เปิดแอป

ประเมินว่าช่วงทดเวลาบาดเจ็บของ SET

เผยแพร่ 30/04/2021 15:13
ในบทความนี้:

No sell in May - because nobody wants to sell

Injury time extended: เราประเมินว่าช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ของ SETIndex ที่เคยคาดไว้ช่วงต้นไตรมาส 2 ว่าอาจสิ้นสุดลงในปลายเดือนเมษายนนี้ มีโอกาส สูงที่จะถูกต่อเวลาออกไป อย่างน้อยอีก 1 เดือนข้างหน้านี้ ซึ่งนั่นหมายความว่า ปรากฏการณ์ Sell in May ที่หลายคนกังวลนั้น เราไม่คิดว่าจะเกิด เหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นในปีนี้แล้ว พร้อมทั้งล่าสุดยังได้ปรับเพิ่มระดับ ยุติธรรมของ SET Index ปีนี้ขึ้นจากเดิมที่ 1550 จุดเป็น 1600 จุด ตามการ ปรับเพิ่มประมาณการกําไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาด ด้วยเหตุนี้ คาดหวังการ แกว่งตัวของ SET Index ในเดือนพ.ค.นี้จะอยู่ในช่วง 1550-1650 จุด หรือบวก ลบราว 50 จุดจากระดับยุติธรรม 1600 จุดดังกล่าว

No sell in May: 7 ปัจจัยสําคัญที่ทําให้เราประเมินว่าจะไม่มีปรากฏการณ์ Sell in May เกิดขึ้นในปีนี้ หรือหากด้ชนีย่อตัวลง ก็มองแนวรับเพียงแค่ 1550 จุด ได้แก่ (ติดตามรูปภาพประกอบอย่างละเอียดได้ในบทวิเคราะห์ Investment Strategy วันนี้)

1) การปรับเพิ่มประมาณการกําไรของบจ.ที่เห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้นภายหลังจาก

การทยอยประกาศงบไตรมาส 1/64 โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกลุ่มที่องกับ เศรษฐกิจภายนอกเช่น AUTO, AGRI, PETRO, CONMAT จนทําให้ล่าสุด คาดการณ์ EPS ของ SET Index ถูกปรับขึ้นโดย Consensus มาอยู่ที่ 81.2 บาทและ 95.0 บาทสําหรับปีนี้และปีหน้าตามลําดับ และทําให้ระดับ ยุติธรรมของ SET Index ตามโมเดลการคํานวณของเรา 2 วิธีถูกปรับขึ้นมาอยู่ ที่ระดับ 1600 จุดเป็นที่เรียบร้อย (รายละเอียดด้านล่าง) ที่สําคัญ่โมเมนตัม ของการปรับประมาณการหุ้นไทยขึ้นนับตั้งแต่ต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ถือว่า สูงสุดเป็นอันดับ 3 ของเอเชียเลยทีเดียว

2) สภาพคล่องในประเทศที่อยู่ในระดับสูงสะท้อนผ่านฐานเงินหรือ M2 บ่งชี ว่าในสภาวะการเกิดโรคระบาดปัจจุบัน คนในประเทศมีความต้องการใช้ จ่ายเงิน (Willingness to pay) ไปกับระบบเศรษฐกิจค่อนข้างต่า แต่มีความ ต้องการที่จะเก็บออมเงินเหล่านั้นในระดับสูง ซึ่งส่วนหนึ่งในนั้นมีการถูก โยกย้ายเข้ามาในตลาดหุ้นมากขึ้นตามความต้องการแสวงหาอัตรา ผลตอบแทนที่สูงขึ้น (Hunger for yield) ส่งผลให้ Risk appetite ของนัก ลงทุนกลุ่ม Retail อยู่ในระดับสูง และเป็นที่มาของการมีส่วนร่วมในตลาดหุ้นที่ค่อนข้างมากในช่วงหลัง

3) การขายหุ้นสุทธิของนักลงทุนสถาบันในประเทศกว่า 1.4 หมื่นล้านบาทนับตั้งแต่ต้นเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา ทําให้เราประเมินว่าสถานะเงินสดในพอร์ต โฟลิโอเริ่มปรับสูงขึ้น จนทําให้แรงกดดันที่จะมีต่อการขายหุ้นในช่วงถัดไปเริ่ม ลดลง ที่สําคัญ ประเมินว่าสภาพคล่องของนักลงทุนกลุ่มนี้จะยิ่งมีมากขึ้นไปอีก ภายหลังจากการเข้ามาซื้อขายของหุ้น TIDLOR ในช่วงเดือนพ.ค.นี้

