เปิดแอป

เงินเฟ้อสูง กดเงินบาทอ่อน ... FLOW ไหลออก 

ในบทความนี้:

เงินเฟ้อเดือน พ.ค.65 ของบ้านเราออกมาที่ 7.1% YoY สูงสุดในรอบ 13 ปี เป็นตัว เลขที่สูงกว่า Consensus ซึ่งคาดการณ์ไว้ที่ 5.7% YoYแต่ถือเป็นระดับที่ใกล้เคียง กับที่เราคาดไว้ (กรอบ 6.6- 7.7%) ผลกระทบของเงินเฟ้อที่สูงเห็นว่ามีผลเชิงลบ อย่างน้อย 3 ส่วนคือ 1)เป็นแรงกดดันทำให้ กนง. ต้องพิจารณาปรับขึ้นดอกเบี้ยเร็ว ขึ้น ซึ่งการปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.25% จะทำให้SET Index เป้าหมายลดลง 88 จุด มาอยู่ที่ 1722 จุด 2) ค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลง ซึ่งในที่สุดก็จะส่งผลทำให้ Fund Flow ไหลออกจากตลาดการเงินบ้านเรา และ 3) เป็นปัจจัยที่สร้างแรงกดดัน ต่อกลุ่มอุตสาหกรรมที่ไม่สามารถผลักภาระต้นทุนส่วนเพิ่มไปยังผู้บริโภคได้ ซึ่งจะ ทำให้ผลประกอบการ 2Q65 ชะลอตัวลง ส่วนกลุ่มอุตสาหกรรมที่พอจะเป็น ความหวังน่าจะเป็นกลุ่มท่องเที่ยวและบริการ ซึ่งได้ประโยชน์จากการเปิดเมือง

SET Index ยังอยู่ในช่วงของการปรับฐาน โดยยังไม่เห็นปัจจัยบวกใหม่ที่จะเข้ามา ผลักดันกรอบการเคลี่อนไหว 1630 – 1655 จุด พอร์ตจำลองให้ สลับหุ้น SMT เป็น CENTEL (น้ำหนัก 5%) หุ้น Top Pick เลือก BH, BLA และ CENTEL

เงินเฟ้อไทย +7.1%YOY สูงสุดรอบ 13 ปี กดดัน กนง. ขึ้นดอกเบี้ยเร็วขึ้น

สนค.เผยเงินเฟ้อเดือนพฤษภาคม 2565 พุ่ง 7.10%YoY สูงสุดในรอบ 13 ปี และสูงกว่าที่ ตลาดคาดเพิ่มขึ้น 5.7%yoy (แต่ยังอยู่ในกรอบที่ฝ่ายวิจจัย ASPS ประเมินในบทวิเคราะห์ Market Talk วันที่ 6 มิ.ย. 65) ผลของการเพิ่มขึ้นมาจาก 3 ส่วนหลัก คือ food and beverage +6.2%YoY, Transport +13%YoY, Energy +37%YoY

ส่วนในเดือน มิ.ย. 2565 เบื้องต้นฝ่ายวิจัยฯ คาดว่ายังมีโอกาสเห็นแนวโน้มเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น ต่อเนื่อง จากราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง, มาตรการชดเชยราคาที่ทยอยหมดลง และหาก ลองนำค่าเฉลี่ยการเติบโตของ CPI ในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ซึ่งอยู่ที่ 0.92%MoM มา เป็นสมมุติฐานการเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อในเดือน มิ.ย. พบว่า CPI Index จะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 107.60 จุด หรือ +7.7%YoY

ประเด็นดังกล่าว สร้างแรงกดดันต่อ กนง.ที่ปัจจุบันดอกเบี้ยนโยบายอยู่ระดับต่ำเพียง 0.5% โดยฝ่ายวิจัยฯคาดมีโอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในช่วงปลายไตรมาส 3 หรือ ต้น ไตรมาส 4 และหากมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ตามกลไกจะกดดันให้ P/E ตลาดลดลง 0.99 เท่า กดดันดัชนีเป้าหมาย SET ลดลง 88 จุด จากเดิมที่กำหนด เป้าหมาย SET Index ปี 2565 ไว้ที่ 1810 จุด

