KOSPI ของเกาหลีใต้หยุดการซื้อขายชั่วคราวหลังดิ่งกว่า 5% จาก SK Hynix และ Samsung
ประเมินกรอบการเคลื่อนไหว SET ทั้งสัปดาห์ที่ 1310 – 1370 จุดคาดตลาดจะเริ่มกลับมา ให้ความสนใจกับผลประกอบการ 2Q20 ของบริษัทจดทะเบียนอิง Bloomberg คาดว่าในสัปดาห์นี้จะเริ่มเห็นการรายงานของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ทั้งหมดโดยคาด ว่าจะมีกำไรสุทธิรวมกันทั้งหมดที่ 3.27 หมื่นล้านบาท -12%QoQ -25%YoY
ทั้งนี้ แม้ผลประกอบการจะดูอ่อนแอแต่เชื่อว่าเป็นสิ่งที่ตลาดได้คาดการณ์ไว้อยู่แล้ว สิ่งที่นักลงทุนควรติดตาม คือหลังรายงานผลประกอบการผลการประชุมนักวิเคราะห์ กับผู้บริหารเป็นอย่างไร ขณะเดียวกันเรามองว่าต่อให้ไม่มีสถานการณ์ COVID19 ผลประกอบการของกลุ่มธนาคารย้อนหลัง 4 ปีในแง่ของรายได้และกำไรสุทธิก็ ไม่ได้มีการเติบโตแต่อย่างใด นอกจากนี้ความสามารถในการทำกำไรผ่านส่วนของ ผู้ถือหุ้น (ROE) มีแนวโน้มลดลงชัดเจนเชื่อว่าเป็นเหตุที่ทำให้กลุ่มธนาคารพาณิชย์ ซื้อขายที่ P/BV ค่อนข้างต่ำดังนั้นนักลงทุนควรระมัดระวัง Value Trap ที่เกิดขึ้น
อย่างไรก็ตามมองกลุ่มธนาคารพาณิชย์จะกลับมาดูน่าสนใจอีกครั้งต่อเมื่อเศรษฐกิจ ไทยเห็นสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจนหรือที่ประชุม กนง. เริ่มพูดคุยถึงการขึ้นดอกเบี้ย
สำหรับปัจจัยสัปดาห์นี้ (1) ติดตามการปรับเปลี่ยน ครม. ของทางรัฐบาล (กรณี) เกิดขึ้นหากในสัปดาห์นี้ทางรัฐบาลมีการปรับเปลี่ยน ครม. คาดไม่มีผลใดๆ เนื่องจากเป็นสิ่งที่ตลาดคาดหมายไว้อยู่แล้ว อย่างไรก็ตามสิ่งที่ควรติดตามคือผู้นำทีมเศรษฐกิจคนใหม่จะเป็นใคร หากผู้นำคนใหม่เป็นคนที่ตลาดไม่ถูกใจอาจเผชิญ การปรับฐานได้ ทั้งนี้แม้จะมีความกังวลเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนนโยบายแต่ในส่วน ของการประมูลสายสีส้มที่เปิดขายซองในสัปดาห์ก่อนยังคงเดินหน้าต่อเนื่องคาดว่า BEM มีจุดแข็งมากที่สุดและงานก่อสร้างต่างๆ CK จะเป็นผู้รับประโยชน์จากตรงนี้ ซึ่งน่าจะช่วยหนุนให้ Backlog CK เพิ่มเข้ามาราว 1.2 แสนล้านบาทเพียงพอต่อ การรับรู้ได้อย่างต่ำ 3 ปี (2) การแพร่ระบาด COVID19 ทั่วโลกปัจจุบัน สถานการณ์ล่าสุดยังไม่ดีขึ้นแต่อย่างใด โดยเฉพาะในสหรัฐจำนวนผู้ติดเชื้อต่อวัน เร่งตัวขึ้นมาแตะระดับ 6 หมื่นราย ขณะเดียวกันล่าสุด Florida รายงานตัวเลขผู้ ติดเชื้อทำจุดสูงสุดใหม่ที่ระดับ 1.5 หมื่นราย / วัน หากสัปดาห์นี้ยังเห็นการ ระบาดเพิ่มขึ้นต่อเนื่องอาจเป็นจิตวิทยาเชิงลบต่อการลงทุนทั้งสัปดาห์
Weekly Strategy หากดัชนีมีจังหวะปรับตัวขึ้นระหว่างสัปดาห์ มองเป็นโอกาสของการลดพอร์ตเนื่องจาก Valuation ที่ทรงตัวระดับ สวนทางกับปัจจัยพื้นฐานที่ยังอ่อนแอประกอบกับเล็งเห็นสัญญาณนักวิ เคราะห์จะปรับลดประมาณการกำไรบริษัทจดทะเบียนลงอีกครั้ง การลงทุนช่วงนี้นักลงทุนจึงควรเลือกหุ้นที่มีผลประกอบการแข็งแรงในครึ่ง ปีหลัง (BEM CBG CK CPF TFG TASCO)
CPF (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย 33.5 บาท) คาดกำไรสุทธิของ CPF งวด 2Q20 ที่ระดับ 5.2 หมื่นลบ. (+28%YoY,-14%QoQ) จากผลดีจากราคาเนื้อสุกรที่เวียดนามที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 108%YoY ซึ่งมาชดเชย กับการชะลอตัวของราคาเนื้อสัตว์ในประเทศที่ลดลง จากผลกระทบของมาตรการปิดเมืองในเดือน เม.ย. ขณะเดียวกันราคาเนื้อสัตว์ในประเทศกลับมาปรับตัวเพิ่มขึ้นได้อีกครั้ง โดยราคาสุกรอยู่ที่ 78 บาท/ กก. ส่วนราคาเนื้อไก่อยู่ที่ 34 บาท/กก. ได้รับผลดีจากความต้องการ ส่งออกที่ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่องโดยเฉพาะจากประเทศจีน ทำให้แนวโน้ม ผลประกอบการในช่วง 3Q20 จะยังเห็นการเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกัน ของปีก่อนได้อย่างมากต่อไปอีกไตรมาส
PSL (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย 7.1) เริ่มต้นบทวิเคราะห์ด้วยคำแนะนำ "ซื้อ" บริษัทจะได้ประโยชน์จากค่าระวางเรือที่กลับมาฟื้นตัวในปี 21 จากอุปสงค์การขนส่งสินค้าเทกองที่กลับมาเติบโตหลัง COVID19 ประกอบกับอุปทานเริ่มเติบโตในอัตราที่ชะลอตัวลง โดยคาด EBITDA ในปี 20E จะลดลง 25%YoY อย่างไรก็ตามปี 21-22E จะเติบโตเฉลี่ย 32%
บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกที่ cgsec.co.th








