เปิดแอป

คาด SET Index วันนี้ยังถูกกดดันต่อ

ในบทความนี้:

ตัวเลขเงินเฟ้อที่ยังมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง กระตุ้นให้ธนาคารกลาง ประเทศต่างๆ จำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินตึงตัวเพื่อกดตัวเลขเงินเฟ้อ สำหรับสถานการณ์ในบ้านเราก็อยู่ในวัฎจักรดังกล่าวเช่นกัน ทำให้ฝ่ายวิจัย เริ่มมีมุมมองเรื่องทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่เปลี่ยนไปจากเดิม ที่คาดว่า จะคงที่ระดับ 0.5% ได้ตลอดทั้งปี 2565 เป็นมีโอกาสที่จะปรับขึ้นในช่วง 2H65 โดยล่าสุด ธปท. ได้ปรับประมาณการอัตราเงินเฟ้อปี 2565 สูงขึ้นจาก เดิม 1.7% มาเป็น 4.9% ทำให้ส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยนโยบายหักด้วย เงินเฟ้อติดลบกว่า 4% ทั้งนี้ หาก กนง. ปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.25% จะส่งผลทำ ให้เป้าหมาย SET Index ลดลงราว 88 จุด จากปัจจุบันที่ 1810 จุด

คาด SET Index วันนี้ยังอยู่ภายใต้แรงกดดันคาดเคลื่อนไหวในกรอบ 1668 – 1687 จุด พอร์ตจำลองได้Cut Loss หุ้น RS (น้ำหนัก 10%) ให้ถือเป็นเงินสด สำรองเพิ่มเป็น 15% หุ้น Top Pick เลือก AOT (BK:AOT), BLA และ M

การขึ้นดอกเบี้ยไทย กดดัน Fund Flow ชะลอ และเป้าหมายดัชนีลงราว 90 จุด

ปัจจุบันตลาดคาดว่า Fed จะเร่งใช้นโยบายการเงินมีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยอีก 8 ครั้ง ในช่วงที่เหลือของปี มาอยู่ที่ 2.25% - 2.5% (ขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่า 2 เท่า เมื่อเทียบกับปี 2018 ที่ขึ้นดอกเบี้ย 4 ครั้ง) และอาจมีการลดขนาดงบดุลลง 9.5 หมื่นล้านเหรียญต่อ เดือน (ลดเร็วกว่า 3 เท่า เมื่อเทียบกับปี 2018 ที่ลดขนาดงบดุลลงราว 3.1 หมื่นล้าน บาท) กดดันตลาดหุ้นอยู่ในภาวะผันผวน

ขณะเดียวกันฝั่งตลาดหุ้นไทยเผชิญเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นทาง ธปท. คาดว่าเงินเฟ้อเฉลี่ยปี 2565 อยู่ที่ 4.9% ทำให้อาจมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยในช่วงที่เหลือของปีได้ ความกังวลต่อการลดสภาพคล่องของตลาดการเงินโลก รวมถึงโอกาสการขึ้นดอกเบี้ย นโยบายของไทยในช่วงที่เหลือของปีกดดันตลาดหุ้น 2 ส่วนหลักๆ

  1. กดดัน Fund Flow ไหลเข้าตลาดหุ้นไทยชะลอลง สะท้อนจากต่างชาติขาย สุทธิหุ้นไทย 3 วันทำการ 2.0 พันล้านบาท ส่งผลให้ยอดซื้อสุทธิครึ่งแรกของ เดือน เม.ย. ของนักลงทุนต่างชาติลดลงมากเหลือเพียง 3.3 พันล้านบาท (mtd) เมื่อเทียบกับการซื้อสุทธิใน 3 เดือนแรกของปี กว่า 1.15 แสนล้านบาท (ซื้อสุทธิเฉลี่ยเดือนละเกือบ 4 หมื่นล้านบาท) อีกทั้งดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้น กดดันให้ค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่า ส่งผลให้ต่างชาติมีโอกาสขาดทุนจาก อัตราแลกเปลี่ยน

