KOSPI ของเกาหลีใต้หยุดการซื้อขายชั่วคราวหลังดิ่งกว่า 5% จาก SK Hynix และ Samsung
หลายปัจจัยลบสร้างแรงกดดัน ทั้งท่าที่ของ Fed, Covid-19 ในประเทศ รวมถึง Downside ของ GDP ปี 2564 แต่เชื่อว่าทั้งหมดจะถูกกลบด้วย ตัวเลขผลประกอบการ 1Q64 ที่โดดเด่น จนทําให้ต้องปรับเพิ่มประมาณการ SET Index น่าจะอยู่ในกรอบ 1575 - 1600 จุด พอร์ตจําลอง ให้เปลี่ยนจาก SPALI เป็น PTTGC หุ้น Top Pick เลือก PTTGC, PTTEP และ SCCC
หลายปัจจัยลบ แต่กําไร 1Q64 ที่โดดเด่นน่าจะกลบได้หมด การเริ่มพูดถึงแนวโน้มที่ Fed จะลดระดับการใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงิน ส่งผลให้ เงิน USD แข็งค่าเล็กน้อย และอาจเป็นอุปสรรคต่อการที่ Fund Flow จะไหลเข้าสู่ตลาดหุ้น ไทย แต่ที่น่าสนใจก็คือราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ ปกติจะปรับตัวลดลงในช่วงเวลาที่ USD แข็งค่า กลับยังสามารถปรับขึ้นได้ต่อ ซึ่งน่าจะเป็นเพราะแนวโน้มความต้องการสินค้าที่ ยังคงเพิ่มขึ้น ทําให้เชื่อว่าหุ้นในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับ Commodity ยังน่าจะ Outperform ได้ อยู่ ดีต่อพอร์ตจําลอง ซึ่งปัจจุบัน Overweight ในกลุ่มสินค้า Commodity ประเด็นที่ต้อง ติดตามในฐานะปัจจัยเสี่ยงได้แก่ การระบาดของ Covid-19 ในประเทศ ซึ่งต้องนับว่า เลวร้ายกว่าเดิมที่คาดว่าสถานการณ์น่าจะผ่อนคลายในช่วงต้นเดือน พ.ค.64 ทําให้เกิด Downside ต่อประมาณการ GDP Growth ปี 2564 ที่ฝ่ายวิจัยเคยให้ภาพว่าน่าจะอยู่ที่ บริเวณ +2% ส่วนมาตรการที่รัฐจะออกมาน่าจะเป็นเรื่องของการเยียวยามากว่าผลักดัน เศรษฐกิจ อย่างไรก็ตามในส่วนของกําไรบริษัทจดทะเบียน คาด SET Index อยู่ในกรอบ 1575 - 1600 จุด พอร์ตจําลอง วันนี้ปรับโดยขาย Cut Loss หุ้น SPALI แล้วเข้าลงทุนใน PTTGC หุ้น Top Pick เลือก PTTGC, PTTEP และ SCCC
ราคา Commodity ยังไปต่อจากเศรษฐกิจโลกที่ฟื้น ยังชอบหุ้น PTTGC, PTTEP, NER, KSL ตลาดหุ้นโลกปรับฐานวานนี้ น้ําโดยดัชนี NASDAQ ลดลง -1.88%, ดัชนี S&P 500 ลดลง -0.67% ส่วนดัชนี Dow Jones ทรงตัวที่ +0.1% สาเหตุสําคัญที่ส่งผลให้ตลาดโลกปรับ ฐาน โดยเฉพาะหุ้นกลุ่ม Tech มาจากความกังวลด้านอัตราดอกเบี้ยอาจจะกลับมาเป็นชา ขึ้นเร็วกว่าที่คิด หลังจากเมื่อคืนนี้ นาง Janet Yellen รัฐมนตรีคลังสหรัฐ (ในอดีตเคยเป็น ประธาน Fed ในปี 2557-2561) แสดงความเห็นว่า “อัตราดอกเบี้ยของสหรัฐควรปรับ ขึ้นมาบ้าง เพื่อไม่ให้ระบบเศรษฐกิจดึงตัวมากไป" นาง Yellen มีมุมมองดังกล่าวมาจาก เศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มฟื้นตัวได้ดี จาก 1. การเดินหน้าฉีดวัคซีน COVID-19 ในสหรัฐ ล่าสุด 3 พ.ค. 25644 ฉีดไปแล้ว
รวม 44.1% ของประชากรทั้งประเทศ หนุนให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มกลับมา
เป็นปกติมากขึ้น 2. นโยบายการคลังของนาย Joe Biden ที่มากกว่าที่ตลาดคาด รวมๆราว 6
ล้านล้านเหรียญ (ราว 289%GDP สหรัฐ) เริ่มตั้งแต่ต้นปี 1.) Package เยียวยา Covid-19 วงเงิน 1.9 ล้านล้านเหรียญฯ 2.)แผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน Infrastructure Plan ระยะเวลา 8 ปีวงเงินรวม 2.2-2.3 ล้านล้านเหรียญฯ 3.) American Family Plan อัดฉีดเงินให้ประชาชน วงเงิน 1.8 ล้านล้านเหรียญฯ ที่ คาดจะถูกผลักดันออกมา 4.) การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ําใหม่ทั่วประเทศ จากเดิม ราว 10.95 เหรียญฯ ชั่วโมง (หรือ 343 บาท/ชั่วโมง) เพิ่มเป็น 15 ดอลลาร์
สหรัฐฯ ชั่วโมง (471 บาท/ชั่วโมง) จะเริ่มมีผล 30 ม.ค. 2565 โดยรวมประเด็นเรื่องแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้นของสหรัฐ ASP เริ่มติดตามอย่างใหล้ชิด แม้ การประชุม Fed สัปดาห์ที่แล้วยังส่งสัญญาณจะยังคงดอกเบี้ยต่ําต่อไปอีกย่างน้อย 2-3 ปี ซึ่งในอนาคต Dollar Index มีแนวโน้มจะกลับมาแข็งค่า แต่ช่วงสั้นยังอยู่ทิศทางอ่อนค่า โดยรวมเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัว ยังเป็นปัจจัยหนุนสําคัญ ต่อราคาสินค้าโภคภัณฑแนวโน้ม ปรับเพิ่มขึ้น เช่น น้ํามันดิบ, น้ําตาล, ถั่วเหลือง, กากถั่วเหลือง, ยาง เป็นต้น (ดังตาราง) ปัจจัยบวกต่อหุ้นกลุ่ม Global Play และ Commodity Play เช่น PTTEP, PTTGC, PTT (BK:PTT), SCC, IRPC, NER , KSL, TWO, STA, STGT, MCS เป็นต้น
อ่านบทวิเคราะห์ฉบับเต็ม
บทความนี้จัดทำและเผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์ ASIA Plus Securities