จีนคลาย LOCKDOWN หนุนเศรษฐกิจไทยในช่วงต่อจากนี้

ในช่วง 8 สัปดาห์ที่ผ่านมา จีนมีมาตรการ Lockdown เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดโควิด ช่วยให้ตัวเลขผู้ติดเชื้อลดลงจากระดับ 3 หมื่นราย/วัน ลงมาเหลือ 300 ราย/วัน ทำให้ ทางการจีนเริ่มทยอยผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ในเมืองเซี่ยงไฮ้ และกรุงปักกิ่งได้ผ่อน คลายให้ประชาชนรับประทานอาหารที่ร้านได้ พร้อมกับหลายธุรกิจเริ่มกลับมาเปิดทำการ อีกครั้ง หนุนตลาดหุ้นที่อิงกับหุ้นจีน อย่าง ตลาดหุ้น Hang Seng วานนี้ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.71% (ปรับตัวขึ้นแรงสุดในโลก) แน่นอนว่านอกจากจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจจีนแล้ว คาดส่งผลทางอ้อมมาถึงไทย เพราะจีน ถือเป็นประเทศคู่ค้าหลักของไทย โดยมีมูลค่าการค้ารวม 9.7 หมื่นล้านบาท ในช่วงปี 2019 คิดเป็นสัดส่วน 24% ของทั้งหมด ขณะที่ตัวเลขนักท่องเที่ยวปี 2019 เป็นนักท่องเที่ยวจีน มากสุดราว 11 ล้านคนต่อปี โดยมีสัดส่วนสูงถึง 28% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด

สรุปการคลาย Lockdown ของจีนคาดทำให้เศรษฐกิจจีนและประเทศที่เกี่ยวข้องอย่าง ไทยฟื้นตัว และคาดเป็น Sentiment เชิงบวกต่อ SET Index โดยเฉพาะหุ้นเปิดเมือง ซึ่งฝ่ายวิจัยฯ แนะนำหุ้นที่ปรับตัวลงมาลึกจากจีนเริ่ม Lockdown ช่วงปลายเดือน มี.ค.-ปัจจุบัน อย่าง KBANK (BK:KBANK) SCB SCC PTTGC SAT CENTEL MINT ฯลฯ

เงินเฟ้อพุ่งกระฉูด กระทบต่อความสามารถในการทำกำไรของหลาย บริษัท

อัตราเงินเฟ้อเดือน พ.ค 65 ที่พุ่งขึ้นสูงสุดในรอบ 13 ปี จากผลกระทบของต้นทุนพลังงาน ที่เพิ่มขึ้นได้ถูกส่งผ่านไปสู่ราคาสินค้า นอกจากจะส่งผลลบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคแล้ว ยัง มีผลต่อความสามารถในการทำกำไรของหลายธุรกิจที่อาจไม่สามารถปรับราคาสินค้าได้ ตามต้นทุนได้ทั้งหมด โดยฝ่ายวิจัยรวบรวมกลุ่มอุตสาหกรรมหลักๆที่น่าจะได้รับผลกระทบ ดังนี้

กลุ่มวัสดุก่อสร้าง : โครงสร้างต้นทุนการผลิตที่สำคัญคือต้นทุนพลังงาน อาทิ ถ่านหิน และ ก๊าซธรรมชาติ รวมถึงต้นทุนค่าขนส่งที่เพิ่มตามราคาน้ำมันดีเซล กระทบต่อผู้ผลิต ปูนซีเมนต์ (SCC,SCCC,TPIPL) ผู้ผลิตวัสดุก่อสร้าง (DCC,DRT,VNG) โดยผู้ผลิตแต่ละราย มีแนวทางบรรเทาผลกระทบคล้ายคลึงกัน ได้แก่การปรับราคาสินค้าเพิ่มขึ้น การใช้ พลังงานทดแทน และล็อกราคาวัตถุดิบไว้ล่วงหน้าบางส่วน เชื่อผลกระทบต่อประมาณการ กำไรปีนี้ยังมีไม่มาก แต่หากสถานการณ์ยึดเยื้อจะมีผลต่อการปรับประมาณการกำไรปีหน้า

กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง : รับผลกระทบจากต้นทุนวัสดุก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน ประมาณ 40-50% ของต้นทุนก่อสร้างทั้งหมด โดยบริษัทรับเหมาที่รับงานภาครัฐจะได้รับ การชดเชยบางส่วนจากค่า K ซึ่งในสูตรคำนวณค่า K จะมีองค์ประกอบของดัชนีราคาวัสดุ ก่อสร้างประเภทต่างๆและดัชนีราคาผู้บริโภคของประเทศอยู่ด้วย โดยภาครัฐจะจ่าย ชดเชยเฉพาะส่วนที่เกิน 4% จากค่า K ฐานที่คำนวณ ณ วันเปิดซองประกวดราคา

กลุ่มพัฒนาที่อยู่อาศัย : โครงสร้างต้นทุนงานก่อสร้างและแรงงานคิดเป็นสัดส่วนราว 40- 50% ของต้นทุนรวม แม้ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานและวัสดุก่อสร้างสูงขึ้น แต่ คาดผู้ประกอบการสามารถบริหารจัดการได้ ผ่านการสั่งซื้อวัสดุก่อสร้างล่วงหน้า, ปรับ รูปแบบงานก่อสร้างและ Design เช่น ลด Facility / Function ที่ไม่จำเป็นต่อการใช้งาน รวมถึงปรับขึ้นราคาขาย จึงเชื่อว่าจะไม่กระทบต่อประสิทธิภาพการทำกำไรอย่างมีนัยฯ

กลุ่มเช่าซื้อ: แนวโน้มความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ในกลุ่มเช่าซื้อบ้าง โดยกลุ่ม สินเชื่อเช่าซื้อรถบรรทุก (THANI และ ASK) จะกระทบบ้าง แต่ลูกหนี้ของ THANI และ ASK ที่เป็นผู้ประกอบการรถบรรทุกรายกลางและรายใหญ่ (50% ของสินเชื่อรวม) มี สามารถในปรับเพิ่มค่าขนส่งจากลูกค้าได้ตามทิศทางราคาน้ำมัน ขณะที่กลุ่มสินเชื่อจำนำ ทะเบียน (MTC SAWAD และ TIDLOR) และสินเชื่อบัตรเครดิตและบุคคล (AEONTS) ยัง เห็นแรงหนุนจากแนวโน้มความต้องการใช้สินเชื่อเติบโต จึงประเมินว่ายังบริหารจัดการได้

กลุ่มเกษตร-อาหาร: กลุ่มหมูและไก่จะกระทบจำกัด เพราะราคาหมูและไก่ปรับสูงขึ้นใน งวด 2Q65 ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยประเมิน TU จะกระทบมากสุด กดดันจากแนวโน้มราคาวัตถุดิบ อาหารทะเล (ทูน่า) บรรจุภัณฑ์ (กระป๋องและซอง) ส่วนผสมของอาหาร (น้ำมันพืช) ที่ปรับ สูงขึ้นในปี 2565

กลุ่มปิโตรเลียม และถ่านหิน : ต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นส่งผลกระทบต่อต้นทุนการ ผลิตโดยรวม เพราะในกระบวนการผลิตและขนส่งจะมีต้นทุนเชื้อเพลิงเป็นส่วนประกอบ หลัก ทำให้ต้นทุนโดยรวมของกลุ่มปรับตัวสูงขึ้น แต่อย่างไรก็ตามต้นทุนเชื้อเพลิงที่ปรับตัว สูงขึ้นดังกล่าวจะถูกชดเชยด้วยราคาขายเฉลี่ยผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมทั้งน้ำมันและก๊าซ ธรรมชาติ รวมถึงถ่านหิน ที่ปรับตัวขึ้นมีนัยฯ และในอัตราที่มากกว่าการปรับขึ้นของต้นทุน ทำให้สุทธิแล้วสำหรับกลุ่มปิโตรเลียมและถ่านหินน่าจะได้ประโยชน์จากราคาพลังงานที่ ปรับตัวขึ้น

