KOSPI ของเกาหลีใต้หยุดการซื้อขายชั่วคราวหลังดิ่งกว่า 5% จาก SK Hynix และ Samsung
ประเด็นที่ต้องให้น้้าหนักในวันนี้คงเป็นการประกาศเงินเฟ้อเดือน พ.ค.65 ของบ้าน เรา ซึ่ง Consensus คาดการณ์ไว้ที่ 5.7% YoY ซึ่งหากออกมาสูงตามที่คาด หรือ สูงกว่าที่คาด (ฝ่ายวิจัยคาดการณ์ในเบื้องต้นว่ามีโอกาสที่จะสูงกว่า 6% YoY) ก็จะ เป็นองค์ประกอบที่สร้างแรงกดดันให้ กนง. ต้องพิจารณาระดับอัตราดอกเบี้ย นโยบายโดยอาจต้องปรับขึ้นเร็วกว่าที่คาด ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่สร้างแรงกดดันต่อ ตลาดหุ้น ส่วนอีกประเด็นหนึ่งคือราคาน้้ามัน ซึ่งล่าสุดได้ปรับตัวกลับขึ้นมาอีกครั้ง จากการที่จีนเริ่มคลาย Lockdown เมืองส้าคัญ ขณะที่มาตรการคว่้าบาตรของ EU ต่อรัสเซ๊ยที่ลดการน้าเข้าน้้ามันอย่างเป็นรูปธรรม ส้าหรับราคาขายปลีกน้้ามันใน บ้านเรา จุดสนใจย้ายมาที่ค่าการกลั่นที่ถูกมองว่าสูงเกินไป ซึ่งต้องติดตามแนวทาง
SET Index ยังน่าจะมีความผันผวนต่อเนื่องโดยวันนี้มีกรอบการเคลี่อนไหวช่วง 1630 – 1655 จุด พอร์ตจ้าลองวันนี้ไม่มีการปรับเปลี่ยน โดยให้ถือเงินสดส้ารอง 10% ของพอร์ตการลงทุน หุ้น Top Pick เลือก BBL, BLA และ BH
ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นต่อ จากภาวะสงครามที่ยังหาทางออกไม่เจอ
แม้การประชุม OPEC ครั้งล่าสุดมีมติเพิ่มกำลังผลิต 50% จาก 432,000 บาร์เรล/วัน เป็น 648,000 บาร์เรล/วัน ในเดือน ก.ค. และ ส.ค. นี้ อย่างไรก็ตามหลังจากที่สหรัฐมอบอาวุธ ประสิทธิภาพสูงให้กับยูเครนไปในอาทิตย์ก่อน ทำให้รัสเซียออกมาประกาศว่า จะประกาศ สงครามกับชาติตะวันตก หากว่าอาวุธจรวดที่ทางสหรัฐมอบให้ยูเครนถูกใช้ยิงเข้ามาใน ดินแดนรัสเซีย ส่วนทางด้าน Demand การใช้น้ำมันถูกคาดหมายว่าจะเพิ่มขึ้น หลังจีน คลาย Lockdown เมื่อต้นเดือนมิย. 65 และ EU มีมติระงับการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย ส่งไปยังประเทศสมาชิกทางทะเล ซึ่งครอบคลุมการนำเข้าน้ำมันมากกว่า 2/3 ของรัสเซีย จึงทำให้ราคาน้ำมันดิบ Brent, WTI ดีดขึ้นเหนือ 120 เหรียญฯ และเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยง ให้เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นในอนาคต
สงครามรัสเซีย ยูเครนที่ยืดเยื้อมานานเกินกว่า 100 วัน ส่งผลให้ราคาน้้ามันดิบที่พุ่ง สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นหนึ่งปัจจัยที่ท้าให้เงินเฟ้อมีโอกาสทรงตัวในระดับสูง ส่งผล ให้ต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบต่างๆ และกดดันก้าไรบริษัทจดทะเบียนบางบริษัทอาจ ถูกปรับประมาณการลงได้ พร้อมกับอาจเห็นกนง. เร่งขึ้นดอกเบี้ยได้เช่นกัน ซึ่งทุกๆ การขึ้นดอกเบี้ย 0.25% กดดันให้ SET Index ปรับตัวลงราว 88 จุด
เงินเฟ้อเดือน พค. มีโอกาสทรงตัวสูงต่อ คาดสร้าง SENTIMENT ลบต่อ SET โดยมองกรอบวันนี 1630-1655 จุด
