หุ้น SpaceX ร่วง 2.6% วันนี้ เกิดอะไรขึ้น
Stock Vitamins x Jitta
ส่องหุ้นสู้วิกฤต
สุกี้ ชาบู ปิ้งย่าง ปลาดิบ ซูชิ ขนมเค้ก ขนมหวาน ฯลฯ
อยากมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของร้านไหน ง่ายๆ แค่ซื้อหุ้นที่จดอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ แต่ซื้อหุ้นร้านไหนดี มาดูความแตกต่างกันดีกว่าครับ
เริ่มต้นที่โครงสร้างงบกำไรขาดทุนกันก่อน
ใช้ตัวเลขเต็มปี 2019 เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจน และหยิบหุ้นที่เป็นร้านอาหารเป็นหลักเพื่อที่จะได้เปรียบเทียบกันได้ จริงๆ มีหุ้นอย่าง MINT, CENTEL, OISHI ก็ขายอาหาร แต่จะมีส่วนที่เป็นโรงแรมและเครื่องดื่มพอสมควร เลยไม่ได้นำมาวิเคราะห์เพื่อไม่ให้ bias ครับ
M ขายสุกี้ 100 บาท เป็นต้นทุนขาย 31 บาท ค่าน้ำไฟ เงินเดือน ค่าเช่า ค่าโฆษณา 52 บาท ดอกเบี้ยและภาษี 3 บาท เหลือเป็นกำไร 14 บาท
AU ขายขนมหวาน 100 บาท เป็นต้นทุนขาย 35 บาท ค่าน้ำไฟ เงินเดือน ค่าเช่า ค่าโฆษณา 41 บาท ดอกเบี้ยและภาษี 4 บาท เหลือเป็นกำไร 20 บาท
กลุ่มแรก M กับ AU แบรนด์ดัง มาร์จิ้นสูง GPM 65-69% แต่ SG&A ก็สูงเช่นกัน หลักๆ ก็ค่าเงินเดือนพนักงานและค่าเช่าร้าน หักดอกเบี้ยภาษี กำไรก็เหลือเยอะอยู่
ZEN ขายอาหารญี่ปุ่น 100 บาท เป็นต้นทุนขาย 52 บาท ค่าน้ำไฟ เงินเดือน ค่าเช่า ค่าโฆษณา 44 บาท ดอกเบี้ยและภาษี 1 บาท เหลือเป็นกำไร 3 บาท
SNP ขายเค้ก เบเกอรี่ 100 บาท เป็นต้นทุนขาย 58 บาท ค่าน้ำไฟ เงินเดือน ค่าเช่า ค่าโฆษณา 38 บาท ดอกเบี้ยและภาษี 0.5 บาท เหลือเป็นกำไร 4 บาท
ZEN กับ SNP เป็นหุ้นที่ต้นทุนสูงขึ้นมาหน่อย GPM ทำได้ 42-48% และยังต้องจ่ายค่าเงินเดือน ค่าเช่า พอสมควร ทำให้เหลือกำไรบางๆ แค่ 3-4 บาท ซึ่งก็ถือเป็นความเสี่ยงเหมือนกันถ้าเกิดควบคุมต้นทุนไม่ได้ หรือ SG&A เกิดบวมขึ้นมา
MM ขายโดนัท โอบอนแปง 100 บาท เป็นต้นทุนขาย 39 บาท ค่าน้ำไฟ เงินเดือน ค่าเช่า ค่าโฆษณา 61 บาท ดอกเบี้ยและภาษี 1 บาท ขาดทุน 1 บาท
JCKH ขายสุกี้ ปิ้งย่าง 100 บาท เป็นต้นทุนขาย 47 บาท ค่าน้ำไฟ เงินเดือน ค่าเช่า ค่าโฆษณา 63 บาท ดอกเบี้ยและภาษี 1 บาท ขาดทุน 11 บาท
MM กับ JCKH ต้นทุนขายไม่ได้ต่ำมาก แต่ไปบวมที่ SG&A เยอะมาก ทำให้สุดท้ายขาดทุน
ทีนี้มาดูผลประกอบการกันบ้างว่า งบ Q1’20 เป็นอย่างไร หลังจากโดนผลกระทบ COVID-19 ในเดือนมีนาคม
M กำไร 340 ล้านบาท -52%
รายได้ -12% SSSG ลดลงหนัก -20% ทั้ง MK สุกี้ และยาโยอิ (MK ทรงๆ รอบนี้เพิ่งลบหนัก ส่วนยาโยอิ ติดลบมาหลายไตรมาสแล้ว)
ต้นทุนขายและ SG&A ลดลงได้ไม่เยอะ เพราะว่า Fix Cost มีพอสมควรทั้งวัตถุดิบที่เหลืออยู่ ห้างปิดกะทันหันเคลียร์ของไม่ทัน และค่าเงินเดือนพนักงานลดไม่ได้มาก ทำให้กำไรลดลงหนัก
แต่เนื่องจากการที่มีอัตรากำไรสูงตั้งแต่ขั้นต้น ทำให้ถึงแม้กำไรจะลงมาเยอะ แต่ NPM ยังอยู่ได้ที่ 8.8%
AU กำไร 13 ล้านบาท -78%
รายได้ -24% SSSG ลดลงหนัก -29% ข้อสังเกตคือว่า SSSG ลดลง 2 ไตรมาสติดแล้ว (ตั้งแต่ก่อน COVID) เป็นร้านที่อยู่ในห้างเยอะ และพึ่งพานักท่องเที่ยวด้วย
กำไรขั้นต้นก็ลดลง เพราะว่าต้องเคลียร์วัตถุดิบที่ค้างอยู่
