หุ้นเอเชียพุ่งตามการฟื้นตัวของหุ้นเทคโนโลยีจากกระแส AI, KOSPI พุ่ง 5%; รอผลประชุม RBA
- การทดสอบแนวโน้มขาลงที่เร็วและแรงที่สุดในประวัติศาสตร์การลงทุนครั้งหนึ่งกำลังจะได้รับการทดสอบจากขาขึ้นที่เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์เช่นกัน
- รายงานผลประกอบการจากบริษัทกลุ่มเทคโนโลยีจะต้องสร้างความประหลาดใจในทางบวกได้มากพอจึงจะทำให้ขาขึ้นสามารถขึ้นต่อไปได้
- ราคาน้ำมันดิบอาจปรับตัวลดลงต่อ
สัปดาห์นี้ถือเป็นสัปดาห์สำคัญที่สุดสัปดาห์หนึ่งของการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ เดือนนี้ นอกจากตลาดจะต้องจับตารอดูผลการประชุมของธนาคารกลางญี่ปุ่น สหรัฐฯ และสหภาพยุโรปแล้วเรายังต้องรอดูผลประกอบการของบริษัทกลุ่มเทคโนโลยีใหญ่ๆ ของสหรัฐฯ ด้วย แม้สัปดาห์ก่อนจะมีข่าวร้ายมากมายเช่นราคาน้ำมันดิบ WTI ติดลบ จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานที่ตอนนี้มียอดรวม 26 ล้านคนแล้วที่ตกงานเข้ามาแต่ดัชนีหลักทั้ง 4 อย่างดาวโจนส์, S&P 500, NASDAQ และ Russell 2000 ก็ยังสามารถปรับตัวสูงขึ้นในวันสุดท้ายของการลงทุนได้
ในขณะที่กำลังเขียนบทความนี้สถานการณ์วิกฤตไวรัสโควิด-19 ยังคงดำเนินต่อไปด้วยยอดผู้ติดเชื้อรวมทั้งโลก 2,900,000 คนและมีผู้เสียชีวิตทั้งโลกแล้ว 203,332 คน ความเสี่ยงทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังคงมีผลต่อการติดเชื้อโควิด-19
สัปดาห์ที่ไม่มีอะไรคาดเดาได้ที่สุดสัปดาห์หนึ่งของตลาดหลังเผชิญโควิด-19
ดัชนี NASDAQ ปรับตัวขึ้น 1.65% นำทัพโดยกลุ่ม “5 เทพหุ้นเทคฯ (FAANG)” ที่ตลาดให้ความหวังว่ารายงานผลประกอบการที่ออกมาจะมีแนวโน้มที่ดีเช่นเดียวกันกับดัชนี Russell 2000 แม้ว่าหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีคือสาเหตุหลักที่ทำให้ดัชนีหลักทั้ง 4 ของสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นในวันศุกร์แต่รวมๆ แล้วกลุ่มดัชนีหลักกลับปรับตัวขึ้นได้เพียงประมาณ 2.00% เท่านั้น S&P 500 ปรับตัวขึ้น 1.39% โดยที่ 11 ภาคส่วนของดัชนีกลับมากลายเป็นสีเขียวอีกครั้ง กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ +0.36% ในขณะที่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี +2.12%
ขาขึ้นอันแสนชื่นใจในวันศุกร์ไม่ได้ช่วยให้ภาพรวมของดัชนีหลักทั้ง 4 ดีขึ้นมาก S&P 500 รวมแล้วถือว่าปรับตัวลดลง 1.32% ดัชนีดาวโจนส์ก็ลดลงมา 2.02% ใขณะที่ NASDAQ เองแม้จะทำผลงานได้ดีแต่ก็ยังถือว่าติดลบอยู่ 0.18% และผู้ชนะก็คือ Russell 2000 เป็นตลาดเดียวที่สามารถปรับตัวสูงขึ้น 0.32% ได้เมื่อจบวันศุกร์ที่ 24 เมษายน
