เปิดแอป

เอาชนะตลาดด้วย 'ลงทุนธุรกิจที่ดี ในราคาที่เหมาะสม'

ในบทความนี้:

“ลงทุนธุรกิจที่ดี ในราคาที่เหมาะสม”

คือ หลักการคัดเลือกหุ้นของ Jitta Ranking โดยกระจายการลงทุนในหุ้น 30 บริษัทแรกที่เข้าเกณฑ์ด้วยเม็ดเงินที่เท่ากัน

เปรียบเทียบผลงานย้อนหลัง 10 ปี Jitta Ranking Top 30 ของประเทศไทย ชนะตลาด 7 ปี แพ้ 3 ปี และเป็นการแพ้ติดต่อกันระหว่างปี 2560-2562

พอเห็นสถิติแบบนี้ หลายคนเริ่มอยากรู้ว่า ปี 2563 ที่เป็นปีแห่งวิกฤต COVID-19 ซึ่งตลาดโดยรวมติดลบ แล้วผลงานของ Jitta จะแพ้ต่อเนื่อง หรือพลิกกลับมาชนะได้

  • ผลตอบแทนของตลาดหุ้นไทย หรือ SET -8.26%

  • ผลตอบแทนของหุ้นใหญ่ หรือ SET50 -14.8%

  • แต่ผลตอบแทนของ Jitta Ranking Top 30 +5.5% เรียกได้ว่า นอกจากชนะตลาดอย่างมากแล้ว ยังสร้างผลกำไรให้กับนักลงทุนอีกด้วย

  • และถ้าดูผลตอบแทนเฉลี่ยแบบทบต้น 10 ปี Jitta Ranking Top 30 +12.12% ขณะที่ SET50 +3.45%

สถิติดังกล่าว พอจะบอกเราได้ว่า หลักการเลือกหุ้นดีในราคาเหมาะสมของ Jitta Ranking นั้น

  1. สร้างผลกำไรได้แม้ในปีที่เกิดวิกฤตและตลาดผันผวนอย่างหนัก

  2. ไม่ได้ชนะทุกปี เวลาแพ้ก็อาจจะแพ้ติดต่อกันได้ แต่ในระยะยาวสามารถสร้างผลตอบแทนชนะตลาดได้

ทีนี้เรามาดูกันต่อว่า เพราะเหตุใด Jitta ถึงเอาชนะตลาดได้ และหุ้นที่ผ่านเกณฑ์ดังกล่าวคือ หุ้นอะไรบ้าง ผมสรุปประเด็นสำคัญมาให้ดูกันแบบนี้ครับ

ลงทุนหลากหลายอุตสาหกรรม

หุ้น 30 ตัวที่ Jitta กระจายการลงทุนนั้นเรียกได้ว่าครอบคลุมทั้งหุ้นเล็ก กลาง ใหญ่ และมีหลากหลาย SECTOR ทั้งธนาคาร พลังงาน อาหาร ร้านค้าปลีก อุตสาหกรรม ยานยนต์ บริการ เป็นต้น ข้อดีก็คือ เป็นการกระจายความเสี่ยงในภาวะวิกฤตได้เป็นอย่างดี และน่าสังเกตว่าไม่มีหุ้นที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับกลุ่มท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบหนักจากวิกฤตรอบนี้

  • ธนาคาร/สินเชื่อ: BAY, THANI, SAWAD, AMANAH, TISCO

  • พลังงาน/โรงไฟฟ้า: EA, TPCH, SPCG, TPIPP, EP, PTG, TAKUNI

  • อาหารและเครื่องดื่ม: HTC, TFMAMA

  • ยานยนต์: STANLY

  • อสังหาริมทรัพย์/ก่อสร้าง: LALIN, CAZ

  • พาณิชย์: MEGA, BJC, COM7, SF, AU

  • อุตสาหกรรม: SANKO, THIP, SE, VNT

  • บริการ: ATP30, AQUA, APP

มีทั้งหุ้นที่ชนะและแพ้ แต่เวลาชนะได้กำไรมากกว่า

หุ้น 30 ตัว นั้น ได้ผลตอบแทนเป็นบวก 15 ตัว และเป็นลบ 15 ตัว เท่ากันเป๊ะเลย แต่ว่าผลตอบแทนรวม +5.5% นั่นก็เป็นเพราะว่า ตัวที่ชนะนั้นได้กำไรมากกว่าตัวที่แพ้ ยกตัวอย่างเช่น

