KOSPI ของเกาหลีใต้หยุดการซื้อขายชั่วคราวหลังดิ่งกว่า 5% จาก SK Hynix และ Samsung
Investment Ideas:
ภาพรวมการลงทุน - เราคาดว่า SET วันนี้จะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,650-1,685 จุด เราคาดว่า SET จะ ยังคงผันผวน แต่เรามีมุมมองเป็นบวกระยะสั้น โดยเฉพาะกับหุ้นในกลุ่ม Growth หลังเฟดมีความชัดเจน ที่มากขึ้นกับแนวโน้มเศรษฐกิจ แม้จะมีการปรับลดประมาณการ GDP จากปัจจัยที่ไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นทั้ง ปัญหาสงครามยูเครน และปัญหาเงินเฟ้อ แต่ยืนยันไม่มีสัญญาณการเกิด Economics Recession โดย ยังใช้คําว่า “Very Strong” สําหรับการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ รวมไปถึงปัจจัยบวกจากการที่ ทางการจีนออกนโยบายการเงิน เพื่อรักษาเสถียรภาพหุ้นจีนในต่างประเทศ รวมไปถึงตลาดเงินในฮ่องกง รวมไปถึงภาคอสังหาริมทรัพย์ของจีน และการเจรจาสันติภาพระหว่างยูเครน-รัสเซีย แม้จะยังไม่มีข้อสรุป แต่ไม่มีปัจจัยลบใหม่เพิ่มเติม กลยุทธ์การลงทุน เราแนะนําลงทุนหุ้นในกลุ่มที่มี Valuation น่าสนใจ โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มธนาคาร (KBANK (BK:KBANK) BBL SCB และ TTB) และกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (DELTA HANA KCE และ SMT) กลุ่มเครื่องดื่ม (OSP และ CBG) รวมไปถึงหุ้นในกลุ่ม Defensive ที่เราแนะนํา ก่อนหน้านี้ (BH BDMS INTUCH ADVANC BEM HMPRO CPALL (BK:CPALL) และ MAKRO) Trading Ideas: ถึงเวลาของกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เลือก SMT KCE และ HANA เป็นหุ้นเด่น - เรามอง 2 ปัจจัยหนุนหุ้นในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ มาจาก (1) แนวโน้มค่าเงินบาทที่อ่อนค่า โดยค่าเงินบาทล่าสุด 33.44 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ อ่อนค่า 1.02 บาท (+2.19%) ในเดือน มี.ค. 65 เป็นปัจจัยหนุนหุ้นในกลุ่ม Growth stock ก่อนหน้านี้ และ (2) ราคาหุ้นที่ Underperform market โดยราคาหุ้นในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ในปี 2565YTD ได้แก่ DELTA (-18.96) HANA (-46.36) KCE (-28.4%) และ SMT (-27.1%) ขณะที่ SET ปรับ เพิ่มขึ้น 0.62% โดยราคาหุ้นที่ปรับลดลง สะท้อนความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากความไม่แน่นอนของภาพรวม เศรษฐกิจ และแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยโลกที่ปรับเพิ่ม อย่างไรก็ตามล่าสุดเฟดประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เพียง 0.25% ตามคาด ลดแรงกดดันต่อหุ้นในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ระยะสั้น เรามองเป็นบวกต่อ HANA KCE DELTA และ SMT
- เฟดขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ตามคาด พร้อมเริ่มทํา OT รอบหน้า - 4 ประเด็นที่ได้จากการประชุมเฟดรอบล่าสุด (1) คณะกรรมการเฟดมีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น 0.25% สู่ระดับ 0.25-0.50% (2) ปรับคาดการณ์ เงินเฟ้อในปี 2565 เป็น 4.3% จากเดิมที่ 2.6% และปรับเพิ่มประมาณการเงินเฟ้อในปี 2566-2567 เป็น 2.6% และ 2.3% เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ 2.3% และ 2.1% ตามลําดับ (3) ปรับลดประมาณการ GDP สหรัฐฯ ปี 2565 เป็น 2.8% ลดลงจากเดิมที่ 4.09% แต่ยังคงประมาณการ GDP ในปี 2566-2567 อยู่ที่ 2.2% และ 2.0% ตามลําดับ (4) คณะกรรมการคาดว่าจะเริ่มปรับลดการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และตราสาร หนี้ที่มีสินเชื่อที่อยู่อาศัยเป็นหลักประกันการจํานอง (MBS) หรือการทํา QT ในการประชุมรอบเดือน พ.ค. (3-4 พ.ค.) โดยยังไม่มีการระบุกรอบเวลาในการปรับลด และขนาดของการปรับลดลง และ (5) ในปี 2565 เฟดส่งสัญญาณการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยขึ้นรวม 7 ครั้ง (เหลืออีก 6 ครั้งในช่วงที่เหลือของปี 2565) ซึ่ง เท่ากับจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยทุกครั้งในการประชุม FOMC (เดือน พ.ค. มิ.ย. ก.ค. ก.ย. พ.ย. และ ธ.ค.) ซึ่งจะทําให้อัตราดอกเบี้ยนโยบาย ณ สิ้นปี 2565 อยู่ที่ 1.75% ตามที่เราคาดไว้ก่อนหน้านี้ อย่างไร ก็ตามเรามองปัจจัยกดดันตลาดอยู่ที่การปรับลดขนาดงบดุล เพื่อดูดซับสภาพคล่อง หรือการทํา QT ซึ่ง ปัจจุบัน US Current Balance sheet อยู่ที่ 8.9 ล้านล้านเหรียญ กรณี Base case คาดว่าจะลดลงเหลือ 8.5 ล้านล้านเหรียญ ภายในสิ้นปี 2565 และลดลงเหลือ 7.7 และ 7.0 ล้านล้านเหรียญ ภายในสิ้นปี 25662567 แต่กรณีแย่สุดจะลดลงเหลือ 7.3 ล้านล้านเหรียญ ภายในสิ้นปี 2565 และลดลงเหลือ 6.0 และ 5.0 ล้านล้านเหรียญ ภายในสิ้นปี 2566-2567 ติดตามการประชุม BOE และ BOI วันที่ 18 มี.ค. - ปัจจัยสําคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ (1) สถานการณ์ ตึงเครียดระหว่างรัสเซียและยูเครน (2) สถานการณ์โควิด-19 ทั้งในและต่างประเทศ (3) การประชุมธนาคาร กลางอังกฤษ (BOE) และธนาคารญี่ปุ่น (BOI) วันที่ 18 มี.ค. และ (4) ดัชนีราคาผู้บริโภค เดือน ก.พ. ของ ยูโรโซน (17 มี.ค.) และ ของญี่ปุ่น (18 มี.ค.) รายงานตัวเลขทางด้านเศรษฐกิจที่สําคัญ - กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ รายงานยอดค้าปลีก เดือน ก.พ. เพิ่มขึ้น 0.36MoM และเพิ่มขึ้น 17.6%YoY (คาดเพิ่มขึ้น 0.49%MoM) รายงานยอดค้าปลีก เดือน ก.พ. ตํากว่าคาด ส่วนหนึ่งได้รับผลกระทบจากยอดค้าปลีกออนไลน์ที่ลดลง 3.76MoM อย่างไรก็ตามการปรับเพิ่มของยอด ค้าปลีก เมื่อเทียบ YoY เป็นผลมาจากยอดขายน้ํามันในสถานีบริการน้ํามันที่เพิ่มขึ้น / สมาคมนายธนาคาร เพื่อการจํานอง (MBA) ของสหรัฐฯ รายงานจํานวนผู้ยื่นขอสินเชื่อเพื่อการจํานองลดลงในสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จํานองที่ปรับตัวขึ้น (1) จํานวนผู้ที่ยื่นขอสินเชื่อเพื่อการรีไฟแนนซ์ ลดลง 3%WoW และลดลง 499%YoY (2) จํานวนผู้ยื่นขอสินเชื่อเพื่อการซื้อที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้น 1%yoW และ ลดลง 8%YoY และ (3) อัตราดอกเบี้ยเงินกู้เฉลี่ยเพื่อการจํานองแบบคงที่ระยะเวลา 30 ปี ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 4.27% จากระดับ 4.09% มุมมองทางเทคนิค - หุ้นแนะนําปัจจัยทางเทคนิค เราเลือก OSP SAWAD และ BGRIM
บทวิเคราะห์นี้จัดทำขึ้นและเผยแพร่โดยทีมนักวิเคราะห์ของ Asia Wealth Securities