จากสิ่งที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นเลยว่าแม้จะเป็นดัชนีของหุ้นกลุ่มมูลค่าทางการตลาดไม่สูงมากก็ยังสามารถดีใจและวิ่งขึ้นกันได้ราวกับโควิด-19 ได้จบลงแล้ว แสดงว่าตลาดตั้งความหวังกับขาขึ้นครั้งนี้เอาไว้มาก แต่สำหรับเราแล้วกลับมองว่าขาขึ้นในช่วงนี้ไม่ได้มีอะไรไปมากกว่าความหวังที่ผสมอยู่กับความโลภ จากบทวิเคราะห์ในสัปดาห์ที่แล้วจนถึงตอนนี้เรายังคงประหลาดใจว่าทำไมคนถึงกล้าเอาเงินมาทุ่มกับขาขึ้นครั้งนี้ราวกับเชื่อว่าโควิดจบแล้วจริงๆ นี่คือการลงทุนที่ฉลาดที่สุดหรือโง่ที่สุดของตลาดกันแน่?
ขาขึ้นครั้งนี้ถือว่าเร็วและแรงมากเมื่อเทียบกับขาลงที่ลงมาอย่างเร็ว 30% ซึ่งถือว่าเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์การลงทุน พวกนักลงทุนมั่นใจได้อย่างไรว่านี่คือขาขึ้นที่มั่นคงถาวรท่ามกลางวิกฤตที่ได้ชื่อในตอนนี้ไปแล้วว่าเลวร้ายที่สุดในรอบ 100 ปีจนสามารถบังคับให้เศรษฐกิจทั้งโลกต้องชะลอตัวหรือถึงขั้นถดถอยพร้อมกัน ตอนนี้เรามียารักษากันแล้วหรืออย่างไร? มีทางออกอื่นๆ มารองรับแล้วหรือนอกจากการกระตุ้น กระตุ้น และกระตุ้นเศรษฐกิจจนเงินใกล้เคียงกับคำว่ากระดาษเข้าไปทุกที
ยิ่งไปกว่านั้นไม่ทราบว่านักลงทุนเห็นหรือไม่ว่าราคาพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ โดยเฉพาะอายุ 10 ปีกำลังมุ่งหน้ากลับลงไปทดสอบจุดต่ำสุดตลอดกาลแล้ว ราคาน้ำมันดิบ WTI ล่วงหน้าสามารถลงไปสู่สิ่งที่เรียกว่าติดลบได้เป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์การลงทุน รัฐบาลสหรัฐฯ เจอตัวเลขยอดคนตกงานสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2008 แล้วอย่างนี้จะไม่ให้เรากังวลกับขาขึ้นในตอนนี้ได้อย่างไร
ในความเห็นของพวกเรา Investing.com นี่คือช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอนมากที่สุดที่เราเคยเจอ มีสัญญาณขัดแย้งกันมากมาย แม้จะเห็นภาพที่เป็นบวกอยู่ข้างหน้าเราก็ไม่อาจเชื่อได้ว่านี่คือขาขึ้น ตอนนี้มีเพียงแต่ต้องรอให้โควิดจบเราถึงจะสามารถประเมินสถานการณ์โดยรวมได้จริงๆ ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าโควิดจะจบลงเมื่อไหร่ องค์การอนามัยโลก (WHO) ก็พึ่งออกมาบอกว่าคนที่เคยติดเชื้อไปแล้วไม่มีอะไรรับประกันว่าจะไม่สามารถกลับมาเป็นได้อีก แล้วทำไมตลาดถึงได้เชื่อในแนวโน้มขาขึ้นครั้งนี้กันมากนัก?
อย่างน้อยเราก็เชื่อว่ามีอยู่คนหนึ่งที่คิดเหมือนกับเรา อ้างอิงรายงานจากบลูมเบิร์กนักลงทุนระดับมหาเศรษฐีนายคาร์ล ไอคาห์น (Carl Ichan) บอกว่าเขาไม่คิดที่จะซื้อหุ้นในตอนนี้เพราะตลาดกำลังอยู่ในช่วงที่ให้ค่ามากเกินความเป็นจริง (overvalue) หากเจอสถานการณ์ดับฝันเข้าไปเป็นไปได้ว่าขาลงในครั้งนี้จะเกิดขึ้นรุนแรงมาก
ในบทความของสัปดาห์ที่แล้วเราได้เขียนไปว่าตลาดขาขึ้นกำลังเรียกผู้ที่ศรัทธาเข้ามาในตลาดแล้ว ในสัปดาห์นี้เราจะยังมองอย่างนั้นอยู่หรือไม่?

