KOSPI ของเกาหลีใต้หยุดการซื้อขายชั่วคราวหลังดิ่งกว่า 5% จาก SK Hynix และ Samsung
คำประกาศของรัสเซียที่จะลดระดับการปฎิบัติการทางทหารต่อ ยูเครน เพื่อ เปิดทางนำไปสู่การเจรจา ถือเป็นสัญญาณบวกที่ชัดเจนครั้งแรก ท่าทีดังกล่าว ทำให้ตลาดการเงินตอบสนองโดย Fund Flow ไหลเข้าสินทรัพย์เสี่ยงอีกครั้ง เห็นได้จากตลาดหุ้นสำคัญปรับขึ้นได้แรง ซึ่งจะส่งผลบวกต่อเนื่องมายังตลาด หุ้นไทยในวันนี้ อย่างไรก็ตามหลังจากนี้ต้องติดตามดูผลกระทบในเชิง เศรษฐกิจที่จะชัดเจนขึ้นเช่นกัน โดยจะให้น้ำหนักไปที่ภาวะเงินเฟ้อที่จะยังอยู่ ในระดับสูง กำลังซื้อที่เบาลง ซึ่งเป็นปัจจัยฉุดรั้งให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจช้า ลง ปัจจัยอื่นที่น่าสนใจได้แก่ ท่าทีของกระทรวงการคลัง ที่อาจไม่เดินหน้าการ จัดเก็บภาษีจากค่าขายหุ้นในปีนี้ ส่วน
คาด SET Index ดีดตัวกลับขึ้นไปทดสอบแนวต้านบริเวณ 1705 จุด ส่วนแนว รับอยู่ที่ 1685 จุด พอร์ตจำลองให้นำเงินสดสำรอง 10% เข้าซื้อหุ้น IVL Top Pick เลือก IVL, GPSC และ MINT
สงครามยูเครน-รัสเซีย มีสัญญาณที่สดใส สินทรัพย์เสี่ยงดีดตัวกลับ
คณะผู้แทนจากรัฐบาลรัสเซีย ให้คำมั่นระหว่างการเจรจาสันติภาพในนครอิสตันบูล ของตุรกีว่า จะลดปฏิบัติการทางทหารในกรุงเคียฟ และเมืองเชอร์นิฮิฟ ทางตอนเหนือ ของยูเครน เพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในการเจรจาครั้งถัดไป ส่งผลให้ภาพรวม ตลาดการเงินโลกดูดีขึ้น โดยเห็นการโยกย้ายเม็ดเงินออกจากสินทรัพย์ปลอดภัยเข้าสู่ สินทรัพย์เสี่ยงสังเกตจาก ตลาดหุ้นส่วนใหญ่ปิดตัวในแดนบวกทั้งสิ้น อาทิ ยุโรปปรับขึ้น 0.8-3.0%, สหรัฐปรับขึ้น 0.9-2.6%, เอเชียเช้านี้แกว่งทรงตัวในแดนบวก เป็นต้น
ซึ่งฝ่ายวิจัยฯคาดว่าประเด็นดังกล่าวน่าจะสร้าง Sentiment เชิงบวกต่อตลาดหุ้นใน ระยะสั้น รวมถึงตลาดหุ้นไทยวันนี้ คาดแกว่งตัวในกรอบ 1685-1705 จุด
สงครามยูเครน-รัสเซีย สุ่มเสี่ยงเกิด Supply Shortage ได้ในอนาคต
การคว่ำบาตรของหลายประเทศที่มีต่อรัสเซีย ส่งผลให้เงินเฟ้อสูงขึ้น และราคา Comodity ปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยฯ เนื่องจากโครงสร้างสินค้าส่งออกของรัสเซีย ส่วนใหญ่ เป็นทรัพยากรธรรมชาติ ที่เป็นวัตถุดิบต้นน้ำของหลายอุตสาหกรรม เฉพาะอย่างยิ่ง ภาคอุตสาหกรรมหนักที่ต้องใช้เชื่อเพลิง อาทิ ปิโตรเลียม(สัดส่วนการส่งออก 52%) และ อุตสาหกรรมเกษตร-ปศุสัตว์ ที่ใช้ปุ๋ย และอาหารสัตว์ซึ่งมีความสุ่มเสี่ยงจะเกิด Supply Shortage ได้