กลุ่มปิโตรเคมี: ต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบเชิงลบต่อกลุ่มปิโตรเคมี เนื่องจากต้นทุนเชื้อเพลิงเป็นส่วนประกอบหลักในกระบวนการผลิตและขนส่ง ขณะที่ราคา ขายผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีปรับตัวขึ้นตามไม่ทัน เพราะถูกกดดันจากความต้องการใช้ที่ชะลอ ตัวจากภาวะเศรษฐกิจ ทำให้อัตรากำไรของกลุ่มปิโตรเคมีโดยภาพรวมปรับตัวลดลง

กลุ่มโรงไฟฟ้า : สำหรับต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้อัตราเงินเฟ้อ ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามไปด้วย คาดจะส่งผลกระทบโดยตรงในเชิงลบต่อกลุ่มโรงไฟฟ้า SPP ซึ่ง มีสัดส่วนการขายไฟฟ้าให้กลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมค่อนข้างสูง อย่าง BGRIM, GPSC,BPP ซึ่งใช้ก๊าซธรรมชาติ, ถ่านหิน เป็นต้นทุนการผลิตหลักกว่า 50% จึงส่งผลกระทบโดยตรง ต่อ margin กำไร สะท้อนได้จากผลประกอบการที่ย่ำแย่ในช่วง 1Q65 และคาดยังต่อเนื่อง ในช่วง 2Q65 แม้จะมีการปรับขึ้นค่า ft เพื่อชดเชยต้นทุนพลังงานได้บ้างก็ตามแต่คาดยัง ชดเชยไว้ได้ไม่หมด

กลุ่มยานยนต์ : หลักๆ รับผลกระทบจากต้นทุนเหล็ก แต่เริ่มมีการทยอยเจรจาส่งผ่าน ราคาสินค้าไปยังค่ายรถยนต์ คาดทิศทางมาร์จิ้นเริ่มดีขึ้นช่วง 2H65 เลือกหุ้นที่สถานะ การเงินเป็น Net Cash ภายใต้สถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนสูง คาดประคองการ จ่ายเงินปันผลใกล้เคียงปีก่อน อย่าง SAT(FV@B24) และ STANLY(FV@B241)

กลุ่มเครื่องดื่ม : (OSP, SAPPE) ต้นทุนหลักๆ ที่ปรับขึ้น คือ ขวด อย่าง แก้วและพลาสติก แต่ละบริษัทมีการบริหารจัดการแตกต่างกัน อย่าง OSP ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ราคา 12 บาท ส่วน SAPPE ที่มีการบริหารต้นทุน Stock แทน เลือก OSP(FV@B37) จากการครอง ส่วนแบ่งการตลาดเบอร์ 1 ในไทย หากต้นทุนลดย่อมได้ประโยชน์จาก Economies of scale มากกว่า

กลุ่มร้านอาหาร : M(FV@B60) รับผลกระทบจากต้นทุนวัตุดิบ อย่างหมู (สัดส่วน 20% ของต้นทุนผลิต) ที่ใช้การ Lock ราคารายเดือน (ส่วนเป็ด 20% ของต้นทุน Lock ต้นทุน ทั้งปีแล้ว) รวมทั้งทิศทางราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับขึ้น ส่งผลต่อค่าขนส่ง (สัดส่วน 3% - 5% ของ CGS) อย่างไรก็ดีฝ่ายวิจัยให้น้ำหนักการฟื้นตัวของรายได้ ล่าสุด พ.ค. ฟื้นตัวในระดับ 85% ของ Pre-COVID เทียบกับ 77% ช่วง เม.ย. 65 และ 80% ในงวด 1Q65