ฝ่ายวิจัยฯ เชื่อว่าสถานการณ์เงินเฟ้อยังจะมีความรุนแรงต่อเนื่องในช่วงเวลาที่เหลือของ ปี เนื่องจากหากเทียบฐานราคาสินค้า-บริการในปัจจุบันซึ่งปรับขึ้นมาแล้ว กับฐานในช่วง เดียวกันของปีที่ผ่านมาที่อยู่ในระดับต่ำ, มาตรการในการพยุงราคาพลังงานต่างๆ ส่วน ใหญ่ได้สิ้นสุดลงเมื่อสิ้นเดือน เม.ย.65 และสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับยูเครนยังไม่มีท่าที่จะคลี่คลายลงได้ โดยฝ่ายวิจัยฯใช้สมมุติฐานราคาสินค้าและบริการ เพิ่ม 1%-2% จะทำให้เงินเฟ้อเดือน พ.ค.ของไทย +6.6%YoY และ +7.7%YoY
โดยวันนี้จะมีตัวเลขเงินเฟ้อไทยเดือน พค. ซึ่งตลาดคาดอยู่ที่ +5.7%YoY ซึ่งเดือน เม.ย. อยู่ที่ +4.7%YoY (ฝ่ายวิจัยฯคาดมีโอกาสขึ้นเกิน 6%yoy)ถือเป็นแรงกดดันต่อ ธปท. ใน การคงดอกเบี้ยนโยบายระดับต่ำที่ 0.5% และสร้าง Sentiment เชิงลบต่อ SET Index วันนี้
ดังนั้นเงินเฟ้อที่มีโอกาสปรับขึ้นต่อในเดือน พ.ค. และทรงตัวต่อในระดับสูงจากปัจจัย แวดล้อมที่ไม่ได้คลี่คลายลง คาดเป็น Sentiment กดดันสินทรัพย์เสี่ยงอย่างตลาดหุ้น โดยวันนี้มองกรอบการเคลื่อนไหวของ SET Index ไว้ที่ 1630-1655 จุด
เสนอแทรกแซงการปรับลดราคาขายหน้าโรงกลั่น
สำหรับโครงสร้างราคาน้ำมันในประเทศไทย หลักๆประกอบไปด้วย ราคาหน้าโรงกลั่น, ภาษีสรรพสามิตร, ภาษีเทศบาล, กองทุนน้ำมัน, ภาษีมูลค่าเพิ่ม และค่าการตลาด ดังแสดง ในตาราง
ในช่วงที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกอยู่ในระดับสูงจากผลกระทบของสถานการณ์รัฐเซียยูเครน ทำให้รัฐบาลเกรงประชาชนในหลายภาคส่วนจะได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ ปรับสูงขึ้น ถือเป็นการแบ่งเบาภาระค่าครองชีพให้ประชาชน จึงมีการเข้าแทรกแซงในการ กำหนดราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลให้อยู่ในระดับต่ำกว่าโครงสร้างราคาน้ำมันที่ควรจะเป็น ตามสูตรราคา ซึ่งในช่วงที่ผ่านมามีการตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ 30, 32 และล่าสุด 33 บาทต่อลิตร โดยมีแผนที่จะตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ไม่เกินลิตรละ 35 บาท ผ่านการปรับลด การจัดเก็บกองทุนน้ำมันประเภทดีเซล ส่งผลให้สถานะกองทุนน้ำมันติดลบกว่า 8 หมื่น ล้านบาท ในปัจจุบัน รวมถึงการปรับลดภาษีสรรพสามิตรน้ำมันดีเซลเหลือเพียง 1.3 จาก เดิม 5.9 บาทต่อลิตร ในปัจจุบัน เพื่อตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้
แต่อย่างไรก็ตามล่าสุดได้มีสหพันธ์ขนส่งทางบกแห่งประเทศไทยได้ยื่นหนังสือถึงภาครัฐ เพื่อขอให้ทบทวนการปรับลดค่าการกลั่นน้ำมัน (GRM) ของผู้ประกอบการโรงกลั่น เพื่อลด ราคาขายหน้าโรงกลั่นตามสูตรโครงสร้างราคาน้ำมัน ซึ่งจะเป็นอีกทางที่ทำให้ราคาขาย ปลีกน้ำมันดีเซลลดลงได้ (หลังจากมีการปรับลดกองทุนน้ำมันและภาษีสรรพสามิตร) ซึ่ง ทางรมต.กระทรวงพลังงานได้มีการแต่งตั้ง “คณะอนุกรรมการบริการจัดการราคาน้ำมัน เชื้อเพลิงในช่วงวิกฤต” ขึ้นมา เพื่อศึกษาประเด็นเรื่องค่าการกลั่นน้ำมันที่กำลังเป็น ประเด็นในสังคม ทั้งนี้หากพิจารณาในรายละเอียดของการดำเนินธุรกิจโรงกลั่น พบว่าใน อดีตที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน เป็นระบบการค้าแบบเสรี ทุกอย่างเป็นไปตามกลไกตลาดเสรี ไม่มีการแทรกแซงโดยภาครัฐ กระทรวงพลังงานไม่ได้ควบคุมค่าการกลั่น