสดงในตาราง ซึ่งในช่วงที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกอยู่ในระดับสูงจากผลกระทบของ สถานการณ์รัฐเซีย-ยูเครน ทำให้รัฐบาลเกรงประชาชนในหลายภาคส่วนจะได้รับ ผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น ถือเป็นการแบ่งเบาภาระค่าครองชีพให้ประชาชน จึงมีการเข้าแทรกแซงในการกำหนดราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลให้อยู่ในระดับต่ำกว่า โครงสร้างราคาน้ำมันที่ควรจะเป็นตามสูตรราคา ซึ่งในช่วงที่ผ่านมามีการตรึงราคาน้ำมัน ดีเซลไว้ที่ 30, 32 และล่าสุด 33 บาทต่อลิตร โดยมีแผนที่จะตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ไม่เกินลิตรละ 35 บาท ผ่านการปรับลดการจัดเก็บกองทุนน้ำมันประเภทดีเซล ส่งผลให้ สถานะกองทุนน้ำมันติดลบกว่า 8 หมื่นล้านบาท ในปัจจุบัน รวมถึงการปรับลดภาษี สรรพสามิตรน้ำมันดีเซลเหลือเพียง 1.3 จากเดิม 5.9 บาทต่อลิตร ในปัจจุบัน เพื่อตรึง ราคาน้ำมันดีเซลไว้

แต่อย่างไรก็ตามล่าสุดหลังจากสหพันธ์ขนส่งทางบกแห่งประเทศไทยได้ยื่นหนังสือถึง ภาครัฐเพื่อขอให้ทบทวนการปรับลดค่าการกลั่นน้ำมัน (GRM) ของผู้ประกอบการโรง กลั่น เพื่อลดราคาขายหน้าโรงกลั่นตามสูตรโครงสร้างราคาน้ำมัน ซึ่งจะเป็นอีกทางที่ทำ ให้ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลลดลงได้ (หลังจากมีการปรับลดกองทุนน้ำมันและภาษี สรรพสามิตร) ซึ่งทางรมต.กระทรวงพลังงานได้มีการแต่งตั้ง “คณะอนุกรรมการบริการ จัดการราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในช่วงวิกฤต” ขึ้นมา เพื่อศึกษาประเด็นเรื่องค่าการกลั่น น้ำมันที่กำลังเป็นประเด็นในสังคม ซึ่งปัจจุบันภาครัฐอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะมี มาตรการออกมาอย่างไร ทั้งนี้หากพิจารณาในรายละเอียดของการดำเนินธุรกิจโรงกลั่น พบว่าในอดีตที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน เป็นระบบการค้าแบบเสรี ทุกอย่างเป็นไปตามกลไก ตลาดเสรี ไม่มีการแทรกแซงโดยภาครัฐ กระทรวงพลังงานไม่ได้ควบคุมค่าการกลั่น ซึ่งก็ มีทั้งช่วงที่โรงกลั่นได้กำไร และขาดทุน ซึ่งในมุมมองของฝ่ายวิจัย ค่าการกลั่นที่ปรับตัว สูงขึ้นในปัจจุบันมาจากสถานการณ์รัสเซีย-ยูเครน ทำให้ supply โดยรวมของตลาดโลก ปรับตัวลดลง ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ที่อยู่ในภาวะผิดปกติ และอาจจะเป็นเพียงชั่วคราว เท่านั้น อีกทั้งค่าการกลั่นที่ปรับตัวสูงขึ้นก็มีเพียงประเภทดีเซล และเบนซิน แต่โรงกลั่นมี การผลิตผลิตภัณฑ์ชนิดอื่นๆอีกด้วยทำให้ต้องมีการถัวค่าการกลั่นเฉลี่ยตามสัดส่วนการ ผลิต รวมถึงค่าการกลั่นยังไม่ได้สะท้อนกำไรที่แท้จริงของโรงกลั่น เพราะยังมีค่าใช้จ่าย อื่นๆที่เกิดขึ้น ดังนั้นหากภาครัฐเข้ามาแทรกแซงบังคับให้ปรับลดราคาขายปลีกหน้าโรง กลั่น ก็อาจทำให้ผู้ประกอบการหันไปส่งออกมากขึ้นเพราะได้ราคาสูงกว่าการขายใน ประเทศ ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาทุกครั้งที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงก็จะมีประเด็นการแทรกแซง ค่าการกลั่น แต่ยังไม่เคยทำได้ ดังนั้นจึงถือเป็นประเด็นที่ต้องติดตามว่าภาครัฐจะเข้ามา แทรกแซงและทำลายระบบกลไกตลาดเสรีของโรงกลั่นที่มีมาหรือไม่ ซึ่งหากยังไม่มี ข้อสรุปที่ชัดเจนค่าจะเป็นแรงกดดันต่อกลุ่มโรงกลั่น