  2. กดดันระดับ P/E ซื้อขายหุ้นไทยลดลงคือ หากกนง. มีการขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในช่วงที่เหลือของปีตามกลไกจะกดดันให้ PER65F ลดลงจาก 20.36 เท่า เหลือ 19.37 เท่า หรือ กดดันให้ดัชนีเป้าหมายที่วางไว้ 1810 จุด เหลือ 1722 จุด หรือหายไปราว 88 จุด

สรุปคือ การเร่งใช้นโยบายการเงินตึงตัว ถือเป็นปัจจัยกดดันทั้งในมุมของ Fund Flow และ Valuation ของตลาดหุ้นไทย และถือเป็นความเสี่ยงสำคัญที่นักลงทุน จำเป็นจะต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

โควิดในจีนยังระบาดหนัก ขณะที่ไทยแม้มีการเปิดประเทศมากขึ้น แต่ดัชนี CCI ยัง ไม่ฟื้นตาม

เซี่ยงไฮ้รายงานยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 ล่าสุด 25,000 รายต่อวัน และยังคงพุ่งอย่าง ต่อเนื่อง ท่ามกลางอาหารที่เริ่มขาดแคลน โดยรัฐบาลจีนประกาศยืดระยะเวลาล็อค ดาวน์เซี่ยงไฮ้ออกไป จากเดิมสิ้นสุด 6 เม.ย. นี้ เป็นจนกว่าการตรวจหาเชื้อโควิดให้ ประชาชนทั้งหมดจะแล้วเสร็จ ขณะที่ประเทศไทยเอง ศบค.ยังเดินหน้าผ่อนคลาย มาตรการควบคุมการระบาด โดยเห็นชอบในหลักการณ์สำหรับแผนคุมโควิด ระยะ 2 ที่ มีการปรับระบบ Thailand pass-Test & Go ใหม่ให้ผ่อนคลายลง และคณะกรรมการ

โรคติดต่อแห่งชาติ มีมติเห็นชอบให้ลดวันกักตัวสำหรับผู้สัมผัสเสี่ยงสูงของผู้ติดเชื้อโค วิด-19 จาก “กักตัว 7 วัน และสังเกตอาการ 3 วัน” เหลือ “กักตัว 5 วัน และสังเกต อาการ 5 วัน” ท่ามกลาง จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่ยังอยู่ในระดับสูง หลังพบติดเชื้อใหม่ เพิ่มอีก 22,387 ราย ขณะที่ผู้เสียชีวิต 105 ราย

โดยหากพิจารณาดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม (CCI) ในเดือนล่าสุด (มี.ค.) ยังคง ปรับตัวลดลงต่อเนื่องนับตั้งเปิดปีใหม่ มาอยู่ที่ระดับ 43.8 จาก 44.6 ในเดือนก่อนหน้า โดยเป็นผลจากภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศที่ยังมีความเสี่ยงจากสถานการณ์ความ ขัดแย้งรัฐเซีย – ยูเครน ราคาน้ำมันเพลิงปรับตัวสูงขึ้นและราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้นจาก ต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น กอปร ประชาชนบางส่วนยังมีความกังวลกับสถานการณ์โควิด ในปัจจุบัน เนื่องจากการลดลงของ CCI เป็นดัชนีชี้นำการลดลงของยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ของกลุ่มค้าปลีกในอีก 3-6 เดือนข้างหน้า ดังนั้นอาจเป็น Sentiment เชิงลบ ต่อกลุ่มค้าปลีกในระยะสั้น อาทิ CPALL (BK:CPALL), MAKRO, HMPRO, CRC

