KOSPI ของเกาหลีใต้หยุดการซื้อขายชั่วคราวหลังดิ่งกว่า 5% จาก SK Hynix และ Samsung
ติดตามสถานการณ์ Covid-19 หลังสงกรานต์ว่า ตัวเลขผู้เสียชีวิตจะไปอยู่ที่ ระดับใด โดยล่าสุดวานนี้อยู่ที่ 128 ราย หากขึ้นไปสูงกว่า 200 ราย/วัน ก็น่าจะ มีผลต่อแผนการผ่อนคลายมาตรการเช่น การยกเลิก Test&Go หรือ Thailand Pass รวมถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภค อีกหนึ่งเรื่องใหญ่คือภาวะ เงินเฟ้อ ซึ่งยังมีสัญญาณการปรับสูงขึ้นต่อเนี่อง โดยเงินเฟ้อสหรัฐเดือน มี.ค. อยู่ที่ 8.5% สูงกว่าคาด ขณะที่ PPI ปรับขึ้นไปอยู่ที่ 11.2% ถือเป็นดัชนีชี้นำ ว่าเงินเฟ้อในเดือนถัดไปยังน่าจะปรับสูงขึ้นต่อ ทั้งนี้ผลดังกล่าวจะนำไปสู่การ ใช้นโยบายการเงินตึงตัวเชิงรุกมากขึ้น โดยประชุม Fed เดือน พ.ค. คาดปรับ ขึ้นดอกเบี้ย 0.5% และต้องตามแนวทางในการลดขนาดงบดุลของ Fed
ปัจจัยแวดล้อมยังสร้างแรงกดดันต่อ SET Index คาดผันผวนในกรอบ 1668 – 1685 จุด พอร์ตจำลองให้นำเงินสดสำรอง 10% เข้าซื้อ BH หุ้น Top Pick เลือก AOT (BK:AOT), BH และ BLA
ตลาดหุ้นยังอยู่ในโหมด Wait and See รอติดตามการประชุม FED พ.ค. นี้
ภาพรวมยังเห็นการย้ายเงินจากสินทรัพย์เสี่ยงเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัย โดยตลาดหุ้น ปรับตัวลง ทั้งสหรัฐฯที่ปรับตัวลง 0.3%-2.1% และเอเชียเช้านี้ที่แกว่งตัวในแดนลบ สวนทางกับ Bond Yield 10 ปีของสหรัฐฯที่ทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบ 3 ปี ที่ระดับ 2.83% และ Gold Spot ยังทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ 1984 USD/ Ounce ดังตาราง ด้านล่างในช่วงที่ผ่านมา สินทรัพย์เสี่ยงทั้งหลายถูกพยุงด้วยสภาพคล่องส่วนเกินที่ล้นระบบ หนึ่งในสิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุด คือ Balance Sheet ของ FED ที่ปัจจุบันอยู่ที่ 9.01ล้านล้าน ดอลลาร์ เติมเข้ามาจากเดือน ธ.ค. 62 (ช่วงก่อนเกิด COVID-19) ที่ 4.2 ล้านล้าน ดอลลาร์ โดยแบ่งเป็น MBS (Mortgage-backed security) 2.74 ล้านล้านดอลลาร์ (สัดส่วน 30%) และ Treasuries 5.76 ล้านล้านดอลลาร์(สัดส่วน 64%) อีกทั้งยังเป็น ตราสารหนี้ที่มีอายุน้อยกว่า 1 ปีราว 13% โดยการประชุม FED Minutes ครั้งก่อนมี การส่งสัญญาณว่า FED จะลดขนาดงบดุลลงเดือนละ 9.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งมีอยู่ 2 วิธี คือ 1.ปล่อยให้หมดอายุเอง 2.ขาย Dump ออกมา ไม่ต้องรอหมดอายุรวมถึงยังส่ง สัญญาณเร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.50% 1-2 ครั้งในปีนี้เพื่อสกัดเงินเฟ้อที่พุ่งสูง
การลดสภาพคล่อง พร้อมกับเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ถือเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อตลาด หุ้นในระยะถัดไป และยังกดดันภาพรวมสินทรัพย์เสี่ยงผันผวนในช่วงเวลานี้ ซึ่ง High light อยู่ที่การประชุมรอบ พ.ค. นี้ว่าจะมีทิศทางเป็นเช่นไร โดยคาดวันนี้ กรอบ SET Index อยู่ที่ 1668-1685 จุด
ทยอยปลดล็อคการเปิดประเทศ แต่ต้องคอยดูสัญญาณผู้เสียชีวิตจาก Covid-19