THIP +77.8%, COM7 +47.1%, LALIN 42.7%, HTC 40.9%, MEGA 37.5%, VNT 26.7%, EP 25.1%

CAZ -32.5%, SE -30.6%, THANI -28.2%, ATP30 -25.7%

เราจะเห็นได้ว่า เวลากำไรนั้น ก็ได้เป็นกอบเป็นกำ แต่เวลาขาดทุนนั้น ตัวที่หนักๆ คือ ติดลบ 25-30% และมีแค่ไม่กี่ตัวเท่านั้น แต่ตัวที่ชนะมีมากกว่า ทำให้กำไรรวมออกมาเป็นบวกได้

หุ้นที่เลือกคุณภาพดี เติบโตในระยะยาว

เวลาลงทุนเลือกหุ้นที่ดี เราคงไม่ได้หวังแค่ ซื้อปีเดียวแล้วจบ แต่ถ้าจะให้ดีจริง ควรจะเป็นหุ้นที่เราเห็นแนวโน้มการเติบโตที่ดีได้ในระยะยาว ขอยกตัวอย่างหุ้นบางตัวที่ทำกำไรได้เยอะๆ เช่น

  • THIP ได้ Jitta Score 6.34 เป็นผู้ผลิตถุงพลาสติก ถุงซิปล็อค ถุงขยะ ซึ่งขายดีในปีที่ผ่านมาโดยเฉพาะถุงที่ใช้ซ้ำได้หลายครั้ง ถุงที่สลายตัวได้ตามธรรมชาติ ซึ่งก็ดูแล้วน่าจะเป็นแนวโน้มที่โตต่อได้ในอนาคต

  • COM7 ได้ Jitta Score 7.4 ร้านค้าปลีกสินค้าไอที เติบโตได้ดีมาตลอด มีสะดุดไปบ้างตอนปิดร้าน แต่การ WFH เรียนออนไลน์ก็ทำให้สินค้าไอทีขายดี นอกจากนี้ยังขายสินค้าตระกูล Apple (NASDAQ:AAPL) ได้ดีต่อเนื่องอีกด้วย และเชื่อว่าการมาของ 5G กับ IOT ก็น่าจะทำให้เห็นการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

  • LALIN ได้ Jitta Score 7.08 อสังหารายเล็ก เน้นแนวราบ ราคาไม่แพง 2-3 ล้านบาท เป็นหนึ่งในไม่กี่บริษัทอสังหารที่โตได้อย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญ LALIN ยังสามารถรักษาระดับ GPM ได้ดีถึงเกือบ 40%

  • HTC ได้ Jitta Score 6.59 ตัวแทนจำหน่ายสินค้า Coca-Cola 14 จังหวัดภาคใต้ ถึงแม้ว่าจะได้รับผลกระทบจากนักท่องเที่ยวที่ยังมาไม่ได้ และร้านอาหารปิดเป็นบางช่วงบางเวลา แต่ก็ยังบริหารต้นทุน ย้ายโรงงานผลิต ปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตและขายได้เป็นอย่างดี ถ้าเศรษฐกิจกลับมาดีเมื่อไหร่ ก็น่าสนใจว่าจะดีขึ้นกว่าเดิม

  • MEGA ได้ Jitta Score 7.03 ได้รับผลบวกจากกระแสรักสุขภาพไปเต็มๆ และไม่ใช่แค่ในเมืองไทย แต่ MEGA ยังไปสร้างเครือข่ายเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าประเภทต่างๆ ในประเทศอื่น เช่น พม่า อีกด้วย ก็จะเป็นอีกอาวุธลับที่จะต่อยอดการเติบโตในระยะยาวได้

ข้อสรุปที่สำคัญ คือ การลงทุนหุ้นคุณภาพดี ในราคาที่เหมาะสม กระจายการลงทุนหลากหลายอุตสาหกรรม จะช่วยให้เราอยู่รอดและเอาชนะได้แม้ภาวะวิกฤต