4) ระดับการถือครองหุ้นไทยของนักลงทุนต่างชาติที่อยู่ในระดับต่ําเพียง 26.5% ซึ่งถือเป็นระดับต่ําสุดนับตั้งแต่ช่วงเดือนก.ย. - ต.ค.ปีก่อน โดยถึงแม้ เราจะไม่ได้คาดหวังว่านักลงทุนกลุ่มนี้จะกลับเข้ามาซื้อสุทธิหุ้นไทยทันทีกว่า 3 หมื่นล้านบาท ดังที่เคยเกิดขึ้นเมื่อเดือนพ.ย.ปีก่อน แต่อย่างน้อยเราก็คาดหวังว่าจะไม่เกิดการขายสุทธิขึ้นอย่างมีนัยสําคัญเช่นกัน

5) คาดการณ์ความกังวลต่อปัจจัย Covid-19 ในประเทศจะเริ่มลดลง

หลังภาครัฐมีการยกระดับมาตรการคุมเข้มตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. เป็นต้นไป ซึ่งน่าจะทําให้จํานวนผู้ติดเชื้อมีระดับที่ลดลง ไม่นับรวมกับพัฒนาการเชิงบวก ทางด้านวัคซีนที่เตรียมทยอยแจกจ่ายให้กับคนในประเทศมากขึ้น

กลยุทธ์

1) สภาพคล่องภายนอกยังคงเอ่อล้นในระดับสูง แถมยังมีการปรับตัวเพิ่มขึ้น

อย่างสําคัญภายหลัง ECB เพิ่มอัตราเร่งในการเข้าซื้อสินทรัพย์นับตั้งแต่ต้น เดือนเม.ย.ที่ผ่านมา นอกจากนั้น เราไม่คิดว่าในช่วงไตรมาสที่ 2 นี้จะมีข่าวร้าย ออกมาจากทางฝั่งของผู้กําาหนดนโยบายการเงิน อย่างที่หลายคนกังวลก่อน หน้านี้ ไม่ว่าจะเป็น นโยบาย Operation twist หรือ QE Tapering ของ Fed

เป็นต้น

2) ดูเหมือนว่า ปัจจัยที่เราเคยกังวลมากที่สุดว่าอาจก่อให้เกิดปรากฏการณ์ Sell in May นั้นก็คือการ Spike ของ Bond yield สหรัฐฯ จะมีโอกาส ลดน้อยลงตามลําดับ ภายหลังจากที่ปธน.โจ ไบเดนแสดงจุดยืนอย่างชัดเจน ว่า แผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2.2 ล้านล้านเหรียญฯจะถูก Funding ด้วย การขึ้นภาษีนิติบุคคลเป็นหลัก และแผนพัฒนาสังคม America Families plan 1.8 ล้านล้านเหรียญฯ จะอยู่ในรูปแบบของ Tax Credit และ Funding ผ่านการ เก็บภาษีคนรวยมากขึ้น ทําให้เราประเมินว่ารัฐบาลสหรัฐฯมีความจําเป็นน้อยลง ที่จะต้องกู้เงินในระดับสูงผ่านการออกพันธบัตรขนานใหญ่ ปัจจัยนี้จึงทําให้ โอกาสที่ Bond vield สหรัฐฯจะปรับตัวขึ้นแบบก้าวกระโดดจนเกิดสภาวะ Bond shock คล้ายกับเหตุการณ์ช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมานั้นน้อยลงตามไปด้วย

1600: สําหรับระดับยุติธรรมใหม่ของ SET Index ที่ 1600 จุด ถือเป็นระดับ ที่เราคํานวณได้จากทั้ง 2 โมเดลหลักของเรา นั้นก็คือ

1) PE Model: อิงประมาณการ EPS ปีหน้าของ Consensus ล่าสุดที่ 95 บาท และ Forward PE ขอบบนของเราที่ 16.8x

2) EYG Model: อิงประมาณการ EPS ปีหน้าของ Consensus ล่าสุดที่ 95 บาท / Bond yield สหรัฐฯรุ่น 10 ปีล่าสุดที่ 1.65% และ ค่าเฉลี่ย EYG 7 ปีย้อนหลังที่ 4.3% Summary: กล่าวโดยสรุปจากปัจจัยทั้งเรื่องของ 1) Earnings 2) Liquidity 3) Risk appetite และ 4) Cash position ของนักลงทุนสถาบันทั้งในและ ต่างประเทศ ทําให้เราประเมินว่าจะไม่มีปรากฏการณ์ Sell in May เกิดขึ้นในเดือน พ.ค. ซึ่งน่าจะทําให้ดัชนี SET เคลื่อนไหวใกล้เคียงกับระดับยุติธรรมใหม่ของเราที่ 1600 จุด โดยมีกรอบการแกว่งตัวบวกลบที่ประมาณ 50 จุด (1550-1650)

