KOSPI ของเกาหลีใต้หยุดการซื้อขายชั่วคราวหลังดิ่งกว่า 5% จาก SK Hynix และ Samsung
SET Index วันศุกร์ที่ผ่านมาปรับขึ้นได้ราว 5 จุด แต่เป็นที่น่าสังเกตุว่ามูลค่าการ ซื้อขายลดลงไปอยู่ที่บริเวณ 6.6 หมื่นล้านบาท สะท้อนภาพการปรับขึ้นที่ไม่ แข็งแรงเท่าที่ควร ส่วนปัจจัยแวดล้อมวันนี้เห็นว่ายังอยู่ในเชิงบวก เริ่มจากตลาด หุ้นสหรัฐฯ ที่ปรับตัวขึ้นได้ต่อบนความเห็นบางฝ่ายว่าเงินเฟ้อน่าจะเบาบางลง ส่วน ในบ้านเราเห็นสัญญาณบวกจากการเปิดประเทศโดยจำนวนนักท่องเที่ยวที่ ลงทะเบียนผ่าน Thailand Pass เพิ่มขึ้นมากกว่าที่คาด ขณะที่ตัวเลขการส่งออก เดือนเม.ย.65 โต 9.9%YoY แม้จะต่ำกว่าคาดแต่ก็ยังถือเป็นแนวโน้มที่ฟื้นตัว ภาพ ดังกล่าวน่าจะทำให้ Downside ต่อคาดการณ์ GDP Growth ถูกจำกัด เช่นเดียวกันกับกำไรของบริษัทจดทะเบียน 1Q65 SET Index น่าจะปรับขึ้นได้แต่ Upside จำกัด แนวต้าน 1650 จุด แนวรับ 1631 จุด พอร์ตจำลองให้ ขายทำกำไร VNG แล้วเปลี่ยนเป็น SMT น้ำหนัก 5% เงินสด สำรองคงเหลือ 10% Top Pick เลือก BEM, MAJOR และ SMT
เงินเฟ้อเดือน พ.ค. มีโอกาสทรงตัวระดับสูงต่อ หากราคาสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น คาดเป็น SENTIMENT กดดันตลาด
วันศุกร์ตลาดหุ้นสหรัฐรีบาวน์ NASDAQ +3.3% หลังจากกระทรวงพาณิชย์สหรัฐได้ เปิดเผยว่าดัชนี PCE ทั่วไป ปรับตัวขึ้น +6.3%YoY ในเดือนเมษายน แต่ถือว่าชะลอตัวลง จากเดือนมีนาคมที่ +6.6%YoY ส่วนดัชนี PCE พื้นฐาน (Core PCE) +4.9%YoY ในเดือน เมษายน ใกล้เคียงกับตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ และถือว่าชะลอตัวจากระดับ 5.2% ในเดือนมีนาคม รายงานนี้เป็นเหตุให้ตลาดหุ้นสหรัฐยังคงปรับตัวสูงขึ้น แลปิดตลาด บวกเป็นสัปดาห์แรกในรอบ 8 อาทิตย์ ประเด็นนี้ถือเป็นบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยงและตลาด หุ้นในช่วงสั้น
อย่างไรก็ตามหากพิจารณาอัตราเงินเฟ้อเดือน เม.ย.ของทุกประเทศทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้น อย่างมีนัยสำคัญ โดยหลายประเทศทำตัวเลขสูงสุดในรอบ 10 – 40 ปี ขณะที่เงินเฟ้อ สหรัฐฯและไทยอยู่ที่ 8.3%YoY และ 4.7%YoY ซึ่งสาเหตุหลักมีอยู่ 3 ส่วน ดังนี้
1. ความต้องการสินค้าเพิ่มชึ้น (Demand Pull) ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ หลังจากสถานการณ์การระบาดของ Covid-19 คลี่คลาย
