- : คาดการณ์ SET Index แกว่งตัว Sideways ในวันนี้ โดยมีปัจจัยที่นักลงทุนกำลังติดตามอย่างใกล้ชิดนั่นก็คือการหารือถึงข้อตกลงการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯที่เคยทำไว้ก่อนหน้านี้ (Phase I deal) ซึ่งอาจเกิดขึ้นในช่วงกลางเดือนสิงหาคมที่จะถึง โดยอาจมีการตรวจสอบถึง Action ที่ผ่านมาว่าเป็นไปตามสัญญาที่กำหนดหรือไม่ และอาจมีการพูดคุยถึงข้อตกลงในอนาคตว่าจะมีการปรับเปลี่ยนแก้ไขหรือไม่เช่นกัน มองปัจจัยดังกล่าวอาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดทุนทั่วโลกได้ในช่วงถัดไป
- Strategy: ยังคงประเมินดัชนีแกว่งตัว Sideways ในกรอบ 1270-1360 จุด โดยคาดการณ์หุ้นขนาดกลาง-เล็กจะปรับตัว Outperform หุ้นขนาดใหญ่ต่อไป จากอัตราการเติบโตที่ดีกว่า Valuation ที่น่าสนใจมากกว่า และได้อานิสงส์จากสภาพคล่องของนักลงทุนทั่วไปในประเทศ ภายหลัง M2 ยังคงขยายตัวในระดับสูงในเชิงกลยุทธ์ยังคงแนะ Selective ไปยังหุ้นขนาดกลาง-เล็กเป็นสำคัญซึ่งได้แก่ JMT, CHAYO, TFG, ASIAN, APURE, SUN, XO, PTG, SFLEX, PTL, TPCH, SSP, ILINK, PRM, SMPC
- Liquidity: มองประเด็นการกู้เงินของรัฐบาลไทยจากธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชียหรือ ADB นั้นเป็นปัจจัยเชิงบวกต่อตลาดหุ้นไทยในแง่ของสภาพคล่อง เนื่องจากจะทำให้แนวโน้มการจัดหาสภาพคล่องในประเทศผ่านการออกพันธบัตรจะลดลงในช่วงถัดไป หลังขึ้นไปทำจุดสูงสุดในช่วงเดือนก.ค.ที่ผ่านมาถึงเกือบ 8 หมื่นล้านบาท ซึ่งทำให้สภาพคล่องในตลาดหุ้นบางส่วนถูกดูดซับออกไปในช่วงเวลาดังกล่าว ทั้งนี้ จากการให้สัมภาษณ์ของสบน.ล่าสุดในช่วงปลายเดือนก่อนประเมินว่าจะมีการออกพันธบัตรในเดือนสิงหาคมนี้เพียง 2 หมื่นล้านบาท แต่จากการที่เราตรวจสอบไปยังตารางการประมูลพันธบัตรล่าสุดพบว่ามีเพียง 5 พันล้านบาทเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ มองต่อจากต้นเดือนเช่นเดิมว่าสภาพคล่องในตลาดหุ้นไทยจะเริ่มกระเตื้องขึ้นในเดือนนี้ซึ่งน่าจะเป็นปัจจัยประคับประคอง SET Index ได้ต่อไปโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อมาประกอบกับ Earning yield gap ของ SET ที่สามารถไต่ระดับขึ้นจากจุดต่ำสุดได้แล้ว
|
Gold & THB: ราคาทองคำทำจุดสูงสุดใหม่อีกครั้งที่ 2,024 เหรียญฯ/ออนซ์ เรายังคงแนะนำให้ถือทองคำเป็นสัดส่วน 5-10% ของพอร์ตการลงทุนรวมต่อไป จนกว่าราคาจะขึ้นไปถึงระดับ 2,150 เหรียญฯ/ออนซ์ ซึ่งเป็นระดับที่เราคำนวณว่าเป็นระดับที่เกิดภาวะฟองสบู่แล้ว อ้างอิงจากราคาแท้จริง (Real gold price) ในอดีต
ทั้งนี้ การปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องของราคาทองคำนี้ ย่อมทำให้การส่งออกทองคำของผู้ค้าทองในบ้านเราปรับสูงขึ้นตามไปด้วยและเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เงินบาทของเรานั้นปรับตัวแข็งค่าอย่างมากในช่วงนี้ไม่นับรวมกับการไหลเข้ามาของเม็ดเงินนักลงทุนต่างชาติในตลาดตราสารหนี้ที่หากนับตั้งแต่ต้นเดือนก.ค.ที่ผ่านมา ไหลเข้ามาแล้วถึง 2 หมื่นล้านบาท หลังอัตราผลตอบแทนแท้จริงของพันธบัตรเรายังคงอยู่ในระดับที่น่าสนใจ ทั้งนี้ หากทั้ง 2 ปรากฏการณ์นี้ยังคงเกิดขึ้นต่อไป มองว่าบาทจะสามารถเดินหน้าแข็งค่าต่อไปได้อีก
บทวิเคราะห์นี้จัดทำขึ้นและเผยแพร่โดยทีมนักวิเคราะห์ของ Trinity Securities