Key theme: คาดหุ้นในกลุ่ม Global play ทั้งกลุ่มโภคภัณฑ์ (Commodity) และ กลุ่มที่อิงกับภาคการส่งออก (Export-oriented) มีโอกาส Outperform กลุ่ม Domestic play ต่อไป มองกลุ่มหุ้นที่น่าสนใจสําหรับการลงทุนในเดือนพ.ค.นี้ ได้แก่ (เรียงตามลําดับตัวอักษร)

1) กลุ่มปิโตรเคมี เลือก IVL, PTTGC, SCC

2) กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมส่งออก เลือก AH, SAT, SMT

3) กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมการเกษตรส่งออก เลือก ASIAN. NRF, XO

4) กลุ่ม Logistics เลือก III, JWD, LEO, NYT, SONIC, WICE

5) กลุ่มที่คาดว่าจะถูกคัดเลือกเข้าสู่ดัชนี SET50 ในรอบถัดไป ได้แก่ IRPC,STA, STGT

บทวิเคราะห์นี้จัดทำขึ้นและเผยแพร่โดยทีมนักวิเคราะห์ของ Trinity Securities

ความคิดเห็นล่าสุด

การเปิดเผยความเสี่ยง: การซื้อขายตราสารทางการเงินและ/หรือเงินดิจิตอลจะมีความเสี่ยงสูงที่รวมถึงความเสี่ยงต่อการสูญเสียจำนวนเงินลงทุนของคุณบางส่วนหรือทั้งหมดและอาจไม่เหมาะสมกับนักลงทุนทั้งหมด ราคาของเงินดิจิตอลแปรปรวนอย่างมากและอาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกต่าง ๆ เช่น เหตุการณ์ทางการเงิน กฎหมายกำกับดูแล หรือ เหตุการณ์ทางการเมือง การซื้อขายด้วยมาร์จินทำให้ความเสี่ยงทางการเงินเพิ่มขึ้น
ก่อนการตัดสินใจซื้อขายตราสารทางการเงินหรือเงินดิจิตอล คุณควรตระหนักดีถึงความเสี่ยงและต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายในตลาดการเงิน ควรพิจารณาศึกษาอย่างรอบคอบในด้านวัตถุประสงค์การลงทุน ระดับประสบการณ์ และ การยอมรับความเสี่ยงและแสวงหาคำแนะนำทางวิชาชีพหากจำเป็น
Fusion Media อยากเตือนความจำคุณว่าข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้ไม่ใช่แบบเรียลไทม์หรือเที่ยงตรงแม่นยำเสมอไป ข้อมูลและราคาที่แสดงไว้บนเว็บไซต์ไม่ใช่ข้อมูลที่ได้รับจากตลาดหรือตลาดหลักทรัพย์เสมอไปแต่อาจได้รับจากผู้ดูแลสภาพคล่องและดังนั้นราคาจึงอาจไม่เที่ยงตรงแม่นยำและอาจแตกต่างจากราคาจริงในตลาดซึ่งหมายความว่าราคานี้เป็นเพียงราคาชี้นำและไม่เหมาะสมสำหรับวัตถุประสงค์เพื่อการซื้อขาย Fusion Media และผู้ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้จะไม่รับผิดชอบใด ๆ สำหรับความเสียหายหรือการสูญเสียที่เป็นผลมาจากการซื้อขายของคุณหรือการพึ่งพาของคุณในข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้
ห้ามใช้ จัดเก็บ ทำซ้ำ แสดงผล ดัดแปลง ส่งผ่าน หรือ แจกจ่ายข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้โดยไม่ได้รับการอนุญาตล่วงหน้าอย่างชัดแจ้งแบบเป็นลายลักษณ์อักษรจาก Fusion Media และ/หรือจากผู้ให้ข้อมูล ผู้ให้ข้อมูลขอสงวนสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาและ/หรือการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้
Fusion Media อาจได้รับผลตอบแทนจากผู้โฆษณาที่ปรากฎบนเว็บไซต์โดยอิงจากปฏิสัมพันธ์ของคุณที่มีกับโฆษณาหรือผู้โฆษณา
เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษของเอกสารฉบับนี้เป็นเวอร์ชั่นหลักซึ่งจะเป็นเวอร์ชั่นที่เหนือกว่าเมื่อใดก็ตามที่มีข้อขัดแย้งไม่สอดคล้องตรงกันระหว่างเอกสารเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษกับเอกสารเวอร์ชั่นภาษาไทย