ประเด็นเก็บภาษีหุ้น ปี 2565 กลับมาอีกครั้ง คาดกดดัน SET Index หากเกิดขึ้นจริง หลังมีกระแสข่าวว่า ไทยกำลังพิจารณากลับมาเก็บภาษีรายรับจากการขายหลักทรัพย์ ในตลาดหลักทรัพย์ อัตรา 0.1% สำหรับนักลงทุนที่มูลค่าการซื้อขายเกิน 1ล้านบาทต่อ เดือน ตามที่แหล่งข่าวกรุงเทพธุรกิจ หากภาครัฐกลับมาจัดเก็บภาษีจริง แม้จะเป็นการส่งให้รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้น เพื่อนำมาใช้ ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ แต่ในอีกทางหนึ่งก็จะสร้างผลกระบต่อตลาดหุ้นไทย

  1. รายได้รัฐจะเพิ่มปีละประมาณ 1- 2 หมื่นล้านบาท (ถ้ามูลค่าซื้อขายยังอยู่ใน ระดับใกล้เคียงอดีต) คือ ในปีปัจจุบันนักลงทุนประเภท Active มีการซื้อขาย หุ้นเฉลี่ยราว 2-3 ล้านบาท/เดือน หากรัฐเรียกเก็บภาษีนักลงทุนที่มีการขาย หุ้นเกิน 1 ล้านบาท/เดือน แสดงว่านักลงทุนประเภท Active ส่วนใหญ่จะถูก เก็บภาษี ในเบื้องต้นหากคำนวณรายได้รัฐจากการเก็บภาษีหลักทรัพย์ หาก พิจารณาในปี2564 ตลาดฯมีมูลค่าซื้อขาย รวม 21.3 ล้านล้านบาท เมื่อคูณ อัตราภาษี 0.1% รัฐจะมีรายได้เพิ่มประมาณ 2.1 หมื่นล้านบาท และหาก พิจารณาจากมูลค่าซื้อขายในอดีต พบว่า ส่วนใหญ่แล้วรัฐจะได้รายได้เพิ่มเกิน 1 หมื่นล้านบาทต่อป

  2. ขีดความสามารถในการแข่งขันลดลง เนื่องจากผลตอบแทนของการ Trading ลดลง จาก Transaction cost ที่สูงขึ้นมาก ทำให้ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากทั้ง นักลงทุนไทยและต่างประเทศได้ลดน้อยลง โดยเฉพาะจากนักเก็งกำไร

  3. มูลค่าการซื้อขายหดตัวลง อาจส่งผลให้การเรียกเก็บภาษีในระยาวมีโอกาส ลดลง ตราบที่มูลค่าซื้อขายในอนาคตยังคงลดลงต่อเนื่อง

ประเด็นดังกล่าว หากรัฐปฏิบัติจริงถือว่ากดดันตลาดหุ้นพอสมควร ทั้งในมุม ผลตอบแทน และมูลค่าซื้อขายที่ลดลง

ค้นหากลุ่มหุ้นมักปรับตัวขึ้นเด่นหลังสงกรานต์

ภาพตลาดหุ้นไทยหลังสงกรานต์ปีนี้ อาจไม่ได้สดใสเหมือนในอดีต เนื่องจากนักลงทุน เริ่มกังวลเรื่องการลดสภาพคล่องในระบบ จากการเร่งใช้นโยบายการเงินตึงตัวของ Fed และประเทศอื่นๆ แต่ยังพอหาแนวโน้มหุ้นที่มักจะ Outperform ตลาดได้

หากพิจารณาผลตอบแทนของ SET และ Sector ต่างๆ ย้อนหลัง 10 ปีในช่วงครี่งหลัง ของเดือน เม.ย. พบว่า SET Index ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 2.0% และมีโอกาสให้ ผลตอบแทนเป็นบวก 80% ขณะที่มีกลุ่มหุ้นที่มักให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าตลาด คือ กลุ่ม หุ้นที่เข้าสู่ช่วง High Season อย่าง กลุ่ม PETRO ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 4.3% ตามมา ด้วย กลุ่ม FIN ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 3.7%, CONMAT 3.4%, ICT 3.1%, MEDIA 3.0%, COMM 2.7%, ENERG 2.6%, TRANS 2.4%, AGRI 2.4% และ PROP 2.0% เป็นต้น

ฝ่ายวิจัยฯ คัดเลือกหุ้นในกลุ่มดังกล่าวที่ราคา Laggard และยังมี Upside สูง โดยฝ่าน เงื่อนไข

  1. เป็นหุ้นที่ปรับตัวขึ้นมาน้อยกว่าตลาดในช่วง 1 ปี

  2. เป็นหุ้นที่ฝ่ายวิจัยแนะนำ “ซื้อ” มี Upside

  3. เป็นหุ้นที่อิงกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศ และอยู่ในกลุ่มที่อดีต มัก Outperform ครึ่งหลังเดือน เม.ย.