SG&A ลดไม่ได้ แถมยังเพิ่มอีก คือ ค่าใช้จ่ายในการขาย +1% ค่าใช้จ่ายบริหาร +2% จากการเปิดสาขา ค่าธรรมเนียมการใช้ platform ส่งอาหาร (น่าจะพวก Grab, Ger, Line Man) และสำรองปิดสาขาร้าน Durian
คล้ายๆ M คือ โครงสร้างกำไรแข็งแรง ทำให้ NPM ยังบวกได้ที่ 6%
ZEN ขาดทุน 44 ล้านบาท
รายได้ -12% SSSG ลดลงหนัก -26.5% เป็นการลดลงต่อเนื่องมาหลายไตรมาสคล้ายๆ ยาโยอิ
ต้นทุนขายลดได้แค่ 5% ขณะที่ SG&A เพิ่ม 8.8% จากทั้งค่าพนักงาน ค่าเช่า และค่าคอมมิชชั่นให้ Grab, Get, Lineman
แต่เนื่องจากว่า โครงสร้างงบของ ZEN ไม่ค่อยแข็งแรงอยู่แล้ว การที่ยอดขายลด แต่ค่าใช้จ่ายลดไม่ได้ ทำให้ขาดทุน NPM -7%
SNP ขาดทุน 26 ล้านบาท
รายได้ -16% SSSG ในประเทศ -15.4% SSSG ต่างประเทศ -35.1% อาจเป็นเพราะในประเทศเราควบคุมโรคได้ดีกว่า
ต้นทุนขายลดได้แค่ 9% แต่พยายามไปลด SG&A ได้ถึง 16%
แต่ก็คล้าย ZEN ที่โครงสร้างงบเปราะบาง กำไรน้อย ทำให้ขาดทุน NPM -2%
MM ขาดทุน 60 ล้านบาท
มัดแมนขาดทุนมาหลายปีแล้ว แต่รอบนี้หนักขึ้นตรงที่ขาดทุนตั้งแต่ก่อนจ่ายดอกเบี้ยและภาษี
ปกติรายได้โตลดลงประมาณ 5% แต่รอบนี้ลดลง 17% ขณะที่ต้นทุนและ SG&A ลงได้น้อยกว่า
แถมยังมีค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยสำหรับการลงทุนร้านอาหารที่ปารีสอีกด้วย ทำให้ขาดทุนหนักขึ้น
JCKH ขาดทุน 63 ล้านบาท
คล้ายๆ มัดแมน คือ ขาดทุนมาหลายปี แต่เป็นการขาดทุนตั้งแต่ก่อนดอกเบี้ยมาโดยตลอด
รายได้ปกติลบ 10-18% รอบนี้ -30%
แต่มีความเก่งที่ไปลดต้นทุนอาหารได้ 38% แต่ SG&A ก็ลดไม่ได้มาก ได้แค่ -16% สุดท้ายเลยขาดทุนตามระเบียบ
โดยสรุป บทเรียนที่เราได้เห็นจากหุ้นร้านอาหารรอบนี้คือ
1.เมื่อเกิดวิกฤต ทุกบริษัทได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า รายได้จะหด แต่กำไรจะหายมากกว่า เพราะว่ามีต้นทุนคงที่อย่างค่าเงินเดือนพนักงานที่ลดไม่ได้ทั้งหมด
2.บริษัทที่มีโครงสร้างงบแข็งแรงจะอยู่รอดได้มากกว่า ยังทำกำไรได้ แม้ว่าจะลดลง เช่น M และ AU
3.การที่ Business Model พึ่งพาตัวร้านอาหารแบบนั่งกินเยอะ ทำให้โดนผลกระทบเยอะ จากยอดขายที่หายไป และการปรับเปลี่ยนรูปแบบไปใช้ platform delivery ที่พึ่งพา Grab, Get, Lineman ทำให้เสียค่าคอมมิชชันเพิ่มเติม
.
หุ้นอย่าง M, AU ที่มี GPM สูง ยังโอเค ทำกำไรได้แม้จะน้อยลง แต่หุ้นบางตัวที่โครงสร้างงบไม่แข็งแรง เมื่อเกิดค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่มเข้ามา รวมกับ SG&A เดิมที่ลดได้อยากอยู่แล้วจึงขาดทุนกันไป บางบริษัทขาดทุนตั้งแต่ก่อนจ่ายดอกเบี้ยก็มี
ตอนนี้ ร้านอาหารกลับมาเปิดกันแล้วด้วยรูปแบบใหม่ ที่ต้องจำกัดจำนวนคนนั่งต่อโต๊ะ ร้านบุฟเฟต์ก็ต้องสั่งที่โต๊ะ มีมาตรการดูแลเรื่องความสะอาดมากขึ้น ก็ต้องมาติดตามกันต่อว่า รายได้ที่เข้ามาจะเพียงพอกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นหรือเปล่า
เอาใจช่วยทุกร้านอาหารครับ
#ส่องหุ้นสู้วิกฤต #Jiita #วิตามินหุ้น
Source: S&P Global Market Intelligence เรียบเรียงโดย Jitta
บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกทาง Stock Vitamins-วิตามินหุ้น
ไม่อยากพลาดบทวิเคราะห์ดีๆ อย่าลืมกด "ติดตาม" นะครับ