ในส่วนของประเทศไทย ก็ได้รับผลกระทบดังกล่าวเช่นกัน โดยมีส่วนทำให้ราคาสินค้าใน กลุ่มที่เกี่ยวข้อง ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งภาครัฐต้องออกมาตรการเยียวยาเพื่อลดผลกระทบต่อ ผู้บริโภค โดยวานนี้ครม. เห็นชอบมาตรการเร่งด่วนเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชน จากสถานการณ์ ราคาพลังงานที่แพงขึ้น กรอบวงเงินเบื้องต้น 45,102.65 ล้านบาท ซึ่ง การออกมาตรการเยียวยาที่ต้องทำต่อเนื่องนับจาก Covid-19 ระบาดเมื่อ 2 ปี ก่อนจน ปัจจุบัน ทำให้ภาระทางการคลังสูงขึ้น เห็นได้จากหนี้สาธารณะที่ปรับขึ้นไปแตะ 60% ของ GDP ซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะต่อไป
ตลาดคาดกนง.ยังคงอัตราดอกเบี้ย 0.5% และดอกเบี้ยที่ยืนระดับต่ำถือเป็นความ ได้เปรียบสำหรับหุ้นไทย
การประชุม กนง. วันนี้ โดยอิงจากผลสำรวจล่าสุดของ Bloomberg พบว่า นัก เศรษฐศาสตร์จำนวน 5 ท่าน มีความเห็นว่า กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.5% ในการประชุมครั้งนี้ทั้งหมด รวมถึงนักลงทุนเตรียมรับฟังมุมมองเกี่ยวกับเงินเฟ้อ
สอดคล้องกับที่ ASPS ประเมินว่า นโยบายการเงินยังมีความจำเป็น และคาดว่า กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับต่ำนานไปอีกระยะหนึ่ง เนื่องจาก GDP ไทย ยังอยู่ใน ระดับต่ำกว่าก่อนเกิด Covid-19 อีก 2.8% ขณะที่ประเด็นเงินเฟ้อที่เร่งขึ้นมา โดยเดือน ก.พ. 65 อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น 5.28% แต่เงินเฟ้อพื้นฐานยังเพิ่มขึ้นเพียง1.8% และเป็น การเพิ่มขึ้นที่กระจุกตัวอยู่ในบางสินค้าเท่านั้น
ดังนั้นดอกเบี้ยไทยที่ยืนในระดับต่ำของไทย แตกต่างกับประเทศพัฒนาแล้วเป็น ถือ เป็นความได้เปรียบที่จะเห็นเม็ดเงินไหลจากสินทรัพย์ปลอดภัยมาสู่สินทรัพย์เสี่ยงได้ มากขึ้น รวมถึงยังมีการซื้อขายบน P/E ที่สูงกว่าในภาวะปกติได้
Inverted Yield Curve หนึ่งความเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตาม แต่ยังไม่เห็นในไทย
แม้ประเด็นสงครามระหว่างรัสเซียยูเครนเบาลง แต่เรื่องของ Supply Shortage ยัง ต้องใช้ระยะเวลาในการแก้ไข นำไปสู่ความกังวลต่อเศรษฐกิจที่ชะลอตัวในระยะถัดไป สะท้อนได้จาก Spread Bond Yield 10 ปี กับ 2 ปี ของสหรัฐแคบลงเรื่อยๆ จนอยู่ใน ระดับเข้าใกล้ศูนย์ และถ้าพลิกลงไปติดลบ หรือเกิด Inverted Yield Curve นานๆอาจ ทำให้นักลงทุนกลับมากังวลว่าจะเป็นสัญญาณนำไปสู่เศรษฐกิจชะลอตัว
