KOSPI ของเกาหลีใต้หยุดการซื้อขายชั่วคราวหลังดิ่งกว่า 5% จาก SK Hynix และ Samsung
ผลประชุม Fed ออกมาตามคาดคือปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ส่วนการลดขนาดงบดุล คาดว่าจะเริ่มพิจารณาในการประชุมรอบเดือน พ.ค. 65 ซึ่งฝ่ายวิจัยคาดว่าจะยังไม่เห็นการปฎิบัติการเชิงรุกในช่วงครึ่งแรกของปี 2565 ส่วนสถานการณ ยูเครน-รัสเซีย เห็นโอกาสที่จะนำไปสู่จุดยุติการสู้รบ ผ่านเวทีการเจรจามากขึ้น ภาพดังกล่าวทำให้ตลาดหุ้นสำคัททั่วโลกปรับตัว สูงขึ้น ซึ่งจะเป็น Sentiment บวกที่ส่งมายังตลาดหุ้นไทยวันนี้ สำหรับ ประเด็นในประเทศที่น่าจับตาเป็นเรื่องการประชุม ศบค. วันศุกร์นี้ที่จะมีการ พิจารณาผ่อนคลายเกณฑ์ Test&Go หนุนภาคการท่องเที่ยว ขณะที่ ธปท. แสดงท่าที่คงอัตราดอกเบี้ยต่ำเพื่อช่วยฟื้นเศรษฐกิจ
เชื่อว่า SET Index ยังมีMomentum เชิงบวกต่อเนื่อง กำหนดกรอบการ เคลื่อนไหวช่วง 1660 – 1685 จุด พอร์ตจำลองวันนี้ไม่มีการปรับเปลี่ยน ส่วน หุ้น Top Pick เลือก 3 บริษัทเดิม คือ KBANK (BK:KBANK), KCE และ MINT
การเจรจารัสเซีย-ยูเครนคืบหน้าต่อเนื่อง หนุน Flow ไหลกลับเข้าสินทรัพย์เสี่ยง
การเจรจาระหว่างรัสเซียและยูเครนมีความคืบหน้าในเชิงบวกอย่างต่อเนื่อง สะท้อน จากท่าทีของทั้ง 2 ประเทศล้วนผ่อนคลายขึ้น ไม่ว่าจะเป็น
-
ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ของยูเครน กล่าวว่า “การทำข้อตกลงกับ รัสเซียในการยุติสงครามในยูเครนเริ่มใกล้ความจริงมากขึ้น”
-
นายเซอร์เก ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศของรัสเซีย กล่าวว่า ““ผมมองเห็น ความหวังที่รัสเซียและยูเครนจะสามารถประนีประนอมในการเจรจา สันติภาพ”
ท่าทีผ่อนคลายและประนีประนอมของทั้ง 2 ประเทศ ช่วยหนุนความคาดหวังเชิงบวก ว่าข้อสรุปจากการเจรจาของทั้ง 2 ฝ่ายน่าจะอยู่ไม่ไกลไปมากนัก ภาวะดังกล่าวสร้าง ความผ่อนคลายให้กับบรรยากาศการลงทุนของโลก หนุนให้ Fund Flow ไหลกลับเข้า ไปยังสินทรัพย์เสี่ยง (Risk Asset) ได้ต่อ สะท้อนจากตลาดหุ้นโลกปรับฟื้นตัวได้ดีวานนี้ ขณะที่ ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะพลังงานยังเผชิญแรงกดดันจากความขัดแย้ง รัสเซีย-ยูเครนที่ผ่อนคลายต่อเนื่อง เช่น ราคาถ่านหินลดลง 14.8%, ราคาน้ำมันดิบ Brent ลดลง 1.9% ปิดต่ำกว่าระดับ 100 เหรียญ/บาร์เรล เป็นวันที่ 2
ภาพรวม จากความคาดหวังของการเจรจารัสเซีย-ยูเครน เชื่อว่าจะช่วยให้ตลาดหุ้นไทย ในวันนี้ได้รับ Sentiment เชิงบวกตามไปด้วย โดยคาดกรอบการเคลื่อนไหวของ SET Index ในวันนี้อยู่ในช่วง 1,660-1,685 จุด
ผลการประชุม Fed ตามคาด ส่วนไทยย้ำยังคงดอกเบี้ยต่ำต่อ
ผลกาประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) วานนี้ มีมติปรับอัตราดอกเบี้ย 0.25% ตาม ตลาดคาด ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐปรับขึ้นจาก 0-0.25% เป็น 0.25-0.5% โดยในการประชุมครั้งนี้ Fed ได้ส่งสัญญาณอื่นๆเพิ่มเติม คือ
ทิศทางอัตราดอกเบี้ยในอนาคต: Fed บอกใบ้ผ่านประมาณการแนวโน้มอัตราดอกเบี้ย (Dotplot) ว่าในปี 2565 จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยประมาณ 7 ครั้ง และปี 2566 ประมาณ 4 ครั้ง นับว่าสอดคล้องกับมุมมองของตลาดที่ประเมินไว้ในช่วงก่อนหน้าว่า Fed จะขึ้น อัตราดอกเบี้ยในปี 2565 ราว 6-7 ครั้ง ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยสหรัฐ ณ ปลายปีน่าจะ อยู่ในช่วง 1.75-2%
การปรับลดขนาดงบดุล (Balance Sheet Reduction): Fed ระบุว่าจะเริ่มต้นการปรับ ลดดุลในการประชุมครั้งถัดไป หรือในวันที่ 3-4 พ.ค. 2565 ซึ่งก็นับว่าใกล้เคียงกับที่ ตลาดเคยคาดเช่นกันว่า การปรับลดงบดุลจะเกิดขึ้นหลัง Fed ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ครั้งแรก และน่าจะเกิดขึ้นช่วงกลางๆปี 2565
จากผลการประชุม Fed และการส่งสัญญาณนโยบายการเงินที่สอดคล้องกับคาดการณ์ ของตลาดในภาพรวม ส่งผลให้วานนี้ ตลาดหุ้นโลกปรับขึ้นได้ต่อ เช่น ดัชนี NASDAQ +3.8%, S&P 500 +2.4%, Dow Jones +1.6% โดย NASDAQ ฟื้นตัวมากสุด เพราะ หุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีเป็นหุ้นที่อ่อนไหวกับประเด็นอัตราดอกเบี้ยของ Fed มากที่สุด เมื่อผลประชุมจริงเป็นไปตามคาดจึงปรับขึ้นได้มาก และคาดว่าในวันนี้หุ้นกลุ่มชิ้นส่วน อิเล็กทรอนิกส์ของไทยน่าจะได้ Sentiment บวกตามไปด้วย โดย ASPS ยังคงเลือก KCE (FV@B90) เป็น Top pick ของกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และ Toppick ของ พอร์ตจำลองในวันนี้
และสำหรับทิศทางอัตราดอกเบี้ยของไทย ASPS ยังย้ำมุมมองเดิมว่าอัตราดอกเบี้ยไทย ไม่จำเป็นต้องขยับตามสหรัฐ โดยเชื่อว่า ไทยจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่ำที่ 0.5% ต่อไปตลอดปี 2565 สอดคล้องกับมุมมองของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หลัง นายปิติ ดิษทัต ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า “อัตราดอกเบี้ยต่ำยังมีความเป็นต่อการ ดูแลเศรษฐกิจ” จากคำกล่าวของรองผู้ว่า ธปท. ล่าสุดนับเป็นการตอกย้ำว่าไทยจะคง อัตราดอกเบี้ยต่อไป
ศบค. เตรียมผ่อนคลาย Test & Go เพิ่ม บวกกับกลุ่มท่องเที่ยว … ชอบ MINT ที่สุด
แม้สถานการณ์การแพร่ระบาด COVID-19 ในประเทศยังค่อนข้างทรงตัว หลังจำนวนผู้ ติดเชื้อรายใหม่ยังทรงตัวราว 2.5 หมื่นรายต่อวัน
