KOSPI ของเกาหลีใต้หยุดการซื้อขายชั่วคราวหลังดิ่งกว่า 5% จาก SK Hynix และ Samsung
แรงกดดันจากเงินเฟ้อที่อยู่ระดับสูง มีมากขึ้นตามลำดับ โดยมีต้นเหตุสำคัญมา จากสงคราม รัสเซีย-ยูเครน ตามมาด้วยการคว่ำบาตรรัสเซียซึ่งเป็นผู้ส่งออก ทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นวัตถุดิบต้นน้ำของหลายอุตสาหกรรม ตามด้วย นโยบาย Covid เป็น 0 ของจีน ขณะที่ในบ้านเรามีมาตาการควบคุมราคา พลังงานหลายส่วนหมดอายุลงทำให้ราคาปรับสูงขึ้นและกระทบเป็นลูกโซ่ไปที่ สินค้าอุปโภค-บริโภคอื่นๆ ประเมินว่าสถานการณ์ดังกล่าวเป็นตัวเร่งให้ กนง. อาจต้องพิจารณาเรื่องการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วขึ้น ทั้งนี้หากปรับอัตรา ดอกเบี้ยนโยบายชึ้น 0.25% จะส่งผลทำให้ระดับ PER เป้าหมายของตลาดหุ้น ไทยลดลง 0.99 เท่า คิดเป็น SET Index 88 จุดจากเป้าหมายเดิม 1810 จุด
คาด SET Index ยังอยู่ในช่วงปรับฐานแนวรับแรกอยู่ที่ 1617 จุด แนวต้าน 1633 จุด พอร์ตจำลองให้ขาย MCS น้ำหนัก 5% ทำกำไร และให้ถือเงินสด เพิ่มขึ้นเป็น 30% หุ้น Top Pick เลือก AOT (BK:AOT), BLA และ MINT
Infliation ตัวแปรสำคัญต่อเศรษฐกิจและตลาดหุ้น
Inflation ที่ร้อนแรงขึ้นในทุกประเทศ ต้นเหตุสำคัญประการหนึ่งเกิดจากสงคราม ยูเครน-รัสเซียที่ยังดำเนินไปต่อเนื่อง โดยล่าสุดรัสเซียได้ทิ้งระเบิดถล่มโรงเรียนในยูเครน จากรายงานมีผู้เสียชีวิต 2 ราย และบาดเล็บ 60 ราย อีกทั้ง EU และสหรัฐฯเตรียมหา มาตรการ Sanction รัสเซียเพิ่มเติม รวมถึงประเด็น Zero Covid ในจีน ซึ่งทั้ง 2 ประเด็นข้างต้น ทำให้เกิด Supply Shortage ในกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ได้ ขณะที่ประเทศ ไทยเพิ่งรายงานตัวเลขเงินเฟ้อเดือน เดือน เม.ย. 65 ของไทยขยับขึ้นมาอยู่ที่ 4.65%yoy ซึ่งในเดือน พ.ค. 65 มีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังที่มาตการตึงราคาพลังงาน ของภาครัฐทั้ง น้ำมันดีเซล LPG และ ค่าไฟฟ้า หมดอายุลง โดยล่าสุดน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 31.94 บาท/ลิตรแล้ว
ซึ่งการที่ Inflation ปรับขึ้นขึ้นเร็วและแรงของทุกประเทศ ส่งผลลบทั้งในมุมของ สินค้าราคาสูงขึ้น และมุมของการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในอนาคต ซึ่งหาก กนง. ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% จะกดดันให้ SET ซื้อขายบน PER ที่ลดน้อยลง 0.99 เท่า หรือกดดันดัชนีเป้าหมายลดลง 88 จุด จากระดับดัชนีเป้าหมายที่ 1810 จุด ถือเป็น อีกเรื่องหนึ่งที่กดดันให้ตลาดหุ้นไทยผันผวนเพิ่มขึ้นได้ โดยวันนี้ให้กรอบการ เคลื่อนไหวที่ 1617-1633 จุด
หากดอกเบี้ยขึ้นจะดีกับแบงค์ใหญ่ กระทบเช่าซื้อ