เนื่องจาก Inverted Yield Curve มักเป็นสัญญาณที่ชี้นำการเกิดภาวะเศรษฐกิจ ถดถอย (Recession) โดยเฉพาะสหรัฐ โดยมักเกิดขึ้นก่อน Recession จริงประมาณ 9-14 เดือน อย่างไรก็ตาม ASPS ประเมินว่า Inverted Yield Curve สะท้อนมุมมอง ของตลาดการเงินว่าเศรษฐกิจในระยะข้างหน้าเผชิญความเสี่ยงจนอาจต้องลดอัตรา ดอกเบี้ยบ้าง สอดคล้องกับมุมมองของนาง Janet Yellen รัฐมนตรีคลังสหรัฐและ อดีตประธาน Fed ที่เคยระบุว่า “Inverted Yield Curve สะท้อนเพียงแค่ตลาดคาด ว่าอัตราดอกเบี้ยจะปรับลงในระยะข้างหน้า”
อย่างไรก็ตาม Inverted Yield Curveเป็นเพียงการสะท้อนถึงมุมมองของนักลงทุน ในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น ซึ่งอาจจะไม่ได้นำไปสู่การเกิดเศรษฐกิจถดถอยจริงก็เป็นได้ และส่วนต่างระหว่าง Spread Bond Yield 10 ปี กับ 2 ปี ของไทย ยังห่างกันมาก ถึง 150 bps. หรือ 1.5% แสดงว่า มุมมองนักลงทุนยังเห็นว่าเศรษฐกิจไทยยังมี แนวโน้มฟื้นต่อได้ แตกต่างกับทางสหรัฐ
Market Earning Yield Gap ไทย กว้างขึ้น ส่วนทางหลายประเทศแคบลง
ประเด็นรัสเซียยูเครนผ่อนคลายลง ถือเป็นแรงหนุนตลาดหุ้นโลก รวมถึงหุ้นไทยให้ เดินหน้าต่อได้ และในมุม Valuation ยังมีความน่าสนใจ ณ SET Index ปัจจุบัน 1685 จุด ยังมีความน่าสนใจ เนื่องจากมี MEYG ที่ 4.6% (สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ 4%)
และหากเปรียบเทียบกับ Forward MEYG หุ้นโลก ภายใต้ดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐจะมี การปรับชึ้นอีก 5 ครั้งในช่วงที่เหลือของปี แต่ไทยยังไม่ขึ้น พบว่า Forward MEYG ไทย กว้างขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 4.7% สูงกว่าตลาดหุ้นโลก (MSCI World) ที่แคบลงมาอยู่ที่ 3.5% ถือเป็นอีกหนึ่งแม่เหล็กดึงดูด Fund Flow ทั้งในและต่างประเทศที่สำคัญ
สรุปคือ ตลาดหุ้นไทยยังมีความได้เปรียบในหลายมุม ทั้งมีสัดส่วนการค้ากับรัสเซีย ไม่ถึง 1% ได้รับผลกระทบจำกัด, กำไรมีแรงหนุนจากหุ้นที่อิงกับราคา Community ถึง 1 ใน 3 และเศรษฐกิจยังมีช่วงว่างในการฟื้นตัวไประดับก่อนเกิด โควิด บวกกับ Fund Flow ที่ไหลเข้าต่อเนื่องหนุนให้ตลาดหุ้นไทยยังมีโอกาส ปรับตัวขึ้นได้ต่อ นอกจากนี้การเว้นระยะในการเก็บภาษีซื้อขายหลักทรัพย์ น่าจะ ช่วยให้มูลค่าการซื้อขายกลับมาคึกคักมากขึ้น หลังจากก่อนหน้านี้ขะลอไปเหลือ เพียง 5 – 7 หมื่นล้านบาทต่อวัน
กลยุทธ์วันนี้ แนะนำเลือกหุ้นได้แรงหนุนจากประเด็นรัสเซียยูเครนผ่อนคลาย GPSC (แรงกดดันต้นทุนพลังงานลดลง) IVL (คาดหวัง spread ดีขึ้น เตรียมเข้าสู่ High Season), MINT (ได้ Sentiment จากหุ้นโรงแรมยุโรปปรับตัวขึ้นได้แรง) เป็น Toppick
บทความนี้จัดทำและเผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์ ASIA Plus Securities