2. ปริมาณเงินในระบบที่มีสภาพคล่องส่วนเกินสูงกว่าปกติมาก ซึ่งเป็นผลมาจากการ ที่ระดมใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายสุดขั้วในช่วง Covid-19 ระบาด
3. ปัญหา Supply Shortage ทำให้ต้นทุนการผลิตสินค้า-บริการปรับตัวสูงขึ้น (Cost Push) ทั้งนี้ต้นตอของปัญหามาจากการสู้รบระหว่าง รัสเซีย – ยูเครน
ซึ่งฝ่ายวิจัยฯเชื่อว่าสถานการณ์เงินเฟ้อยังจะมีความรุนแรงต่อเนื่องในช่วงเวลาที่เหลือของ ปี เนื่องจากหากเทียบฐานราคาสินค้า-บริการในปัจจุบันซึ่งปรับขึ้นมาแล้ว กับฐานในช่วง เดียวกันของปีที่ผ่านมาที่อยู่ในระดับต่ำ และสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับ ยูเครนยังไม่มีท่าที่จะคลี่คลายลงได้ โดยฝ่ายวิจัยฯใช้สมมุติฐานราคาสินค้าและบริการเพิ่ม 1%-2% จะทำให้เงินเฟ้อเดือน พ.ค.ของสหรัฐฯ +8.5%YoY และ +9.6%YoY
ขณะที่ประเทศไทย หากคิดจากสมมุติฐานเดียวกันที่ราคาสินค้าและบริการเพิ่ม 1%-2% จะทำให้เงินเฟ้อเดือน พ.ค.ของไทย +6.6%YoY และ +7.7%YoY
ดังนั้น เงินเฟ้อที่มีโอกาสปรับขึ้นต่อในเดือน พ.ค. และทรงตัวต่อในระดับสูงจากปัจจัย แวดล้อมที่ไม่ได้คลี่คลายลง คาดเป็น Sentiment กดดันสินทรัพย์เสี่ยงอย่างตลาดหุ้น ในระยะกลาง-ยาว โดยวันนี้มองกรอบการเคลื่อนไหวของ SET Index ไว้ที่ 1631-1650 จุด
ติดตามการอภิปรายงบประมาณปี 66 วาระ 1 ในสภาฯ เริ่มต้นขึ้นสัปดาห์นี้
ในสัปดาห์นี้เริ่มเปิดวาระของสภาฯ สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่หนึ่ง พ.ศ.2565 มีประเด็นที่ ต้องจับตาหลายเรื่องตั้งแต่ วันที่ 31 พ.ค. -2 มิ.ย.65 นี้ ประธานสภาฯ นัดหมายให้สมาชิก ประชุมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2566 วงเงิน 3.185 ล้านล้านบาท ในวาระแรก และที่ประชุมรัฐสภานัดพิจารณาแปร ยติในวาระสอง และลงมติวาระสาม ในวันที่ 9 - 10 มิ.ย. 65 เบื้องต้นฝ่ายวิจัยฯ ประเมินว่า ในการพิจารณาวาระ 1 ซึ่งจะมีการลงมติเห็นชอย / ไม่ เห็นชอบในหลักการ หากประเมินจากสถานกากรณ์แวดล้อมทางการเมืองแล้ว น่าจะ ผ่านไปได้ด้วยดี และน่าจะเข้มข้นขึ้นในชั้นของการพิจารณาวาระที่ 2 ในลำดับถัดไป แต่ที่น่าจับตาคือหลังการพิจารณาวาระที่ 1 ของบบประมาณผ่านไปแล้ว จะมีการยื่น อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลต่อเลหรือไม่ ซึ่งประเด็นดังกล่าวถือเป็นเรื่องอ่อนไหว ทางการเมื่อง ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันต่อ SET Index ในช่วงเวลาดังกล่าว
