KOSPI ของเกาหลีใต้หยุดการซื้อขายชั่วคราวหลังดิ่งกว่า 5% จาก SK Hynix และ Samsung
การประชุม NATO ในวันนี้ถือได้ว่าเป็นสัญญาณที่จะชี้นำไปถึงแนวโน้ม สถานการณ์สู้รบ ยูเครน-รัสเซีย รวมถึงภาพเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป ภาวะ ดังกล่าวน่าจะทำให้เกิด ภาวะ Wait & See ส่วนในบ้านเรา ธปท. และ กลต. มีการออกประกาศว่าด้วยเรื่องกฎเกณฑ์ในการควบคุม Digital Asset โดย กลต. ออกประกาศห้ามใช้สกุลเงินดิจิทัล เป็นตัวกลางในการชำระค่าสินค้า และบริการ ขณะที่ ธปท. ประกาศเกณฑ์เรื่องการที่ธนาคารพาณิชย์จะเข้า ลงทุนในธุรกิจ Digital Asset ได้ไม่เกิน 3% ของเงินกองทุน ซึ่งการประกาศ ดังกล่าวน่าจะทำให้หุ้นที่เกี่ยวโยงกับ Digital Asset ในแง่มุมต่างๆ ถูกกดดัน นอกจากนี้หุ้นเก็งกำไรขนาดเล็กก็จะเกณฑ์ของ SET มาควบคุมมากขึ้น คาด SET Index อยู่ในภาวะ Wait & See รอผลประชุม NATO กรอบการ เคลื่อนไหว 1668-1685 จุด พอร์ตจำลองวันนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลง โดยคงถือ เงินสดสำรองไว้ 10% Top Pick เลือก AEONTS, INSET และ KCE
ตลาดหุ้น Wait and See รอผลประชุม NATO ในวันนี้
ภาพรวมตลาดการเงินโลกอยู่ในโหมด Wait and See หรือเห็นเม็ดเงินไหลออกจาก สินทรัพย์เสี่ยงเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น สังเกตจาก Bond Yield ระยะสั้นปรับตัว ลง, ราคาทองคำปรับตัวขึ้น และ Dollar Index แข็งค่า และสินทรัพย์เสี่ยงอย่างตลาด หุ้นพักตัวในหลายภูมิภาคอีกครั้ง อาทิ เช่น ยุโรปปรับลง 0.2-1.5%, สหรัฐปรับลง 1.2- 1.7%, เอเชียเช้านี้แกว่งทรงตัว ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ Brent ยังคงปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ล่าสุดอยู่ที่ระดับ 121 เหรียญ/ บาร์เรล (+5% จากวันก่อนหน้า) หลัง IEA รายงานว่า การคว่ำบาตรการส่งออกน้ำมันของรัสเซียจะส่งผลให้น้ำมันดิบหายไปจากตลาดรวม โดยล่าสุดรายงานสต็อคน้ำมันดิบสหรัฐลดลง 2.07 ล้านบาร์เรล จากที่คาดลดลง 1.39 ล้านบาร์เรล (ลดลงมากกว่าคาด)
ทั้งนี้ ASPS เชื่อว่านักลงทุนจะรอผลประชุม NATO ก่อนที่จะกำหนดกลยุทธ์การลงทุน ต่อไป โดยการประชุม NATO ที่จะเกิดขึ้นในวันนี้ASPS ประเมินว่ามี 2 ประเด็นสำคัญ ที่ต้องติดตาม ดังนี้
1. NATO จะส่งอาวุธยุทโธปกรณ์เพิ่มเติมให้แก่ยูเครนหรือไม่: หากส่งอาวุธให้ เพิ่มเติม อาจส่งผลให้ความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครนยืดต่อไปได้ง่าย โดยเฉพาะการสู้รบ
2. NATO จะมีคว่ำบาตรรัสเซียเพิ่มเติมอีกหรือไม่: หากมีการคว่ำบาตรเพิ่มเติม อีก อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจรัสเซีย และเศรษฐกิจของประเทศอื่นๆได้อีก โดยเฉพาะผลกระทบในระยะปานกลาง
Inverted Yield Curve อีกหนึ่งสัญญาณเศรษฐกิจชะลอตัว?
สัญญาณการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสหรัฐมีมาอย่างต่อเนื่อง สะท้อนจากการประชุม Fed กลางเดือน มี.ค. 2565 ที่ผ่านมา มีตัวแทน Fed ได้แสดงความเห็นดังนี้
• นาย Jerome Powell ประธาน Fed กล่าวแสดงความเห็นต่อภาวะ เศรษฐกิจสหรัฐว่า “สหรัฐเผชิญภาวะตลาดแรงงานตึงตัว และอัตราเงินเฟ้อ ที่สูงเกินไป” และ “Fed พร้อมดำเนินนโยบายที่จำเป็น รวมถึงการปรับขึ้น อัตราดอกเบี้ยมากกว่า 0.25% หากจำเป็น”
• นาย James Bullard ประธาน Fed สาขา St. Louis กล่าวว่า “Fed ควร ดำเนินนโยบายที่เข้มงวดขึ้น เพื่อควบคุมอัตราเงินเฟ้อ และควรรีบ ดำเนินการโดยไม่ชักช้า”
คำกล่าวตัวแทน Fed ข้างต้นส่งผลให้ตลาดการเงินปรับมุมมองอีกครั้งว่า Fed มีโอกาส จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือน พ.ค. 2565 ราว 0.5% จาก 0.25-0.5% เป็น 0.75-1% หรือตลอดทั้งปีขึ้นอีก 5 ครั้ง (ขึ้น 0.5% จำนวน 2 ครั้ง คือเดือน พ.ค. และ ก.ย. 2565) ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ย ณ ปลายปีอยู่ในช่วง 2-2.25% จากเดิมที่ตลาดเคยคาด 1.75- 2%
มุมมองของ Fed ที่เร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ย ส่งผลให้ Bond Yield ระยะสั้น เช่น อายุ 2 ปี ปรับขึ้นตาม ในขณะที่ Bond Yield ระยะยาว เช่น อายุ 10 ปี ปรับขึ้นช้ากว่า เนื่องจาก Bond Yield ระยะสั้น มีความใกล้ชิดกับอัตราดอกเบี้ยสูง ขณะที่ Bond Yield ระยะยาว จะแปรผันตามแนวโน้มเศษฐกิจในอนาคตมากกว่า ส่งผลมีโอกาส เกิดภาวะ Bond Yield ระยะยาว น้อยกว่า Bond Yield ระยะสั้น หรือ Inverted Yield Curve ในระยะต่อไปได้ (ส่วนต่าง Bond Yield 10/2 ปีสหรัฐปรับลดลง) ทั้งนี้ Inverted Yield Curve มักเป็นสัญญาณที่ชี้นำการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) โดยเฉพาะสหรัฐ โดยมักเกิดขึ้นก่อน Recession จริงประมาณ 9-14 เดือน (ดังรูปบน) อย่างไรก็ตาม ASPS ประเมินว่า Inverted Yield Curve สะท้อน มุมมองของตลาดการเงินว่าเศรษฐกิจในระยะข้างหน้าเผชิญความเสี่ยงจนอาจต้องลด อัตราดอกเบี้ยบ้าง (ดังรูปล่าง) สอดคล้องกับมุมมองของนาง Janet Yellen รัฐมนตรี คลังสหรัฐและอดีตประธาน Fed ที่เคยระบุว่า “Inverted Yield Curve สะท้อนเพียง แค่ตลาดคาดว่าอัตราดอกเบี้ยจะปรับลงในระยะข้างหน้า”
จากภาวะ Inverted Yield Curve ที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้ ประกอบกับความเสี่ยงของ ความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครนที่มีโอกาสยืดเยื้อ โดยเฉพาะการคว่ำบาตร ASPS จึงคาด ว่า หากเศรษฐกิจในอนาคต มีแนวโน้มชะลอตัว จน Fed ต้องพิจารณาชะลอขึ้นอัตรา ดอกเบี้ย หรืออาจถึงขั้นลดอัตราดอกเบี้ย หนึ่งในสาเหตุสำคัญก็น่าจะหนีไม่พ้นความ ขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน ดังนั้น ประเด็นความขัดแย้งของทั้ง 2 ประเทศนี้ยังต้องติดตาม ต่อไปอย่างใกล้ชิด เพราะเป็นประเด็นที่มีน้ำหนักต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและตลาด การเงินของโลกในอนาคตได้
เสียงจากผู้คุมกฎ (ธปท., ก.ล.ต.) เกี่ยวกับ Digital Asset
วานนี้ ก.ล.ต. ห้ามผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลทุกประเภท (เช่น Exchange ภายใต้ ก.ล.ต. อย่าง Bitkub, Satang Pro, Zipmex เป็นต้น) ส่งเสริมหรือเปิดให้บริการการ ชำระสินค้าและบริการด้วยสินทรัพย์ดิจิทัล มีผลตั้งแต่ 1 เม.