กลุ่มธนาคาร : ความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนและธุรกิจ อาจถูกกดดัน แต่ ประเมินอยู่ภายใต้การบริหารจัดการ ตามแผนการปรับโครงสร้างหนี้ระยะยาวให้กับลูกหนี้ และการตั้งสำรองล่วงหน้า ก่อนหน้านี้ กอปรกับหาก กนง. เริ่มขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และ ธ.พ. เริ่มขยับอัตราดอกเบี้ย M – Rate ตาม คาดหนุนกำไรก่อนสำรอง (PPOP) สูงขึ้น ทำให้ความสามารถในการตั้งสำรอง (ECL) สูงขึ้น ภาพรวมข้างต้นบวกกับ ธ.พ. ใหญ่ อย่าง BBL(FV@B152), KBANK(FV@B174), KTB(FV@B16.1) และ SCB(FV@B140)

ความกังวลเงินเฟ้อ และการขึ้นดอกเบี้ยมักกดดัน FUND FLOW ชะลอ

ในเดือน มิ.ย. 65 ต่างชาติสลับมาขายสุทธิหุ้นไทยติดต่อกัน 3 วัน โดยมีปริมาณขายสุทธิ 4.5 พันล้านบาท (mtd) หลังจากซื้อสุทธิต่อเนื่องในช่วง 5 เดือนแรกของปี

ฝ่ายวิจัยยังเชื่อว่า น่าจะเห็น Momentum การขายทำกำไรของนักลงทุนต่างชาติใน บางช่วงเวลาอยู่ ทั้งจากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อไทยเร่งตัวขึ้น โดยวานนี้มีการรายงาน ตัวเลขเงินเฟ้อไทย เดือน พ.ค. 65 เพิ่มขึ้นถึง 7.1%yoy สูงสุดกว่าตลาดคาดและสูงสุดใน รอบ 13 ปี (ฝ่ายวิจัยเองก็ประเมินว่ามีโอกาสเพิ่มขึ้นสูงกว่าคาดที่ 5.7%yoy) และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อในเดือน มิ.ย. (รายละเอียดตามหัวข้อก่อนหน้า) ซึ่งอาจนำไปสู่การขึ้น ดอกเบี้ยในช่วงท้ายไตรมาส 3 และต้นไตรมาส 4 ของปีได้

นอกจากนี้ฝ่ายวิจัยฯ ได้ทำการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายกับ Fund Flow พบว่า ในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา กนง. มีการขึ้นดอกเบี้ย 7 ครั้ง และในเดือนที่ มีการขึ้นดอกเบี้ย Fund Flow ไหลออกจากตลาดหุ้นไทยถึง 6 ครั้ง โดยต่างชาติขาย สุทธิเฉลี่ย 1.05 หมื่นล้านบาทต่อเดือน แสดงให้เห็นว่าการขึ้นดอกเบี้ยมักจะแปรผกผัน กับแรงซื้อหุ้นไทยของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งนักลงทุนต่างชาติให้น้ำหนักในเชิงลบกับ ประเด็นนี้เสมอ ดังนั้นหากนักลงทุนมีความกังวลว่า ธปท. มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยได้เร็วขึ้น ก็ อาจกดดันให้เ Fund Flow เริ่มชะลอการไหลเข้าเช่นเดียวกัน

ขณะที่สัปดาห์นี้นักลงทุนยังต้องติดตามการประชุมกนง.ในวันพุธนี้ แม้ตลาดคาดคง ดอกเบี้ย 0.5% แต่อาจเห็นมุมมองหรือความเสี่ยงของการขึ้นดอกเบี้ยที่เร็วขึ้นได้ ต่อด้วย ตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐ (พ.ค. 65) วันศุกร์ ตลาดคาดโต 8.3% yoy (ทรงตัวจากเดือนก่อน หน้า) สรุปคือความเสี่ยงเรื่องเงินเฟ้อ และการใช้นโยบายการเงินตึงตัวยังคงกดดัน Fund Flow ชะลอการไหลเข้าตลาดหุ้นไทย และส่งผลให้ตลาดหุ้นผันผวนได้

