KOSPI ของเกาหลีใต้หยุดการซื้อขายชั่วคราวหลังดิ่งกว่า 5% จาก SK Hynix และ Samsung
ในเดือนกรกฎาคมจะมีลักษณะการแกว่งตัวในกรอบคล้ายกับเดือนมิถุนายน เนื่องจาก Upside ก็ยังคงถูกจำกัดด้วยเรื่องของ Valuation ส่วน Downside ก็ยังคงถูกจำกัดด้วยเรื่องของ Liquidity
ในสภาวะดัชนีแกว่งในกรอบเช่นนี้ มองเป็นสภาวะของตลาดเก็งกำไรต่อไป โดยยึดกลยุทธ์หลักคือ “ขึ้นขาย-ลงซื้อ” ตามกรอบแนวต้าน-แนวรับที่เราให้ไว้ประเมินกรอบแนวต้านสำคัญของเดือนนี้ที่ 1400 จุด ส่วนกรอบแนวรับแรกประเมินที่ 1310 จุด ทั้งนี้สำหรับกรอบแนวต้านแรกและแนวรับสำคัญของเราประจำเดือนนี้นั้นจะมีการติดตาม Update ระหว่างเดือนนี้อีกทีหนึ่ง
ในเชิงกลยุทธ์:สำหรับผู้ที่เพิ่มน้ำหนักการลงทุนไปที่กรอบแนวรับของเราบริเวณ 1300-1330 จุดก่อนหน้านี้ สามารถถือครองเพื่อ Let profit run ต่อไปได้ จนกว่า Valuation
ของ SET จะปรับสูงขึ้นสู่บริเวณตึงตัวที่เราให้ไว้อีกครั้ง
Picks: เรามองว่า 3 กลุ่มหุ้น Growth stock ที่น่าสนใจถือครองต่อไปนั่นก็คือ
1) กลุ่มโรงไฟฟ้า ได้แก่ BGRIM, GPSC, RATCH (ตัด GULF และ EGCOออก เนื่องจากหากอิง Bloomberg consensus จะพบว่าไม่มี Growth ของผลกำไรในปีนี้)
2) กลุ่มเกษตรและอาหาร ได้แก่ CPF, TFG, RBF
3) กลุ่มบริหารสินทรัพย์ JMT รวมไปถึงหุ้นขนาดกลาง-เล็กอื่นๆที่เราแนะนำไปเมื่อช่วงปลายสัปดาห์ก่อนอย่างเช่น PTG, SFLEX
Factors: 5 ปัจจัยสำคัญที่สุดที่ต้องติดตามในเดือนนี้ ที่คาดว่าจะมีอิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวของราคาสินทรัพย์และ Fund flow
1) พัฒนาการของประมาณการ EPS ปี 2021E ของตลาดหุ้นไทยที่ล่าสุดอยู่ที่ 83.2 บาท ซึ่งจะมีผลไปยังระดับดัชนี SET ที่เหมาะสมของเราในวิธี PE Model
2) รายงานตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ เช่น PMI ของยุโรป และ ISM ของสหรัฐฯซึ่งจะสะท้อนการฟื้นตัวของหุ้นในกลุ่ม Cyclical ว่าจะมีนัยเพียงใด นอกจากนั้น ยังต้องติดตามตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐฯเดือนมิ.ย.ที่จะประกาศออกมาในวันพรุ่งนี้ หากออกมาดีกว่าคาดมาก จะส่งผลบวกต่อเงิน USD และทำให้เม็ดเงินบางส่วนไหลกลับไปยังตลาดหุ้นสหรัฐฯได้
3) การประชุม FOMC ในวันที่ 28-29 ก.ค.ว่า Fed จะมีการส่งสัญญาณถึงการ Adjust โครงการเข้าซื้อสินทรัพย์ต่างๆหรือไม่ รวมไปถึงจะมีการส่งสัญญาณถึงมาตรการ Yield curve control หรือไม่ หากมี จะส่งผลบวกต่อตลาดทุนของสหรัฐฯเป็นสำคัญและอาจทำให้มีเม็ดเงินบางส่วนไหลออกมาตามปรากฏการณ์ USD Carry trade มากขึ้น ส่วนระหว่างทาง อาจต้องติดตามรายงานงบดุลของ Fed รายสัปดาห์ไปก่อน
4) ท่าทีของกลุ่ม OPEC+ ว่าจะมีการต่ออายุการลดกำลังการผลิตวันละ 9.7ล้านบาร์เรลออกไปจากสิ้นเดือนกรกฎาคมนี้หรือไม่
5) พัฒนาการของการระบาดของ COVID-19 รอบสอง ซึ่งอาจส่งผลไปยังการLockdown ที่เข้มข้นมากขึ้นอีกครั้ง
บทวิเคราะห์นี้จัดทำขึ้นและเผยแพร่โดยทีมนักวิเคราะห์ของ Trinity Securities