ย. 65 หากเริ่มทำแล้วให้ผู้ ประกอบธุรกิจปฏิบัติตามที่หลักเกณฑ์กำหนดภายใน 30 วันนับแต่วันที่ประกาศมีผลใช้ บังคับ โดยรวมฝ่ายวิจัยมองกระทบเชิง Sentiment กับหุ้นที่เคยประกาศว่าจะรับชำระ สินค้าด้วยสินทรัพย์ Digital แต่ในเชิงพื้นฐานของบริษัทเหล่านั้นไม่ได้เปลี่ยนแปลง เนื่องจากมองว่าการเปิดตัวรับชำระสินค้าด้วยสินทรัพย์ Digital น่าจะเป็นการทำ การตลาดในกลุ่มลูกค้า Gen Y มากกว่า ซึ่งไม่น่ามีนัยฯ ต่อยอดขายบริษัทเหล่านั้น อีก ทั้งหากนักลงทุนที่ถือ Digital Asset (DA) ต้องการซื้อสินค้าหรือบริการ ย่อมสามารถ แปลง DA เป็นสกุลเงินทั่วไป (Fiat currency) เพื่อชำระสินค้าได้อยู่แล้ว โดยใช้ ระยะเวลาไม่นาน (กรณีที่ระบบ Exchange ไม่ล่ม) ขณะที่ช่วงเย็นวานนี้ ธปท. เตรียมออกร่างแนวทางการกำกับดูแลกลุ่มธุรกิจทางการเงิน ของธนาคารพาณิชย์ที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับดิจิทัล (เปิดร่างหลักเกณฑ์เพื่อรับฟังความเห็น บน BOT website และออกประกาศภายใน 1H65) สาระสำคัญดังนี้
1. ยกเลิกเพดานการลงทุนในธุรกิจ FinTech (ไม่รวมธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ DA) จากเดิมที่เคยกำหนดไว้ที่ 3% ของเงินกองทุน ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยมองบวกต่อประเด็น ดังกล่าว เนื่องจากเปิดโอกาสให้กลุ่ม ธ.พ. สามารถเพิ่มสัดส่วนการลงทุนได้มากขึ้น อย่างไรก็ดีหากกลุ่มฯ มีการลงทุนขนาดใหญ่ ราคาซื้อขายควรอยู่ในระดับใกล้เคียงกับ Peers ราคาหุ้นจึงจะได้รับการตอบสนองเชิงบวกจากตลาด โดย SCB ถือเป็นธนาคารที่ มีประสบการณ์การลงทุนใน Fintech (7% ของเงินกองทุน) น่าจะได้รับประโยชน์จาก ประเด็นนี้ รวมถึง KBANK (BK:KBANK) ที่มีการกระจายการลงทุนใน Fintech ช่วงที่ผ่านมา
2. ให้บริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน สามารถลงทุนในกิจการที่ประกอบธุรกิจที่ เกี่ยวข้องกับ DA (ห้ามธนาคาร ประกอบธุรกิจ DA โดยตรง) ภายใต้เพดานที่ 3% ของ เงินกองทุน ส่วนที่เกินให้นำมาหักออกจากเงินกองทุน เพื่อให้การขยายตัวเป็นไปอย่าง ค่อยเป็นค่อยไป หากในอนาคตธุรกิจ DA มีมาตรฐานเหมาะสมตามที่ ธปท. กำหนด (เช่น CG, Market conduct, AML/CFT) สามารถพิจารณาปรับเพิ่มหรือยกเลิก Limit ได้ นอกจากนี้หากกลุ่มธุรกิจทางการเงินมีการถือครอง DA ต้องมีเงินกองทุนเพิ่มขึ้น (ยัง ไม่มีรายละเอียดส่วนนี้, ปัจจุบัน ธ.พ. ไม่มีการถือครอง DA) ความเห็นฝ่ายวิจัย ธ.พ. ส่วนใหญ่ในกลุ่มฯ ไม่ได้มีการลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ Digital Asset ขนาดใหญ่มากนัก ยกเว้น SCB ที่อยู่ระหว่างการเข้าซื้อหุ้น 51% ใน Bitkub online กับ SCBS (SCB ถือ 100%) มูลค่าธุรกรรม 1.8 หมื่นล้านบาท เมื่อเทียบ กับเงินกองทุน ณ สิ้นปี 2564 ของ SCB ที่ราว 4.2 แสนล้านบาท จึงสามารถลงทุนใน ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ Digital Asset ได้ไม่เกิน 1.3 หมื่นล้านบาท (วิธีการคำนวณที่ ชัดเจนต้องรอประกาศ ธปท. อย่างเป็นทางการ) ทำให้ดีลนี้เป็นเรื่องต้องติดตามต่อว่า SCB จะเดินไปในทิศทางใด ในกรณีที่เดินหน้าต่อต้องดูว่าจะสามารถขอผ่อนผันเกณฑ์ Limit ได้หรือไม่หรือต้องต่อรองราคาซื้อขายให้ต่ำลง หรือลดสัดส่วนการเข้าซื้อหุ้นใน BItkub online ให้สอดรับกับ Limit ข้างต้น อย่างไรก็ดีกว่าประกาศฉบับนี้จะประกาศ อย่างเป็นทางการภายใน 1H65 มีความเป็นไปได้ที่ธุรกรรมนี้จะถูกเลื่อนออกไปเกิน 1H65 คงน้ำหนัก เท่าตลาด เลือก KBANK(FV@B174) และ TISCO(FV@B106) เพราะ ROE ทำได้ดีกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มฯ ส่วน SCB(FV@B140) ราคาหุ้นปรับฐานจนมาซื้อขายต่ำกว่า ราคาช่วง 2 วันก่อนประกาศดีลที่บริเวณ 125-130 บาท ตอบรับประเด็นลบแล้ว แนะนำ ซื้อ (ณ 22 มี.ค. 65 มีผู้ตอบรับคำ tender offer แล้ว 49.6% ทำให้สภาพคล่อง การซื้อขายเริ่มลดลง อาจเป็นเหตุให้ราคาผันผวนมากขึ้น)
บทความนี้จัดทำและเผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์ ASIA Plus Securities