บทความนี้จัดทำและเผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์ ASIA Plus Securities

ความคิดเห็นล่าสุด

การเปิดเผยความเสี่ยง: การซื้อขายตราสารทางการเงินและ/หรือเงินดิจิตอลจะมีความเสี่ยงสูงที่รวมถึงความเสี่ยงต่อการสูญเสียจำนวนเงินลงทุนของคุณบางส่วนหรือทั้งหมดและอาจไม่เหมาะสมกับนักลงทุนทั้งหมด ราคาของเงินดิจิตอลแปรปรวนอย่างมากและอาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกต่าง ๆ เช่น เหตุการณ์ทางการเงิน กฎหมายกำกับดูแล หรือ เหตุการณ์ทางการเมือง การซื้อขายด้วยมาร์จินทำให้ความเสี่ยงทางการเงินเพิ่มขึ้น
ก่อนการตัดสินใจซื้อขายตราสารทางการเงินหรือเงินดิจิตอล คุณควรตระหนักดีถึงความเสี่ยงและต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายในตลาดการเงิน ควรพิจารณาศึกษาอย่างรอบคอบในด้านวัตถุประสงค์การลงทุน ระดับประสบการณ์ และ การยอมรับความเสี่ยงและแสวงหาคำแนะนำทางวิชาชีพหากจำเป็น
Fusion Media อยากเตือนความจำคุณว่าข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้ไม่ใช่แบบเรียลไทม์หรือเที่ยงตรงแม่นยำเสมอไป ข้อมูลและราคาที่แสดงไว้บนเว็บไซต์ไม่ใช่ข้อมูลที่ได้รับจากตลาดหรือตลาดหลักทรัพย์เสมอไปแต่อาจได้รับจากผู้ดูแลสภาพคล่องและดังนั้นราคาจึงอาจไม่เที่ยงตรงแม่นยำและอาจแตกต่างจากราคาจริงในตลาดซึ่งหมายความว่าราคานี้เป็นเพียงราคาชี้นำและไม่เหมาะสมสำหรับวัตถุประสงค์เพื่อการซื้อขาย Fusion Media และผู้ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้จะไม่รับผิดชอบใด ๆ สำหรับความเสียหายหรือการสูญเสียที่เป็นผลมาจากการซื้อขายของคุณหรือการพึ่งพาของคุณในข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้
ห้ามใช้ จัดเก็บ ทำซ้ำ แสดงผล ดัดแปลง ส่งผ่าน หรือ แจกจ่ายข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้โดยไม่ได้รับการอนุญาตล่วงหน้าอย่างชัดแจ้งแบบเป็นลายลักษณ์อักษรจาก Fusion Media และ/หรือจากผู้ให้ข้อมูล ผู้ให้ข้อมูลขอสงวนสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาและ/หรือการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้
Fusion Media อาจได้รับผลตอบแทนจากผู้โฆษณาที่ปรากฎบนเว็บไซต์โดยอิงจากปฏิสัมพันธ์ของคุณที่มีกับโฆษณาหรือผู้โฆษณา
เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษของเอกสารฉบับนี้เป็นเวอร์ชั่นหลักซึ่งจะเป็นเวอร์ชั่นที่เหนือกว่าเมื่อใดก็ตามที่มีข้อขัดแย้งไม่สอดคล้องตรงกันระหว่างเอกสารเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษกับเอกสารเวอร์ชั่นภาษาไทย