หลังสงกรานต์ ยังเห็นสัญญารณการเปิดประเทศเพิ่มขึ้นตามลำดับ เริ่มจากกระทรวง ท่องเที่ยวฯ จะเสนอให้ ศบค.พิจารณายกเลิกระบบ Test & Go สำหรับการเดินทางเข้า มาในประเทศ โดยจะให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. 65 เป็นต้นไป ช่วยลดขั้นตอนการ ลงทะเบียนผ่าน Thailand Pass โดยจะต้องมีหลักฐานเป็นผลตรวจยืนยันปลอดโควิด19 จากประเทศต้นทาง หรือ ตรวจในประเทศไทย Day 0 พร้อมกับฉีดวัคซีนอย่างน้อย 2 เข็ม ประเด็นนี้ถือเป็นบวกต่อหุ้นกลุ่มท่องเที่ยว AOT, MINT, ERW, CENTEL สถานที่ ท่องเที่ยวและที่จับจ่ายใช้สอย CPN, CRC, CPALL (BK:CPALL), MAJOR โรงพยาบาลที่มีรายได้จาก ผู้ป่วยต่างชาติBH, BDMS
อย่างไรก็ตามทางศบค.นัดประชุม 22 เม.ย. ประเมินสถานการณ์หลังสงกรานต์ 7 วัน หลังสงกรานต์ ยอดโควิดเพิ่ม พร้อมกับขอประชาชนสังเกตอาการตัวเองตรวจ ATK หลังจากที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อลดลงช่วงสั้น เหลือ 18,892 รายต่อวัน คาดว่าจะเกิดจากการ ตรวจที่น้อยลงช่วงวันหยุด แต่ยังเห็นตัวเลขผู้เสียชีวิตที่เร่งขึ้น 125 ราย/วัน (สูงเกิน100 ราย/วัน มา 7 วัน) และหากจำนวนผู้เสียชีวิตปรับขึ้นเกิน 200 ราย/วัน ก็อาจเป็น สัญญาณสำคัญที่ทำให้แผนการผ่อนคลายมาตรการควบคาม Covid-19 อาจล่าช้าได้ นอกจากนี้ ยังอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญใน GDP บ้านเรานักลงทุนจะต้องติดตามตัวเลขผู้ติดเชื้อหรือตัวเขผู้เสียชีวิตอย่างใกล้ชิด
เข้าสู่ช่วงประกาศงบกลุ่มธนาคาร ติดตามแนวโน้มคุณภาพสินทรัพย์
เข้าสู่ฤดูกาลผลประกอบการงวด 1Q65 ของกลุ่มธนาคาร เริ่มต้นด้วย TISCO ในวันนี้ ตามด้วย BAY, BBL, KKP, KTB และ TTB ในวันที่ 19 – 20 เม.ย. 65 ก่อนจะปิดท้าย ด้วย KBANK (BK:KBANK) และ SCB ในวันที่ 21 เม.ย. 65 โดยฝ่ายวิจัยคาดกำไรสุทธิกลุ่มฯ (6 ธนาคาร) งวด 1Q65 อยู่ที่ 3.9 หมื่นล้านบาท เพิ่ม 19% QoQ (+7% YoY) หนุนด้วย แนวโน้ม Credit Cost กลุ่มฯ ต่ำลง 20 bps QoQ (-10 bps YoY) มาที่ 1.3% อานิ สงค์จากการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ รวมทั้งการเร่งตั้งผลขาดทุนด้านเครดิตที่ คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) ช่วงก่อนหน้านี้ สะท้อนจาก Coverage Ratio กลุ่มฯ ณ สิ้น งวด 4Q64 ที่ 163% ด้านกำไรก่อนสำรอง (PPOP) คาดฟื้นตัว 4% QoQ (+2% YoY) เพราะประเมินค่าใช้จ่ายดำเนินงาน (OPEX) อ่อนตัว 12% QoQ ตามฤดูกาล (+5% YoY) ชดเชยรายได้ชะลอตัวจากรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย (Non - NII) เหตุเพราะงวดก่อน KKP, SCB มีหนี้สูญรับคืนและกำไรจากการขาย NPA, NPL อีกทั้งรายได้ค่าธรรมเนียม ฯ ลดตามฤดูกาล ส่วนรายได้ดอกเบี้ยฯ (NII) เพิ่มขึ้น 0.5% QoQ (+8.5% YoY) เป็นไป ในทิศทางเดียวกับสินเชื่อกลุ่มฯ ขยายตัว 1.1% QoQ (+6.3% YoY)
แนวโน้ม NPL / Loan ณ สิ้นงวด 1Q65 อยู่ในระดับใกล้เคียง 4Q64 ที่ 3.8% อานิสงค์ จากเศรษฐกิจไทยที่มีทิศทางดีขึ้น ย่อมบวกต่อรายได้ลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 ขณะที่แนวโน้มระยะถัดไปเศรษฐกิจไทยน่าจะได้แรงหนุนจากการเปิด ประเทศของภาครัฐ (ภาคท่องเที่ยวคิดเป็นสัดส่วน 20% ของ GDP ไทย) เอื้อต่อลูกหนี้ ในกลุ่มภาคบริการ กอปรกับมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ระยะยาวของ ธปท. ซึ่งลูกหนี้ ที่เข้าเกณฑ์ดังกล่าว ธ.พ. สามารถผ่อนผันการจัดชั้นลูกหนี้ไปจนถึงสิ้นปี 2566 สำหรับ ประเด็นที่ควรติดตามจากการประชุมนักวิเคราะห์งวด 1Q65 ได้แก่ เป้าหมายทาง การเงินปี 2565 ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ (โดยเฉพาะเป้าหมาย Credit Cost และ NPL Ratio) บนสภาวะแวดล้อมที่มีความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้นจากตอนต้นปี รวมทั้ง จำนวนมูลหนี้ที่อยู่ภายใต้มาตรการช่วยเหลือ