ซึ่งก็มีทั้งช่วงที่ โรงกลั่นได้กำไร และขาดทุน ซึ่งในมุมมองของฝ่ายวิจัย ค่าการกลั่นที่ปรับตัวสูงขึ้นใน ปัจจุบันมาจากสถานการณ์รัสเซีย-ยูเครน ทำให้ supply โดยรวมของตลาดโลกปรับตัว ลดลง ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ที่อยู่ในภาวะผิดปกติ และอาจจะเป็นเพียงชั่วคราวเท่านั้น อีก้งค่าการกลั่นที่ปรับตัวสูงขึ้นก็มีเพียงประเภทดีเซล และเบนซิน แต่โรงกลั่นมีการผลิต ผลิตภัณฑ์ชนิดอื่นๆอีกด้วยทำให้ต้องมีการถัวค่าการกลั่นเฉลี่ยตามสัดส่วนการผลิต รวมถึง ค่าการกลั่นยังไม่ได้สะท้อนกำไรที่แท้จริงของโรงกลั่น เพราะยังมีค่าใช้จ่ายอื่นๆที่เกิดขึ้น ดังนั้นหากภาครัฐเข้ามาแทรกแซงบังคับให้ปรับลดราคาขายปลีกหน้าโรงกลั่น ก็อาจทำให้ ผู้ประกอบการหันไปส่งออกมากขึ้นเพราะได้ราคาสูงกว่าการขายในประเทศ ซึ่งในอดีตที่ ผ่านมาทุกครั้งที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงก็จะมีประเด็นการแทรกแซงค่าการกลั่น แต่ยังไม่เคย ทำได้ มีเพียงในรัฐบาลคุณทักษิณที่ขอความร่วมมือให้โรงกลั่นน้ำมันบริจาคเงินจากกำไร เข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ดังนั้นจึงถือเป็นประเด็นที่ต้องติดตามว่าภาครัฐจะเข้ามา แทรกแซงและทำลายระบบกลไกตลาดเสรีของโรงกลั่นที่มีมาหรือไม่ ซึ่งหากยังไม่มีข้อสรุป ที่ชัดเจนค่าจะเป็นแรงกดดันต่อกลุ่มโรงกลั่น
FUND FLOW ต่างชาติเริ่มชะลอการไหลเข้าหุ้นไทย
Fund Flow ที่เคยให้ไหลเข้าหุ้นไทยปริมาณมากในช่วงต้นปี 2022 เริ่มชะลอการซื้อลงใน 1 ถึง 2 เดือนที่ผ่านมา และสลับมาขายสุทธิ 3.4 พันล้านบาท (mtd) พร้อมกับสลับมาชอร์ต สุทธิสัญญา SET50 Futures 9277 สัญญา ฝ่ายวิจัยเชื่อว่า น่าจะเห็นต่างชาติสลับมาขาย ทำกำไรในบางช่วงเวลาในเดือนนี้ ทั้งจากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อในไทยที่อาจเพิ่มขึ้นจน นำไปสู่การขึ้นดอกเบี้ยในช่วงท้ายของปี รวมถึงการเข้าสู่ช่วงนโยบายการเงินตึงตัวแบบ New Normal จาก Fed ทั้งการขึ้นดอกเบี้ย และการลดขนาดงบดุล 47,500 ล้านเหรียญ
นอกจากนี้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่เริ่มกลับมาแข็งค่าขึ้น แสดงให้เห็นถึงมีเม็ดเงินไหลเข้าสู่ สินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น และยังกดดันให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง ส่งผลให้ต่างชาติมีโอกาส ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มเติมในการซื้อหุ้นไทยได้
ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนในเดือนนี้ ภายใต้ความเสี่ยงแรงสนับสนุนจาก Fund Flow น้อยลงจากเดือนที่ผ่านๆมา แนะน้าให้นักลงทุนถือเงินสดในสัดส่วน 10% - 20% และ พิถีพิถันในการลงทุนมากขึ้น ส่วนหุ้นเด่นแนะน้าหุ้น Defensive มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว หนุน อย่าง BBL, BLA ที่มีเกราะป้องกันนโยบายการเงินตึงตัวมากขึ้น และ BH ได้ ประโยชน์จากบาทอ่อนและการเปิดประเทศเพิ่มขึ้น เป็น Top pick ในวันนี้
บทความนี้จัดทำและเผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์ ASIA Plus Securities