นอกจากประเทศไทยแล้ว Jitta ยังมีข้อมูลที่เก็บรวบรวมไว้อีก 12 ประเทศ คือ สหรัฐฯ ญี่ปุ่น อังกฤษ ฮ่องกง สิงคโปร์ เวียดนาม ไต้หวัน จีน เยอรมนี แคนาดา ออสเตรเลีย อินเดีย รวมไทยเป็น 13 ประเทศ ซึ่งในปี 2563 Jitta Ranking สามารถชนะได้ 8 จาก 13 ตลาด ด้วยผลตอบแทนเฉลี่ย 18.18% มากกว่าที่ตลาดทำได้ 4.44%

และถ้าลองดูข้อมูลย้อนหลัง ยิ่งยาว ผลตอบแทนยิ่งดีขึ้น คือ

5 ปี ย้อนหลัง ผลตอบแทนเฉลี่ย 12.65% ชนะตลาดที่ทำได้ 6.02%

10 ปี ย้อนหลัง ผลตอบแทนเฉลี่ย 14.51% ชนะตลาดที่ทำได้ 4.71%

 Jitta  investment

บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกทาง Stock Vitamins - วิตามินหุ้น

ความคิดเห็นล่าสุด

👍🏻
สุดยอด
การเปิดเผยความเสี่ยง: การซื้อขายตราสารทางการเงินและ/หรือเงินดิจิตอลจะมีความเสี่ยงสูงที่รวมถึงความเสี่ยงต่อการสูญเสียจำนวนเงินลงทุนของคุณบางส่วนหรือทั้งหมดและอาจไม่เหมาะสมกับนักลงทุนทั้งหมด ราคาของเงินดิจิตอลแปรปรวนอย่างมากและอาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกต่าง ๆ เช่น เหตุการณ์ทางการเงิน กฎหมายกำกับดูแล หรือ เหตุการณ์ทางการเมือง การซื้อขายด้วยมาร์จินทำให้ความเสี่ยงทางการเงินเพิ่มขึ้น
ก่อนการตัดสินใจซื้อขายตราสารทางการเงินหรือเงินดิจิตอล คุณควรตระหนักดีถึงความเสี่ยงและต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายในตลาดการเงิน ควรพิจารณาศึกษาอย่างรอบคอบในด้านวัตถุประสงค์การลงทุน ระดับประสบการณ์ และ การยอมรับความเสี่ยงและแสวงหาคำแนะนำทางวิชาชีพหากจำเป็น
Fusion Media อยากเตือนความจำคุณว่าข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้ไม่ใช่แบบเรียลไทม์หรือเที่ยงตรงแม่นยำเสมอไป ข้อมูลและราคาที่แสดงไว้บนเว็บไซต์ไม่ใช่ข้อมูลที่ได้รับจากตลาดหรือตลาดหลักทรัพย์เสมอไปแต่อาจได้รับจากผู้ดูแลสภาพคล่องและดังนั้นราคาจึงอาจไม่เที่ยงตรงแม่นยำและอาจแตกต่างจากราคาจริงในตลาดซึ่งหมายความว่าราคานี้เป็นเพียงราคาชี้นำและไม่เหมาะสมสำหรับวัตถุประสงค์เพื่อการซื้อขาย Fusion Media และผู้ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้จะไม่รับผิดชอบใด ๆ สำหรับความเสียหายหรือการสูญเสียที่เป็นผลมาจากการซื้อขายของคุณหรือการพึ่งพาของคุณในข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้
ห้ามใช้ จัดเก็บ ทำซ้ำ แสดงผล ดัดแปลง ส่งผ่าน หรือ แจกจ่ายข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้โดยไม่ได้รับการอนุญาตล่วงหน้าอย่างชัดแจ้งแบบเป็นลายลักษณ์อักษรจาก Fusion Media และ/หรือจากผู้ให้ข้อมูล ผู้ให้ข้อมูลขอสงวนสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาและ/หรือการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้
Fusion Media อาจได้รับผลตอบแทนจากผู้โฆษณาที่ปรากฎบนเว็บไซต์โดยอิงจากปฏิสัมพันธ์ของคุณที่มีกับโฆษณาหรือผู้โฆษณา
เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษของเอกสารฉบับนี้เป็นเวอร์ชั่นหลักซึ่งจะเป็นเวอร์ชั่นที่เหนือกว่าเมื่อใดก็ตามที่มีข้อขัดแย้งไม่สอดคล้องตรงกันระหว่างเอกสารเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษกับเอกสารเวอร์ชั่นภาษาไทย