ภายใต้ทิศทาง Bond Yield ที่ปรับตัวขึ้นทุกอายุ ส่งผลบวกต่ออัตราดอกเบี้ยรับในส่วน ของเงินลงทุน (แต่ลบกับมูลค่าเงินลงทุน ซึ่งส่วนใหญ่บันทึกผ่าน OCI) หากพิจารณา โครงสร้างรายได้ดอกเบี้ยรับกลุ่มฯ ปี 2564 ประมาณ 6.7 แสนล้านบาท เฉลี่ยราว 90% มาจากการให้สินเชื่อ ตามด้วยดอกเบี้ยจากเงินลงทุนราว 7% และ 3% มาจาก Interbank (อัตราดอกเบี้ยอิงตามอัตราดอกเบี้ยนโยบาย) ดังนั้นการปรับขึ้นของ Bond yield จึงมีผลบวกต่อรายได้ดอกเบี้ยรับกลุ่มฯ จำกัด ซึ่งธนาคารที่สัดส่วนรายได้ดอกเบี้ย รับจากเงินลงทุนสูงกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มฯ เป็นไปตามมูลค่าพอร์ตลงทุน ได้แก่ KBANK (BK:KBANK) มี สัดส่วนรายได้ดอกเบี้ยจากเงินลงทุนราว 17% ของรายได้ดอกเบี้ยรับ (เงินลงทุนของ เมืองไทยประกันชีวิต) ตามด้วย BBL ที่มีรายได้ดอกเบี้ยจากเงินลงทุนสัดส่วน 10% ของ รายได้ดอกเบี้ยรับ และ KTB ราว 4% ของรายได้ดอกเบี้ยรับ (ธ.พ. อื่น มีรายได้ดอกเบี้ย จากเงินลงทุน 1% - 2% ของรายได้ดอกเบี้ยรับ) ประกอบกับ Bond Yield ถือเป็น สัญญาณชี้นำแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายไทยในระยะถัดไป ภายใต้โครงสร้างสินเชื่อ กลุ่มฯ ที่มีโครงสร้างอัตราดอกเบี้ยลอยตัวประมาณ 77% ของสินเชื่อ (น้ำหนักมาจาก ธ.พ. ขนาดใหญ่) ขณะที่ต้นทุนทางการเงินเป็นอัตราดอกเบี้ยเงินลอยตัวราว 68% ของ Source of fund ทำให้ในกรณีที่ ธปท. ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และ ธ.พ. มีการปรับ ขึ้นอัตราดอกเบี้ย M – Rate (MLR,MRR และ MOR) ย่อมบวกต่อรายได้ดอกเบี้ยรับสุทธิ ของ ธ.พ. ใหญ่ ในช่วงแรก ก่อนที่ต้นทุนเงินฝากประจำจะปรับเพิ่มตาม ส่งผลให้ส่วนต่าง อัตราดอกเบี้ยกลับสู่ระดับปกติ นอกจากนี้อัตราดอกเบี้ยของกลุ่มฯ มีประเด็นที่ต้อง ติดตามจากการที่ ธปท. ลดเงินนำส่ง FIDF มาอยู่ที่ 0.23% จาก 0.46% ของเงินฝาก ไป จนถึงสิ้นปี 2565 โดยสมมติฐาน NIM ปี 2566 ของฝ่ายวิจัยอยู่บนสมมติฐานต้นทุนทาง การเงิน FIDF กลับสู่ระดับปกติที่ 0.46% ของเงินฝาก และ ธ.พ. มีการทยอยปรับอัตรา ดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อ เพื่อชดเชยผลกระทบในอัตราเท่ากัน (ปี 2563 ที่เริ่มมีการลดเงิน นำส่ง FIDF กลุ่ม ธ.พ. ขนาดใหญ่ปรับอัตราดอกเบี้ยกลุ่ม M – Rate ลง 0.4% เพื่อ ช่วยเหลือลูกค้า)
ทั้งนี้ ภายใต้ Sensitivity Analysis จะพบว่าในกรณีที่ NIM เพิ่มขึ้น (ลดลง) 0.1% จากสมมติฐานฝ่ายวิจัย จะทำให้กำไรของ BBL, KTB เปลี่ยนแปลงมากสุดราว 11%, KBANK และ SCB ประมาณ 7% - 8% ตามด้วย KKP และ TISCO ราว 3% - 5% คงน้ำหนักเท่าตลาด เลือก ธ.พ. ใหญ่ ตามทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้น และมีพัฒนาการด้าน Digital อย่าง KBANK(FV@B174), KTB(FV@B16.1) และ SCB(FV@B140) ส่วน BBL(FV@B152) ราคาหุ้นซื้อขายที่ PBV ราว 0.5 เท่า มองว่าไม่แพง
