KOSPI ของเกาหลีใต้หยุดการซื้อขายชั่วคราวหลังดิ่งกว่า 5% จาก SK Hynix และ Samsung
Investment Ideas:
ภาพรวมการลงทุน - เราคาดว่า SET วันนี้ จะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,665-1,685 จุด คาด SET วันนี้จะ แกว่งตัวผันผวน ในกรอบ sideway ถึง sideway-down ตอบรับเชิงลบต่อรายงานของ IMF ที่ปรับลด ประมาณการ GDP ราคาน้ํามันดิบที่ปรับลดลง ขณะที่สถานการณ์ความไม่แน่นอนในสถานการณ์รัสเซีย ยูเครน ยังคงเป็นปัจจัยกดดันภาพรวมการลงทุน กลยุทธ์การลงทุน เรายังให้น้ําหนักหุ้นในกลุ่ม Domestic play เลือก HMPRO CPALL (BK:CPALL) และ MAKRO เป็นหุ้นเด่น รวมไปถึง หุ้นที่ได้ประโยชน์จากการ ปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ย เราเลือก BLA รวมไปถึง MEGA รวมไปถึงกลับมาให้น้ําหนักหุ้นในกลุ่มที่ เกี่ยวกับการท่องเที่ยว ตอบรับการคาดหมายต่อการผ่อนคลายมาตรการเดินทางเข้าประเทศ หลังตัวเลข จํานวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ยังไม่ส่งสัญญาณเชิงลบอย่างที่เรากังกวล เราเลือก AOT (BK:AOT) BAFS MINT และ SHR ประธานเฟดยังมีความเห็นแตกต่าง แต่เราคาดว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ย 0.5% เดือน พ.ค. และมิ.ย. และดอกเบี้ย นโยบายสหรัฐฯ สิ้นปี 65 จะอยู่ที่ 2.25%-2.50% - ประธานเฟดแต่ละสาขายังคงมีความเห็นที่แตกต่าง ล่าสุด ประธานเฟดสาขาแอตแลนตา และประธานเฟดสาขาชิคาโก สนับสนุนให้เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่าง ค่อยเป็นค่อยไป เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฟดควรปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.50% จํานวนสองครั้ง และคาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายสิ้นปี 2565 จะอยู่ที่ระดับ 2.25% - 2.50% ต่ํากว่า กรอบที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ระดับ 2.50% - 2.75% การแสดงความเห็นของประธานเฟดสาขาแอตแลนตา และประธานเฟดูสาขาชิคาโก สวนทางกับที่นายเจมส์ บูลลาร์ด ประธานเฟดสาขาเซนต์หลุยส์ ที่มีความเห็น ว่าเฟดควรปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในอัตราเร่ง โดยการประชุม FOMC เดือน พ.ค. ควรปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.75% และอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ณ สิ้นปี 2565 ควรอยู่ที่ระดับ 3.5% เพื่อลดผลกระทบจากตัวเลขเงินเฟ้อของ สหรัฐฯ ที่ปรับเพิ่มขึ้นทําจุดสูงสุดในรอบ 40 ปี อย่างไรก็ตามเรายังให้น้ําหนักการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย นโยบายสหรัฐฯ จะอยู่ที่ระดับ 1.25-1.50% ภายใน 6M65 โดยการประชุม FOMC วันที่ 3-4 พ.ค. และวันที่ 14-15 มิ.ย. จะปรับเพิ่มครั้งละ 0.5% และครั้งละ 0.25% ในอีก 4 ครั้งที่เหลือของ 2H65 (26-27 ก.ค. / 20-21 ก.ย. / 1-2 พ.ย. / 13-14 ธ.ค.) ซึ่งจะทําให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐฯ สิ้นปี 2565 อยู่ที่ระดับ 225-2506
• IMF ปรับลดประมาณการ World GDP ปี 65-66 เหลือเติบโตเฉลี่ย 3.6% รวมทั้งปรับเงินเฟ้อเพิ่มในทุกภูมิภาค
- กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดเผยรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook) ในวันนี้ โดยคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจโลกจะมีการขยายตัว 3.6% ทั้งในปี 2565 และ 2566 เป็นการ ปรับลดลงจากตัวเลขคาดการณ์ ในเดือน ม.ค. ที่คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะมีการขยายตัว 4.4% ในปี 2565 และ 3.8% ในปี 2566 ขณะที่ระยะกลาง IMF ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจโลกลง โดยคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ย เพียง 3.3% ลดลงเมื่อเทียบกับปี 2564 ที่ 6.1% และลดลงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยระหว่างปี 2547-2556 ที่ เศรษฐกิจโลกมีการเติบโตเฉลี่ย 4.1% ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่รัสเซียส่งกําลังทหารบุกโจมตียูเครนจะ ส่งผลกระทบในวงกว้างต่อเศรษฐกิจโลก และเป็นปัจจัยกดดันต่อราคา และถือเป็นความท้าทายต่อการดําเนิน นโยบายอย่างมีนัยสําคัญ ปัจจัยดังกล่าว ทําให้ IMF คาดว่าเศรษฐกิจรัสเซีย และยูเครน ในปี 2565 จะหดตัว 8.5% และ 35% ตามลําดับ ด้านเงินเฟ้อที่ปรับขึ้นในอัตราเร่ง ทําให้ IMF ปรับเพิ่มประมาณการอัตราเงินเฟ้อ เพิ่มขึ้นในทุกภูมิภาค ในปี 2565 โดยสหรัฐฯ อยู่ที่ 7.7% กลุ่มยูโรโซน อยู่ที่ 5.3% และกลุ่มประเทศเศรษฐกิจ เกิดใหม่ และประเทศกําลังพัฒนา จะอยู่ที่ 8.7% ราคาน้ํามันดิบตอบรับเชิงลบต่อรายงาน WEO ของ IMF เป็นลบต่อ Commodity Play - สัญญานํามันดิบ WTI ส่งมอบเดือน พ.ค. ปิดที่ 102.56 เหรียญต่อบาร์เรล ลดลง 5.65 เหรียญ (-52%) ตอบรับเชิงลบต่อการ ที่ IMF ปรับลดตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในปี 2565 และ 2566 ซึ่งเป็นผลมาจากความ ไม่แน่นอนของสถานการณ์รัสเซียยูเครน รวมทั้งเงินเฟ้อที่ปรับเพิ่ม การปรับลดประมาณการ GDP ลง สะท้อน เศรษฐกิจโลกที่อาจชะลอตัว ส่งผลกระทบต่อความต้องการใช้น้ํามันในตลาด ประเด็นดังกล่าวจะส่งผลลบต่อ Commodity Play โดยเฉพาะกลุ่มพลังงาน ที่เราแนะนําได้แก่ PTTEP (+4.1%) BANPU (+2.76) SPRC (+2.1%) TOP (+3.4%) และ BCP (+2.4%) คาดจะเกิดแรงขายทํากําไรระยะสั้น อย่างไรก็ตามเราเชื่อว่าเป็น ผลกระทบระยะสั้น ซึ่งหากสถานการณ์ความไม่แน่นอนของรัสเซียยูเครน จะทําให้กระทบอุปทานมากกว่า Demand น้ํามันดิบที่ลดลง ราคาหุ้นที่ปรับลดลง เรามองเป็นจังหวะของการลงทุนรอบใหม่ โดยให้น้ําหนัก เพียงเก็งกําไรเท่านั้น ติดตามรายงานปริมาณสํารองน้ํามันดิบประจําสัปดาห์ของสหรัฐฯ จากสํานักงาน สารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐ (EIA) มีกําหนดเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวในวันนี้ (20 เม.ย. - เวลา 21.30 น. ตาม เวลาไทย) Market Consensus คาด ปริมาณสํารองน้ํามันดิบของสหรัฐฯ จะเพิ่มขึ้น 2.2 ล้านบาร์เรลในรอบ สัปดาห์ที่ผ่านมา (สิ้นสุดวันที่ 15 เม.ย.) ขณะที่ปริมาณสํารองน้ํามันเบนซินจะลดลง 1.2 ล้านบาร์เรล และ ปริมาณสํารองน้ํามันกลั่นจะลดลง 1 ล้านบาร์เรล มุมมองทางเทคนิค - หุ้นแนะนําปัจจัยทางเทคนิค เราเลือก VGI DOHOME และ BEC
บทวิเคราะห์นี้จัดทำขึ้นและเผยแพร่โดยทีมนักวิเคราะห์ของ Asia Wealth Securities