ส่วนวันนี้ฝ่ายวิจัยฯ ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของ SET Index 1630 – 1655 จุด กลยุทธ์การลงทุนรับความผันผวน แนะ Selective Buy ในหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว อย่าง BLA (ได้แรงหนุนจาก Bond Yield 10 ปีสหรัฐ ขึ้นมาอยู่ที่ 3.04% สูงสุดใน เกือบ 1 เดือน)ม), CENTEL (หุ้นเปิดเมืองที่ย่อลงมาจนน่าสะสม), BH (หุ้นเปิดเมือง ประเภท Defensive ช่วยรับมือกับความผันผวนของตลาดได้ดี)

บทความนี้จัดทำและเผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์ ASIA Plus Securities

ความคิดเห็นล่าสุด

การเปิดเผยความเสี่ยง: การซื้อขายตราสารทางการเงินและ/หรือเงินดิจิตอลจะมีความเสี่ยงสูงที่รวมถึงความเสี่ยงต่อการสูญเสียจำนวนเงินลงทุนของคุณบางส่วนหรือทั้งหมดและอาจไม่เหมาะสมกับนักลงทุนทั้งหมด ราคาของเงินดิจิตอลแปรปรวนอย่างมากและอาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกต่าง ๆ เช่น เหตุการณ์ทางการเงิน กฎหมายกำกับดูแล หรือ เหตุการณ์ทางการเมือง การซื้อขายด้วยมาร์จินทำให้ความเสี่ยงทางการเงินเพิ่มขึ้น
ก่อนการตัดสินใจซื้อขายตราสารทางการเงินหรือเงินดิจิตอล คุณควรตระหนักดีถึงความเสี่ยงและต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายในตลาดการเงิน ควรพิจารณาศึกษาอย่างรอบคอบในด้านวัตถุประสงค์การลงทุน ระดับประสบการณ์ และ การยอมรับความเสี่ยงและแสวงหาคำแนะนำทางวิชาชีพหากจำเป็น
Fusion Media อยากเตือนความจำคุณว่าข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้ไม่ใช่แบบเรียลไทม์หรือเที่ยงตรงแม่นยำเสมอไป ข้อมูลและราคาที่แสดงไว้บนเว็บไซต์ไม่ใช่ข้อมูลที่ได้รับจากตลาดหรือตลาดหลักทรัพย์เสมอไปแต่อาจได้รับจากผู้ดูแลสภาพคล่องและดังนั้นราคาจึงอาจไม่เที่ยงตรงแม่นยำและอาจแตกต่างจากราคาจริงในตลาดซึ่งหมายความว่าราคานี้เป็นเพียงราคาชี้นำและไม่เหมาะสมสำหรับวัตถุประสงค์เพื่อการซื้อขาย Fusion Media และผู้ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้จะไม่รับผิดชอบใด ๆ สำหรับความเสียหายหรือการสูญเสียที่เป็นผลมาจากการซื้อขายของคุณหรือการพึ่งพาของคุณในข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้
ห้ามใช้ จัดเก็บ ทำซ้ำ แสดงผล ดัดแปลง ส่งผ่าน หรือ แจกจ่ายข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้โดยไม่ได้รับการอนุญาตล่วงหน้าอย่างชัดแจ้งแบบเป็นลายลักษณ์อักษรจาก Fusion Media และ/หรือจากผู้ให้ข้อมูล ผู้ให้ข้อมูลขอสงวนสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาและ/หรือการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้
Fusion Media อาจได้รับผลตอบแทนจากผู้โฆษณาที่ปรากฎบนเว็บไซต์โดยอิงจากปฏิสัมพันธ์ของคุณที่มีกับโฆษณาหรือผู้โฆษณา
เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษของเอกสารฉบับนี้เป็นเวอร์ชั่นหลักซึ่งจะเป็นเวอร์ชั่นที่เหนือกว่าเมื่อใดก็ตามที่มีข้อขัดแย้งไม่สอดคล้องตรงกันระหว่างเอกสารเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษกับเอกสารเวอร์ชั่นภาษาไทย