FUND FLOW มีความเสี่ยงไหลออกจากตลาดหุ้นไทย

ในเดือน มิ.ย. (mtd) เป็นช่วงที่ Fed ใช้นโยบายตึงตัวแบบ New Normal ทั้งการขึ้น ดอกเบี้ยและลดขนาดงบดุลกดดัน Fund Flow ไหลออกจากตลาดหุ้นไทย 6 ใน 7 วันทำ การ ล่าสุดขายสุทธิไปแล้ว 9.3 พันล้านบาท (mtd) ถือเป็นการไหลออกเดือนแรกของแ 2565 และเห็น Momentum ในการไหลออกมากขึ้น

ฝ่ายวิจัยฯ คาดว่ายังมีโอกาสเห็น Momentum Fund Flow ไหลออกจากตลาดหุ้นไทยต่อ 4 ปัจจัยดังนี้

1. ตลาดคาด Fed มีโอกาสใช้นโยบายการเงินเข้มข้นขึ้น ส่งผลให้ Spread ดอกเบี้ยไทยกับสหรัฐกว้างขึ้น อาจส่งผลให้กนง. มีโอกาสปรับดอกเบี้ยตามขึ้นไป เพื่อสกัดค่าเงินบาทอ่อนและเงินเฟ้อ การเร่งขึ้นดอกเบี้ยถือเป็นหนึ่งปัจจัยที่กดดัน ตลาดเนื่องจากตามกลไกหาก กนง. ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% กดดันเป้าหมาย SET ลง 88 จุด เหลือ 1722 จุด และขึ้นดอกเบี้ย 0.75% กดดันเป้าหมาย SET ลง 240 จุด 1570 จุด

2. ค่าเงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าต่อกดดันให้ต่างชาติมีโอกาสขาดทุนจากอัตรา แลกเปลี่ยนมากขึ้น หาก Spread ดอกเบี้ยไทยกับสหรัฐกว้างขึ้น กดดันเม็ดเงิน ไหลกลับไปสู่ตราสารหนี้หรือสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า กดดันให้ค่าเงิน บาทมีแนวโน้มอ่อนค่าต่อ จากล่าสุดอ่อนค่าขึ้นมาอยู่ที่ 34.84 บาท/เหรียญ เกือบ สูงสุดในรอบ 5 ปี 3 เดือน

3. การขึ้นดอกเบี้ยของ Fed เพื่อสกัดสินค้าราคาแพง ณ ปัจจุบัน อาจส่งผลให้ ราคา Commodity ต่างๆ ทยอยย่อตัวลง แต่ตลาดหุ้นไทยมีสัดส่วนหุ้นที่อิง กับราคา Commodity ถึง 1 ใน 3 ส่วน อาจกดดันให้ Fund Flow ที่เคยไหล เข้าหุ้นพวกนี้ชะลอลง

4. ความกังวลเศรษฐกิจเข้าสู่ช่วง Recession เริ่มเห็นโอกาสเกิด Inverted Yield Curve เพิ่มขึ้น โดยล่าสุด Bond Yield สหรัฐระยะสั้น เร่งขึ้นมาเร็วจน Bond Yield 5 ปี ขึ้นแซง 30 ปี และ Bond Yield 2 ปี 3.06% เพิ่มเข้าใกล้ 10 ปี 3.16% (ห่างกันเพียง 10 bps.) ซึ่งเวลาเกิดInverted Yield Curve ทีไร Fund Flow มักจะไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยง และตลาดหุ้นไทยเสมอ

ปัจจัยทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมาถือเป็นความเสี่ยงที่ Fund Flow มีโอกาสขายทำกำไร หุ้นไทยในบางช่วงเวลา และมีโอกาสพลิกกลับมาไหลออกเมื่อเทียบกับการไหลเข้า ในช่วงต้นๆของป

กลยุทธ์การลงทุนแนะนำถือเงินสด 10 – 20% ส่วนเงินลงทุนแนะนำหุ้นที่มีเกราะ ป้องกันดอกเบี้ยขาขึ้นอย่าง BLA (ได้แรงหนุนจาก Bond Yield ขยับขึ้นเร็ว), และหุ้น เมืองผันผวนต่ำอย่าง BH (ได้ประโยชน์บาทอ่อน), BEM (ได้ประโยชน์จากการฟื้นตัว ของเศรษฐกิจในประเทศ)

บทความนี้จัดทำและเผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์ ASIA Plus Securities

ความคิดเห็นล่าสุด

การเปิดเผยความเสี่ยง: การซื้อขายตราสารทางการเงินและ/หรือเงินดิจิตอลจะมีความเสี่ยงสูงที่รวมถึงความเสี่ยงต่อการสูญเสียจำนวนเงินลงทุนของคุณบางส่วนหรือทั้งหมดและอาจไม่เหมาะสมกับนักลงทุนทั้งหมด ราคาของเงินดิจิตอลแปรปรวนอย่างมากและอาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกต่าง ๆ เช่น เหตุการณ์ทางการเงิน กฎหมายกำกับดูแล หรือ เหตุการณ์ทางการเมือง การซื้อขายด้วยมาร์จินทำให้ความเสี่ยงทางการเงินเพิ่มขึ้น
ก่อนการตัดสินใจซื้อขายตราสารทางการเงินหรือเงินดิจิตอล คุณควรตระหนักดีถึงความเสี่ยงและต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายในตลาดการเงิน ควรพิจารณาศึกษาอย่างรอบคอบในด้านวัตถุประสงค์การลงทุน ระดับประสบการณ์ และ การยอมรับความเสี่ยงและแสวงหาคำแนะนำทางวิชาชีพหากจำเป็น
Fusion Media อยากเตือนความจำคุณว่าข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้ไม่ใช่แบบเรียลไทม์หรือเที่ยงตรงแม่นยำเสมอไป ข้อมูลและราคาที่แสดงไว้บนเว็บไซต์ไม่ใช่ข้อมูลที่ได้รับจากตลาดหรือตลาดหลักทรัพย์เสมอไปแต่อาจได้รับจากผู้ดูแลสภาพคล่องและดังนั้นราคาจึงอาจไม่เที่ยงตรงแม่นยำและอาจแตกต่างจากราคาจริงในตลาดซึ่งหมายความว่าราคานี้เป็นเพียงราคาชี้นำและไม่เหมาะสมสำหรับวัตถุประสงค์เพื่อการซื้อขาย Fusion Media และผู้ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้จะไม่รับผิดชอบใด ๆ สำหรับความเสียหายหรือการสูญเสียที่เป็นผลมาจากการซื้อขายของคุณหรือการพึ่งพาของคุณในข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้
ห้ามใช้ จัดเก็บ ทำซ้ำ แสดงผล ดัดแปลง ส่งผ่าน หรือ แจกจ่ายข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้โดยไม่ได้รับการอนุญาตล่วงหน้าอย่างชัดแจ้งแบบเป็นลายลักษณ์อักษรจาก Fusion Media และ/หรือจากผู้ให้ข้อมูล ผู้ให้ข้อมูลขอสงวนสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาและ/หรือการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้
Fusion Media อาจได้รับผลตอบแทนจากผู้โฆษณาที่ปรากฎบนเว็บไซต์โดยอิงจากปฏิสัมพันธ์ของคุณที่มีกับโฆษณาหรือผู้โฆษณา
เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษของเอกสารฉบับนี้เป็นเวอร์ชั่นหลักซึ่งจะเป็นเวอร์ชั่นที่เหนือกว่าเมื่อใดก็ตามที่มีข้อขัดแย้งไม่สอดคล้องตรงกันระหว่างเอกสารเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษกับเอกสารเวอร์ชั่นภาษาไทย