อัตราผลตอบแทนสหรัฐฯ กลับพุ่งขึ้นอีกครั้ง หลังแรงขายบอนด์ระยะยาวกดดันตลาด
จากงานประชุมนักวิเคราะห์ เราสรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้
► ภาพรวม ผู้บริหารมีมุมมองเชิงบวกต่อผลดำเนินงานในช่วงที่เหลือของปี โดยคาดกำไรปกติของ บริษัทได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วใน 1Q63 (ปิดงบ มิ.ย.) และมีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้นตั้งแต่ 2Q63 เป็น ต้นไป หนุนด้วยยอดขายที่ฟื้นตัวของทั้ง 3 ธุรกิจหลัก ผู้บริหารจึงยังคงเป้ายอดขายปีนี้จะลดลง 12%YoY (จากลดลง 27%YoY ใน 1Q63) ในกรณีที่ไม่เกิดการแพร่ระบาดของ COVID-19 รอบ ใหม่ ส่วนอัตรากำไรขั้นต้นคาดไว้ที่ 28-30% เช่นเดิม โดยตั้งแต่ 2Q63 บริษัทได้รับคำสั่งซื้อเข้า มาเพิ่มทั้งในส่วนของธุรกิจฉนวนยางกันความร้อน และธุรกิจอะไหล่ยานยนต์ ทำให้คาดบริษัทจะ มี Utilization Rate ที่สูงขึ้น หนุนให้การผลิตมี Economies of Scales เพิ่มขึ้นตาม
ขณะที่ช่วงที่ ผ่านมาบริษัทด าเนินนโยบายลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ทั้งลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น, ย้ายพนักงาน ARK ที่ยอดขายแย่ชั่วคราวเพื่อไปสนับสนุนธุรกิจฉนวนยาง และบรรจุภัณฑ์ และทบทวนกระบวนการทำงานพร้อมปรับปรุงให้กระชับและมีประสิทธิภาพมาก ขึ้นทำให้ Break even point ของ Utilization Rate ของธุรกิจในเครือลดต่ำลงราว 10% สร้าง ความแข็งแกร่งในระยะยาว
► ในธุรกิจหลัก 3 ธุรกิจของบริษัท ผู้บริหารมองว่าธุรกิจอะไหล่ยานยนต์ARK จะมีการฟื้นตัวที่เร็ว ที่สุด เนื่องจากโรงงานผลิตยานยต์ของลูกค้าที่หยุดไปในช่วงล็อคดาวน์เริ่มกลับมาผลิตตามปกติ บวกกับปีนี้หลายค่ายมีการเลื่อนเปิดตัวยานยนต์รุ่นใหม่ ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงเพียง Minor Change ซึ่งมีค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่มไม่มาก ส่วนธุรกิจฉนวนยางคาดดีขึ้นเล็กน้อย หนุนด้วยยอดขาย ในสหรัฐฯ และญี่ปุ่ นปรับตัวดีขึ้น (สินค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่ม High Margin) ขณะที่ธุรกิบรรจุภัณฑ์ คาดทรงตัว QoQ เนื่องจากยอดขายบรรจุภัณฑ์อาหารที่ลดลงหลังพ้นช่วงล็อคดาวน์จะถูกชดเชย ด้วยยอดขายแก้วพลาสติกที่ดีขึ้น
► ผลดำเนินงานของบริษัทร่วมทั้ง TER และ ZAP มีทิศทางเป็นบวก ตามยอดขายยานยนต์ใน ประเทศที่ฟื้นตัว นอกจากนี้บริษัทร่วมมีการปรับกลยุทธ์การดำเนินงานเช่นกัน ทำให้อัตรากำไร ขั้นต้นมีแนวโน้มดีขึ้น และคาดจะไม่พลิกเป็นขาดทุนเช่นใน 1Q63
► บริษัทลดงบลงทุนปี นี้เหลือ 124 ลบ. จากเดิมตั้งเป้าที่ 405 ลบ. โดยเหลือเพียงลงทุนเพื่อ ปรับปรุงเครื่องจักรผลิตเพียงเล็กน้อย เพื่อรักษาสภาพคล่อง
Our Take
► เราคาดกำไรปกติของ EPG ได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และจะเริ่มฟื้นตัวดีขึ้นเป็นขั้นบันได หนุนด้วย ยอดขายของทั้ง 3 ธุรกิจที่มีทิศทางเป็นบวกมากขึ้น นำโดยธุรกิจอะไหล่ยานยนต์ARK ที่มีคำสั่งซื้อ กลับเข้ามามากหลังโรงงานเริ่มกลับมาผลิตรถยนต์อีกครั้งบวกกับความต้องการซื้อที่เริ่มดีขึ้น สะท้อนจากยอดขายรถกระบะ 1 ตัน ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากจุดต่ำสุดในเดือน เม.ย. (เดือน พ.ค. โต 38.3%MoM และเดือนมิ.ย.โต 27.8%MoM) และอัตรากำไรขั้นต้นที่สูงขึ้น หลังได้แรงหนุนจาก Economies of Scale ที่ดีขึ้น และผ่านการปรับปรุงกระบวนการทำงานและการผลิตในช่วงที่ล็อคดาวน์ เราจึงคาดกำไรปกติทั้งปีของ EPG ในปี 2563 จะอยู่ที่ 876 ลบ. ลดลง 12.4%YoY
► ราคาหุ้นปัจจุบันมี Upside ราว 32.4% จากมูลค่าพื้นฐานปี 2563 ที่ 5.80 บาท บวกกับคาดผล ดำเนินงานคาดเริ่มฟื้นตัวดีขึ้น และคาดให้ Div. Yield อีก 3.6% เราจึงคงแนะนำ “ซื้อ”
บทวิเคราะห์นี้จัดทำขึ้นและเผยแพร่โดยทีมนักวิเคราะห์ของ Yuanta Securities