แต่หากพิจารณาในทางการควบคุมกิจกรรมเศรษฐกิจกลับพบว่ายังมีสัญญาณที่ดี อาทิ เช่น กทม. ออกประกาศมาตรการผ่อนคลายล่าสุด ร้านอาหารสามารถให้บริการบริโภค เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในร้านได้ถึง 5 ทุ่ม (ก่อนหน้านี้บริโภคได้ไม่เกิน 3 ทุ่ม)และในวันที่ 18 มี.ค. 65 ติดตามการประชุม ศบค. ชุดใหญ่ ลุ้นมีการผ่อนคลายมาตรการเพิ่มเติม โดยอิงจากกระแสข่าว พบว่ากระทรวงสาธารณสุขตรียมเสนอผ่อนคลาย Test & Go เพื่อความคล่องตัว จากเดิมกำหนดให้ผู้เดินทางจะต้องมีผลตรวจเชื้อเป็นลบด้วยวิธี RTPCR ใน 72 ชั่วโมงก่อนเดินทาง และมาถึงแล้วให้ตรวจ RT-PCR ซ้ำอีกครั้งทันที ก็เสนอ เป็นไม่จำเป็นต้องตรวจ RT-PCR ใน 72 ชั่วโมงแล้ว จึงเหลือเพียงการตรวจครั้งเดียวเมื่อ มาถึงไทย และตรวจ ATK ด้วยตนเองซ้ำอีกครั้งในวันที่ 5 ของการเดินทาง ฝ่ายวิจัยฯเชื่อว่าประเด็นดังกล่าว จะสร้าง Sentiment เชิงบวกต่อตลาดหุ้นไทย และหุ้นกลุ่มท่องเที่ยว เลือก MINT เป็น Toppicks กลุ่มฯ
แรงกดดันน้อยลง...หนุน SET ยังเหวี่ยงขึ้นต่อได้ ยังชอบ KCE KBANK MINT
ประเด็นรัสเซีย ยูเครนผ่อนคลายตามลำดับ หลังผู้นำรัสเซียระบุชัดเจนว่าจะไม่เข้า ร่วมกับนาโต้ ขณะที่รมว. ต่างประเทศ กล่าวว่า การเจรจาได้บรรลุข้อตกลงบางส่วน ขณะเดียวกัน Fed ปรับขึ้นดอกเบี้ยเพียง 0.25% เป็นไปตามที่ตลาดคาด แสดงให้เห็น ว่าแรงกดดันตลาดหุ้นลดน้อยลงจาก 2 ปัจจัยที่นักลงทุนกังวลมานาน หนุนหุ้น ต่างประเทศที่ปรับขึ้นได้แรง อาทิ JPMorgan +4.5% (หุ้นธ.พ.), NVIDIA +6.6% (หุ้น ชิ้นส่วนฯ), Boeing +5.1% (หุ้นการบิน) เป็นต้น กลับมาที่ตลาดหุ้นไทยคาดว่าน่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นได้เช่นเดียว อีกทั้งยังมีแรงหนุนจาก Fund Flow ที่ทยอยไหลกลับเข้ามาในวานนี้ 6.3 พันล้านบาท โดยมี 12 หุ้น ที่ต่างชาติ ซื้อสุทธิทางตรงสูงสุดดังนี้
หุ้นที่คาดว่าจะ Outperform ตลาดฯ และน่าจะเห็นต่างชาติทยอยซื้อสะสมมากขึ้น ในช่วงเวลาต่อจากนี้ คือ หุ้นธ.พ. (ความกังวลเศรษฐกิจชะลอตัวจากสงครามลด น้อยลง ชอบ SCB, KBANK), หุ้นชิ้นส่วนฯ (ความกังวลเงินเฟ้อและผลกระทบต่อคำ สั่งซื้อลดน้อยลง ชอบ KCE), หุ้นอิงกับการท่องเที่ยว (ข้อจำกัดในการออกเดินทาง ลดลง ชอบ MINT CPN) ฯลฯ ส่วนมุมมองตลาดหุ้นวันนี้คาด SET เคลื่อนไหวในกรอบ 1660 – 1685 จุด โดย Toppick แนะนำลงทุนหุ้นที่ผ่อนคลายจากประเด็นรัสเซียยูเครน และมีโอกาสเห็น Fund Flow ไหลเข้าต่อเนื่อง อย่าง KCE, KBANK และยังชื่นชอบ MINT
บทความนี้จัดทำและเผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์ ASIA Plus Securities