เริ่มเห็นลิมิต Downside ของ GDP และประมาณการกำไรบริษัทจดทะเบียน
วันศุกร์ที่ผ่านมา มีการรายงานตัวเลขส่งออก เดือน เม.ย. 65 ยังถือว่าเติบโต 9.9%yoy และตัวเลขนักท่องเที่ยวฟื้นขึ้นได้เร็วกว่าคาด ล่าสุดศบค.เผยผู้ลงทะเบียนเดินทางเข้า ราชอาณาจักรผ่าน Thailand Pass ล่าสุดทะลุ 7 แสนคน (คาดการณ์ของ ททท. ล่าสุด ปรับ ช่วงโลว์ซีซั่น พค-กย จาก 3 แสนคนต่อเดือนเป็น 5 แสนคนต่อเดือน) รวมถึงยอด ผู้เสียชีวิตและยอดติดเชื้อรายวันโควิดลดลงต่อเนื่อง และนักท่องเที่ยวมีโอกาสเพิ่มขึ้น หลัง เปิดประเทศเต็มรูปแบบในวันที่ 1 มิ.ย. 65 ไม่มีการกักตัวทุกกรณี และคนไทยไม่ต้อง ลงทะเบียน Thailand Pass และตรวจเชื้อโควิดก่อนเข้าไทย
ศบค. เผยลงทะเบียนเที่ยวไทยทะลุ 7 แสนคน ยอดเสียชีวิตจากโควิดลดลง
คาดประเด็นดังกล่าวน่าจะช่วยหนุนความเชื่อมั่นผู้บริโภคหรือ CCI ในอนาคตขยับขึ้นได้ หลังจากนั้นการลงทุนภาครัฐและเอกชนทยอยตามมา ช่วยสร้างลิมิต Downside ของ GDP ในหลายๆ สำนักที่ประเมินการเติบโต GDP65F เฉลี่ย 3% ประเด็นนี้ถือเป็น Sentiment ที่ดีต่อหุ้นเปิดเมืองต่างๆ แนะนำ AOT (BK:AOT) ERW MINT BEM MAJOR CRC
ขณะเดียวกันกำไรบริษัทจดทะเบียนงวด 1Q65 คิดเป็น 26% ของประมาณการ (เติบโตได้ เกือบ 10%yoy) แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการเติบโตยังแข็งแรง ในยามที่ปัจจัยภายนอก ผันผวน และหากไปมองดูประมาณการกำไรทั้งปีฝ่ายวิจัย ASPS ที่ประเมินกำไร 2565F ที่ 1.04 ล้านล้านบาท คิดเป็น EPS65F 88.9 บาท/หุ้น และการทยอยเปิดประเทศที่ชัดเจน ช่วยหนุนให้ Downside ของประมาณการค่อนข้างจำกัด ถือเป็นอีกหนึ่งสัญญาณคอยช่วย พยุงดัชนีตลาดหุ้นไทย
เบื้องต้นนักวิเคราะห์พื้นฐาน ASPS ทำการประเมินผลประกอบการงวด 2Q65 เป็นราย Sector มีหุ้นที่กำไรทำให้พอเห็นแนวโน้มกลุ่มหุ้นที่กำไรมีแนวโน้มเติบโตขึ้นตามลำดับ ถือ เป็นตัวเลือกที่ดีในยามที่ตลาดหุ้นอยู่ในภาวะผันผวนมากกว่าปกติ อาทิ ENERG, FIN, FOOD, TRANS, MEDIA, TOURISM, COMM, HELTH, BANK เป็นต้น แนะนำ STEC MINT PLANB MAJOR BBL SCB CPALL (BK:CPALL) เป็นต้น
กลยุทธ์การลงทุนวันนี้แนะนำหุ้นเปิดเมือง MAJOR, BEM และหุ้นเก็งกระแสหุ้นเทคฯ เมืองนอกขยับขึ้นแรง แต่หุ้นเทคฯไทย Laggard อย่าง SMT
บทความนี้จัดทำและเผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์ ASIA Plus Securities








