KOSPI ของเกาหลีใต้หยุดการซื้อขายชั่วคราวหลังดิ่งกว่า 5% จาก SK Hynix และ Samsung
หุ้นกลุ่มแบงก์ปรับลงต่อเนื่อง จากความกังวล NPL ที่จะเริ่มเพิ่มขึ้นหลังจบโครงการพักชำระหนี้ ดัชนี SETBANK ปรับลงกว่า 6% นับตั้งแต่หุ้นแบงก์ตัวแรกประกาศผลประกอบการ 2Q63ซึ่งส่วนใหญ่ ออกมาต่ำกว่าที่เราและตลาดคาด (มีเพียง SCB ที่ดีกว่าคาด) เนื่องจากหลายแบงก์มีการตั้งสำรองเพิ่มขึ้นมาก ทั้งเพื่อรองรับความเสี่ยงของคุณภาพสินทรัพย์ที่แย่ลงตามภาวะ ศก. และการตั้งสำรองในกรณีที่ การบินไทย เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ รวมทั้งมีรายได้ค่าธรรมเนียมต่ำลงจากผลกระทบของการเข้าสู่ Lock Down ในเดือน เม.ย.-มี.ค.
นอกจากนี้นักลงทุนยังกังวลต่อจำนวนลูกหนี้ที่เข้าร่วมโครงการให้ความช่วยเหลือทางการเงินสำหรับผู้ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 (พักชำระดอกเบี้ยและการพักชำระทั้ง ดอกเบี้ยและเงินต้น) ที่เดิมค้างชั้นลูกหนี้อยู่ใน Stage เดิมก่อนเข้าโครงการ ทำให้ตัวเลข NPL (ลูกหนี้ Stage3) ในช่วง 2Q63 ยังต่ำกว่าความเป็นจริง และมีโอกาสที่ตัวเลขดังกล่าวจะเริ่มทยอยเพิ่มขึ้นหลังมาตรการช่วยเหลือทางการเงินเป็นการทั่วไป(ให้การช่วยเหลือโดยอัติโนมัติสำหรับลูกหนี้ที่เข้าเกณฑ์) จะเริ่มครบกำหนดในเดือน ก.ย. และต.ค. นี้ กดดัน Sentiment ในการลงทุนหุ้นกลุ่มแบงก์ในระยะสั้น-กลาง
ความเสี่ยงตั้งสำรองแตกต่างกันไปตามนโยบายใน 1H63 และจำนวนลูกหนี้ที่รับความช่วยเหลือ เรามองทิศทางผลดำเนินงานใน 2H63 ของแบงก์จะมีความเสี่ยงมากน้อยแตกต่างกันไปจาก 2 ปัจจัย คือ 1) นโยบายตั้งสำรองที่แต่ละแบงกเ์ลือกใช้เพื่อรับมือความเสี่ยงของพอรต์ ลูกหนี้ใน 1H63 แบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ 1) กลุ่มแบงก์ที่ดำเนินนโยบายเชิงระมัดระวัง เลือกนโยบายตั้งสำรองก้อน ใหญ่เผื่อความเสี่ยงในอนาคต สะท้อนได้จากระดับ Credit Cost ใน 2Q63 ที่สูงกว่า 2% ได้แก่ KBANK (BK:KBANK) (2.3%), BBL (2.4%) และ KTB (2.7%) และ 2) กลุ่มที่มีการตั้งสำรองเพิ่มขึ้นบางส่วน เพื่อรอประเมินคุณภาพสินทรัพย์อีกครั้งในช่วงปลายปี ได้แก่ SCB (1.8%), TMB (1.4%), KKP (1.2%) และ TISCO (1.5%) ท าให้ความเสี่ยงในการตั้งสำรองเพิ่มในช่วง 2H63 ของแบงก์กลุ่ม แรกน้อยกว่าแบงก์กลุ่มหลัง 2) จำนวนลูกหนี้ภายใต้โครงการช่วยเหลือทางการเงิน เรารวมข้อมูลจากการประชุม นักวิเคราะห์ร่วมกับผู้บริหารหลายแบงก์ พบว่า SCB, KBANK, TMB และ KKP มีสัดส่วนลูกหนี้ ขอรับความช่วยเหลือสูงถึง 40% ของพอร์ตสินเชื่อรวม หลักๆ มาจากลูกหนี้ SME ที่ได้รับการให้ ความช่วยเหลือเป็นการทั่วไป และลูกหนี้กลุ่มอ่อนไหวเนื่องจากได้รับผลกระทบจาก COVID-19 โดยตรง เช่น ธุรกิจในกลุ่มท่องเที่ยว ขณะที่ TISCO เป็นแบงก์ที่มีลูกหนี้เข้าโครงการต่ำที่สุด เพียง 20% เนื่องจากมีการคุมคุณภาพสินเชื่อมาตั้งแต่ปีก่อนทำให้ลูกหนี้ในพอร์ตค่อนข้างมีฐานะการเงินที่แข็งแรงและมีลูกหนี้กลุ่ม SME ค่อนข้างน้อย ขณะที่ BBL และ KTB ยังไม่ เปิดเผยตัวเลขอย่างเป็นทางการ เราจึงประเมินโดยใช้ข้อมูลคาดการณ์จำนวนลูกหนี้เข้า โครงการที่ 20% และ 30% ตามลำดับน้อยกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มที่ 40% เนื่องจากทั้ง 2 แบงก์มี สัดส่วนลูกหนี้ SME ไม่มาก ส่วนพอร์ตรายย่อยของ KTB ส่วนใหญ่เป็นผู้มีอาชีพรับราชการและ รัฐวิสาหกิจที่ได้รับผลจาก COVID-19 น้อย)
เราได้ประเมินความเสี่ยงที่แต่ละแบงก์จะมีการตั้งสำรองเพิ่มขึ้นใน 2H63 ภายใต้สมมุติฐานสำคัญ 2 ข้อคือ 1) ลูกหนี้ที่เข้าโครงการช่วยเหลือทางการเงินจำนวน 10% ของแต่ละแบงก์ตกชั้นกลายเป็น NPL (ใกล้เคียง กับสัดส่วนลูกหนี้ของ KBANK และ TMB ที่ผู้บริหารระบุว่าเป็นกลุ่มเปราะบางและอาจต้องการความ ช่วยเหลือทางการเงินเพิ่มเติม) 2) แบงก์จะตั้งสำรองเพิ่มขึ้นตามลูกหนี้หลังหักมูลค่าของหลักประกันซึ่ง คาดอยู่ที่ราว 50% ของมูลหนี้
บทวิเคราะห์นี้จัดทำขึ้นและเผยแพร่โดยทีมนักวิเคราะห์ของ Yuanta Securities