ขณะที่กลุ่มเช่าซื้อ จะทำให้แนวโน้ม Cost of funds สูงขึ้น เพราะโครงสร้างหนี้สินที่มี อัตราดอกเบี้ยจ่ายบางส่วนเป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัว แต่อัตราดอกเบี้ยที่ปล่อยกู้เป็น อัตราดอกเบี้ยคงที่ทั้งหมด โดยหากกำหนดสมมติฐานให้ธนาคารแห่งประเทศไทยปรับ ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% จะทำให้แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยกู้ยืมใหม่ของกลุ่มเช่า ซื้อสูงขึ้น และสมมติฐานอื่นไม่เปลี่ยนแปลง จะส่งผลกระทบต่อประมาณการกำไรสุทธิปี 2566 ของกลุ่มเช่าซื้อราว 1.0% โดยผู้ประกอบการที่กระทบมากสุดเรียงได้ดังสรุปใน ตารางด้านล่าง (ขณะที่ผู้ประกอบการกลุ่มบริหารสินทรัพย์ เช่น BAM และ JMT เป็นต้น อ้างอิงอัตราดอกเบี้ยที่คิดลูกค้าในอัตรา MLR ซึ่งเป็นอัตราลอยตัว หักล้างแนวโน้มอัตรา ดอกเบี้ยกู้ยืมที่จะเพิ่มขึ้นไปได้ทั้งหมด จึงประเมินว่าจะได้รับผลกระทบจำกัด)
ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยประเมินว่าแนวโน้มความต้องการใช้สินเชื่อของกลุ่มจะเติบโตต่อเนื่อง ในปี 2565-66 จากแนวโน้มกิจกรรมทางเศรษฐกิจฟื้นตัว จึงเลือก TIDLOR (FV@B42) เป็น Top pick ของกลุ่มฯ
ตลาดหุ้นไทยยังอยู่ในสถานะ Risk off แนะนำหุ้น BLA, AOT, MINT
เริ่มต้นเดือน พ.ค. 65 เริ่มเห็นสัญญาณ Sell in May ในตลาดหุ้นไทยชัดขึ้น และหลายๆ ปัจจัยยังบ่งชี้ว่าตลาดหุ้นยังอยู่ในภาวะผันผวน ดังนี้
-
Fund Flow ไหลออกจากตลาดหุ้นและตลาด TFEX ไทย โดยเริ่มต้นสัปดาห์ แรกของเดือนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยทุกวัน ด้วยมูลค่ารวม 2.5 พันล้านบาท และที่สำคัญคือ การชอร์ตสุทธิสัญญา SET50 Futures ที่เร่งขึ้นมาอยู่ที่ 28,485 สัญญา (เป็นการชอร์ตสุทธิในวันศุกร์ที่ผ่านมาถึง 29,104 สัญญา)
-
SET Index ผันผวน และปรับตัวลง -2.3% (mtd) และเป็นการปรับตัวลง ในทุก Sector แต่ยังเห็นหุ้นกลุ่มที่แข็งแกร่งกว่าตลาด คือ กลุ่มเปิดเมืองและ กลุ่มพลังงาน
-
มีความกังวลว่า กนง. มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ ทั้งจากเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้น ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าเร็ว และล่าสุดเห็น Bond Yield 10 ปี ของไทยขยับขึ้นมา เร็ว อยู่ที่ 3.21% (วันพฤหัสบดีที่ผ่านมาอยู่ที่ 3.06%) ขึ้นแซง Bond Yield 10 ปี สหรัฐปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเช่นกัน ล่าสุดอยู่ที่ 3.14%
-
ในเชิงเทคนิค SET Index ยังอยู่ในโซนไม่ปลอดภัย หลังหลุดแนวรับสำคัญ 1630 จุด (เส้น EMA200 วัน) ลงมา ทำให้ต้องระวังการเปลี่ยน Trend ประเมิน กรอบล่างวันนี้ 1617 จุด ถ้าหลุดแนวรับถัดไปอยู่ที่ 1600 จุด
สรุปตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้เริ่มเห็นสัญญาณ Sell in May ที่ชัดขึ้น การลงทุนควรจะ ใช้ความระมัดระวังและกระจายความเสี่ยงมากขึ้น โดยปัจจุบันฝ่ายวิจัยฯ แนะนำให้ ถือเงินสดในสัดส่วน 30% ส่วนอีก 70% แนะนำหุ้นผันผวนต่ำ BH หุ้นเปิดเมือง AOT MINT TIDLOR หุ้นคาดผลประกอบการทยอยฟื้นเด่น TFG VNG STEC และ หุ้นได้ประโยชน์จาก Bond Yield ขยับขึ้นต่อเนื่อง อย่าง BLA Toppick วันนี้เลือก AOT MINT BLA
บทความนี้จัดทำและเผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์ ASIA Plus Securities