ภาพรวมมอง SETBANK ซื้อขายบน PBV ไม่แพงอยู่ที่ประมาณ 0.75 เท่า เลือก ธ.พ. ที่มีจุดเด่นเฉพาะตัว อย่าง KBANK(FV@B174) รับประโยชน์มากสุดจากการ ฟื้นตัวของเศรษฐกิจ อีกทั้งปรับตัวด้าน Digital ค่อนข้างดี ตามด้วย BBL (FV@B152) มี PBV ซื้อขาย 0.5 เท่า ไม่แพงและต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มฯ ส่วน ธ.พ. ขนาดเล็ก ชอบ TISCO(FV@B106) จาก Div yield สูงสุดในกลุ่มฯ ขณะที่ SCB แนะนำ ซื้อ หลัง SCBX เข้ามาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ช่วงปลาย เม.ย. 65 (การซื้อหุ้น SCB ตั้งแต่ช่วง 11 – 27 เม.ย. 65 จะไม่สามารถเปลี่ยนเป็น SCBX ได้)
อัตราดอกเบี้ยฯที่แท้จิงติดลบในระดับสูง การปรับขึ้นดอกเบี้ยฯอาจมาเร็วกว่าที่คาด แนะนำ BH AOT BLA
ทิศทางเงินเฟ้อฯไทยเดือน มี.ค. ที่เร่งตัวมาที่ระดับ 5.73% ขณะที่อัตราดอกเบี้ยฯบ้าน เราที่อยู่ในระดับต่ำ 0.5% ทำให้อัตราดอกเบี้ยฯที่แท้จริง (ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยฯ นโยบายลบเงินเฟ้อฯ) ติดลบมากถึง 5.23% ต่ำสุดเป็นอันดับใน 2 ในรอบ 20 ปีหลังสุด และต่ำสุดในเอเซีย
หากย้อนดูอดีตที่ผ่านมาพบว่ารอบที่เงินเฟ้อเร่งตัวเกินระดับ 5% (ตามช่วง Highlight สี แดง) จะกดให้อัตราดอกเบี้ยฯที่แท้จริงติดลบมากกว่าปกติ (ค่าเฉลี่ยรอบ 20 ปีเท่ากับ 0.13%) ส่งผลการขึ้นดอกเบี้ยฯเกิดขึ้นตามมา อาทิ ในปี 2005 เงินเฟ้อฯเร่งตัวจาก 5.35% ไปทำจุดสูงสุดที่ 6.3% ส่งผลอัตราดอกเบี้ยฯที่แท้จริงลงไปทำจุดต่ำสุดที่ - 2.80% รอบนั้น กนง.ได้มีการปรับขึ้นดอกเบี้ยฯทันทีจากระดับ 2.5% สู่ระดับ 5% ใน ระยะเวลา 12 เดือน ถัดมาในปี 2008 เงินเฟ้อเร่งตัวจาก 5.37% สู่ระดับ 9.16% ดึงให้ อัตราดอกเบี้ยฯที่แท้จริงลงมาทำจุดต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ -5.66% กนง.ได้คง ดอกเบี้ยฯในช่วงแรกไว้ที่ 3.25% เป็นระยะเวลา 6 เดือนก่อนที่จะขึ้นดอกเบี้ยฯไปที่ 3.75% ในอีก 3 เดือนถัดมา
การตอบสนองของตลาดหุ้นในยามที่ กนง. มีการปรับขึ้นดอกเบี้ยฯเพื่อสกัดเงินเฟ้อฯ มักเป็นลบต่อทิศทาง SET Index ซึ่งปรับฐานเฉลี่ย -5.28% โดยหุ้นที่ Outperform ตลาดยามนั้นมักจะเป็นหุ้นที่มีเกราะป้องกันเงินเฟ้อได้ดี อย่างกลุ่ม โรงพยาบาล กลุ่ม ท่องเที่ยว กลุ่มค้าปลีกและกลุ่มประกัน
สำหรับกลยุทธ์วันนี้ คาด SET เคลื่อนไหวในกรอบ 1668 – 1685 จุด แนะนำกลุ่ม หุ้นมีเกราะป้องกันเงินเฟ้อตามสถิติในอดีต และมีปัจจัยบวกเฉพาะตัว คือ BH มัก เป็นหุ้นที่ Outperform ตลาดได้ดีเวลาตลาดผันผวน และได้แรงหนุนจากการ ทยอยเปิดประเทศ, AOT หุ้นสนามบิน ราคายัง Laggard หุ้นท่องเทียวตัวอื่นๆ และ BLA ได้แรงหนุนจาก Bond Yield 10 ปี สหรัฐที่ปรับตัวขึ้นต่อในช่วงตลาดหุ้นไทย หยุดจาก 2.73% เป็น 2.85%
บทความนี้จัดทำและเผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์ ASIA Plus Securities








