KOSPI ของเกาหลีใต้หยุดการซื้อขายชั่วคราวหลังดิ่งกว่า 5% จาก SK Hynix และ Samsung
SET: คาดตลาดหุ้นไทยเปิดตลาดเช้านี้มีโอกาสย่อตัวลงก่อน จากความกังวลต่อการระบาดของ Covid-19 ในประเทศ ซึ่งเริ่มมีจํานวนผู้ ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตสูงมากขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา รวมถึงเริ่มมีการ ออกมาตรการจํากัดการเดินทางในบางพื้นที่ ซึ่งคงจะส่งผลกระทบต่อ กิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่มากก็น้อย อย่างไรก็ดี จากสถานการณ์ตลาดหุ้น ต่างประเทศเช้านี้ที่อยู่ในเกณฑ์ดีส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นผลมาจากการอ่อนตัว ของเงิน USD และ UST Yield ทําให้เราประเมินว่าดัชนี SET มีโอกาส ทยอยฟื้นตัวระหว่างวันได้ Out of home: ในสภาวะปัจจุบันที่ยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับโรค Covid-19 ในประเทศ ประเมินว่าหุ้นที่ต้องพึ่งพิงการออกมาใช้ชีวิตของ ผู้คนในระดับสูงน่าจะมีแรงเทขายปรากฏจนน่าจะปรับตัว Underperform ตลาดได้ต่อไป ไม่ว่าจะเป็น
1) กลุ่มโรงแรม
2) กลุ่มขนส่ง เช่น สนามบิน สายการบิน และ Mass transit
3) กลุ่มค้าปลีกและบริการ โดยเฉพาะห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร และโรงหนังต่างๆ
4) กลุ่ม REIT ที่มีแนวโน้มต้องปรับลดค่าเช่าเพิ่มเติมในช่วงถัดไป
5) กลุ่มสื่อนอกบ้าน S8M: นอกจากนั้น ยังคงคาดการณ์หุ้นขนาดกลาง-เล็กจะยังคงปรับตัว Outperform หุ้นขนาดใหญ่ต่อไป จากความเสี่ยงในการถูกขายจากนัก ลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศที่น้อยกว่า และยังได้อานิสงส์จาก สภาพคล่องของนักลงทุน Retail ที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ล่าสุดดัชนี SSET/SET50 และดัชนี MAI/SET50 ยังคงทําจุดสูงสุดใหม่อย่าง ต่อเนื่อง Factors: สําหรับปัจจัยที่น่าติดตามประจําสัปดาห์นี้ ได้แก่
1) พัฒนาการของการระบาดของเชื้อ Covid-19 ทั้งในและต่างประเทศ
2) การประชุม FOMC ซึ่งจะทราบผลช่วงคืนวันที่ 28 เม.ย. ซึ่ง Fed น่าจะคงโทน Dovish ใน Statement ต่อไป ซึ่งน่าจะทําให้ Bond yield ระยะยาวของสหรัฐฯทรงตัวในกรอบ 1.50-1.60% ในระยะสั้น
3) การแถลงของปธน.โจ ไบเดนต่อหน้ารัฐสภาสหรัฐฯในวันที่ 28 เม.ย.ว่าจะมีความคืบหน้าเกี่ยวกับแผนโครงสร้างพื้นฐานและการเก็บภาษีต่างๆเพิ่มหรือไม่
4) รายงานตัวเลขดัชนี PMI ของจีนประจําเดือนเม.ย.ในวันที่ 30 เม.ย. ซึ่งล่าสุดตลาดคาดการณ์ที่ระดับ 51.7 ใกล้เคียงกับเดือนก่อนที่ 51.9
5) รายงานตัวเลขเศรษฐกิจไทยประจําเดือนมี.ค.จากธปท.ในวันที่ 30 เม.ย.
6) การประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) ในวันที่ 26-27 เม.ย.
กลยุทธ์
Trade data: กระทรวงพาณิชย์รายงานตัวเลขส่งออก-นําเข้าของไทย ประจําเดือนมีนาคมมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้
1) ทั้งการส่งออกและการนําเข้าทําได้อย่างแข็งแกร่ง โดยออกมาดีกว่าตลาดคาดทั้งคู่ โดยการส่งออกเติบโตได้ 8.5% ในขณะที่การนําเข้าขยายตัว 14%
2) ที่สําคัญ การส่งออกที่หักทองคําออกไปจะพบว่าเติบโตได้ถึง 13.86 บ่งชี้ถึงความแข็งแกร่งของอุปสงค์ที่มีต่อสินค้าไทยอย่างแท้จริง
3) การส่งออกที่ขยายตัวอย่างมากพบได้ทั้งในสินค้าเกษตร (+6.5%) และสินค้า
อุตสาหกรรม (+8.5%) 4) สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตรที่ขยายตัวดีได้แก่ ยางพารา ผลิตภัณฑ์มันสําปะหลัง อาหารสัตว์เลี้ยง เครื่องดื่ม ผลไม้กระป๋องและแปรรูป ไก่สดแช่เย็นแช่แข็ง และสิ่งปรุงรสอาหาร 5) ส่วนสินค้าอุตสาหกรรมส่งออกที่ขยายตัวได้ดีได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ถุงมือยาง เม็ดพลาสติก เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เป็นต้น
6) จากข้อมูลสินค้าเกษตรและอุตฯเกษตรส่งออกที่ขยายตัวได้ดีข้างต้น มองเป็น
Sentiment เชิงบวกต่อบริษัทที่เกี่ยวข้อง อาทิ STA, TWPC ASIAN, CBG,MALEE, GFPT, XO 7) ข้อมูลสินค้าอุตสาหกรรมส่งออกที่ขยายตัวได้ดี มองเป็น Sentiment เชิงบวกต่อบริษัทที่เกี่ยวข้อง อาทิ กลุ่ม AUTO (AH, SAT) กลุ่ม ETRON (DELTA,HANA, KCE, SMT) และบริษัทอื่นๆ เช่น STGT, SMPC 8) ในส่วนของการนําเข้าพบการเติบโต Across the board ถึงจะหักทองคําออกไปแล้วก็ยังโตได้ราว 12% โดยหมวดสินค้าที่เติบโตดี ได้แก่ สินค้า วัตถุดิบและกึ่งสําเร็จรูป (+30%) สินค้าอุปโภคบริโภค (+22%) และสินค้าทุน
(+17%) Summary: มองกลุ่มหุ้นส่งออกจะยังคงสามารถปรับตัว Outperform ตลาดได้ต่อไปในระยะสั้น จากแนวโน้มผลกําไรที่น่าจะเติบโตได้ต่อเนื่อง และ ผลกระทบจากการระบาดของ Covid-19 ในประเทศที่อยู่ในระดับจําากัด อย่างไรก็ดี ปัจจัยสําคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในช่วงถัดไปก็คือ ต้นทุนการขนส่งเช่นตู้ คอนเทนเนอร์และค่าระวางเรือที่ดูเหมือนว่าได้มีการปรับสูงขึ้นอีกครั้งหนึ่งแล้ว ซึ่ง ถ้าหากยังคงเดินหน้าสูงขึ้นต่อไป อาจส่งผลต่อ Margin ของผู้ส่งออกในช่วงถัดไป ได้เช่นกัน
บทวิเคราะห์นี้จัดทำขึ้นและเผยแพร่โดยทีมนักวิเคราะห์ของ Trinity Securities