ดัชนี S&P 500 ทะยานขึ้นมาจากจุดต่ำสุดเมื่อวันที่ 23 มีนาคมคิดเป็นตัวเลข 26.79% ก่อนจะปรับลดลงมาจากจุดสูงสุดเมื่อวันที่ 17 เมษายน 1.33% เท่านั้นแต่ก่อนหน้านั้นดัชนี S%P 500 ถือว่าร่วงลงมามากถึง 33.92% ตอนนี้ S&P 500 ปรับตัวขึ้นมา 6.5% นับจากจุดสูงสุดเมื่อวันที่ 7 เมษายนและถ้านับตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันที่ 17 เมษายนพบว่าดัชนีขึ้นมาแล้ว 8.1%
ความน่ากลัวอยู่ที่แม้จะอยู่ในแนวโน้มขาขึ้นระยะสั้นแต่ตอนนี้กราฟได้หลุดสามเหลี่ยมลู่ขึ้น (Rising Wedge) ออกมาแล้วซึ่งโดยปกติแล้วขาลงที่จะตามมาจากรูปแบบนี้จะรุนแรงมาก ยิ่งไปกว่านั้นกราฟยังติดแนวต้านที่เกิดจากเส้นค่าเฉลี่ยอีกด้วย

เมื่อไปพิจารณาดัชนีวัดค่าความผันผวนของ S&P 500 แล้ว (VIX) พบว่าความสูงของกราฟแม้จะลดลงมาแต่ก็ยังอยู่ในระดับที่สูงมากใกล้เคียงกับจุดสูงสุดในวันคริสต์มาสอีฟปี 2018 ซึ่งวันนั้นถือเป็นอีกหนึ่งวันที่แย่ที่สุดในตลาดลงทุน กราฟที่หลุดรูปแบบสามเหลี่ยมลู่ขึ้นลงมาแล้วและกราฟขาขึ้นที่กำลังทดสอบแนวต้านจากเส้นค่าเฉลี่ยสำคัญประกอบกับดัชนี VIX ที่สูงลิ่ว ตลาดกำลังพยายามบอกอะไรกับนักลงทุนขาขึ้นอยู่กันแน่?
ขาขึ้นตลอดทั้ง 4 วันของดัชนีดอลลาร์สหรัฐฯ จบลงภายในวันศุกร์

ดัชนีดอลลาร์จะสามารถกลับขึ้นไปยืนเหนือ 100.93 ได้หรือไม่? เพราะหากทำได้จะถือว่าเป็นการเริ่มต้นของแนวโน้มขาขึ้นครั้งใหม่ตามเส้นเทรนด์ไลน์หลักของขาขึ้น (เส้นประสีดำ) ที่สำคัญจะยังเป็นการพาตัวเองกลับเข้าสู่กรอบราคาขาขึ้นอีกครั้งโดยมีเป้าหมายราคาอยู่ที่จุดสูงสุดเมื่อวันที่ 19 มีนาคม แต่ในทางกลับกันถ้าดัชนีลงต่ำกว่า 99.00 ก็จะถือว่าเข้าสู่แนวโน้มขาลงด้วยเช่นกัน
ราคาทองคำล่วงหน้าส่งท้ายตลาดสัปดาห์ที่แล้วด้วยแรงขาลง

แม้ว่าราคาทองคำจะสามารถดีดตัวเองกลับขึ้นไปหลังจากลงมาทดสอบเส้น neckline เพื่อพยายามยืนยันขาขึ้นจากรูปแบบหัวไหล่ (Head & Shoulder) แต่อินดิเคเตอร์ RSI ก็แสดงรูปแบบหัวไหล่เช่นกันแต่เป็นขาแนวโน้มขาลงซึ่งเป็นการบ่งบอกถึงความอ่อนแรงขาขึ้นขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นอินดิเคเตอร์ MACD ส่งสัญญาณขายออกมาเรียบร้อย เราจะยังคงเชื่อว่ากราฟอยู่ในเส้นทางของขาขึ้นจนกว่าราคาจะหลุดแนวรับ $1,666.20 ลงมาได้

ถือเป็นสัปดาห์ที่ 6 ติดต่อกันแล้วที่ราคาบิทคอยน์พยายามปรับตัวสูงขึ้นแต่กราฟก็ยังไม่พ้นจากแรงกดดันของตลาดหมีที่วิ่งอยู่ในกรอบราคาขาลงซึ่งลากมาตั้งแต่จุดสูงสดของเดือนมิถุนายนปี 2019 ทำให้บิทคอยน์มีแนวต้านใหญ่ปรากฏอยู่ที่บริเวณ $9000 ยิ่งกว่านั้นทั้งอินดิเคเตอร์ MACD และ RSI ยังคงบอกว่าเป็นแนวโน้มขาลง
หลังจากผ่านช่วงเวลาแห่งความวุ่นวายในการส่งมอบน้ำมันดิบเดือนพฤษภาคมจนราคาลงไปติดลบได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ กราฟราคาน้ำมันดิบ WTI ล่วงหน้าก็กลับขึ้นมายืนในแดนบวกได้อีกครั้งแต่ยังไม่สามารถขึ้นยืนสูงกว่าระดับราคา $20 ได้

อินดิเคเตอร์อย่าง MACD และ RSI เองต่างก็มีแนวต้านของตนที่ยังไม่สามารถทะลุขึ้นไปได้เช่นเดียวกับกราฟ แสดงให้เห็นว่าขาลงยังคงควบคุมตลาดน้ำมันดิบเอาไว้อยู่ เราจึงพิจารณาว่าราคาน้ำมันดิบ WTI ล่วงหน้ามีโอกาสลงต่อมากกว่าที่จะขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาจากอัตราความเสี่ยงต่อผลตอบแทนด้วยแล้ว
ข่าวสำคัญทางเศรษฐกิจในสัปดาห์นี้ (เวลาทั้งหมดคำนวณเป็นเวลา EDT)
วันจันทร์
23:00 (ญี่ปุ่น) รายงานภาพรวมทางเศรษฐกิจและนโยบายทางการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ)
วันอังคาร
10:00 (สหรัฐฯ) ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคจาก CB: คาดว่าจะหดตัวจาก 120.0 ในเดือนกุมภาพันธ์เหลือ 88.0 ในเดือนเมษายน
10:19 (ญี่ปุ่น) การประชุมอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ): คาดว่าจะคงตัวเลขอยู่ที่ -0.10%
18:45 (นิวซีแลนด์) รายงานตัวเลขการว่างงาน: คาดว่าแบบไตรมาสต่อไตรมาสจะเพิ่มขึ้นจาก 0.2% เป็น 0.3%
21:30 (ออสเตรเลีย) ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI): คาดว่าจะลดลงจาก 0.7% เหลือ 0.2%
วันพุธ
08:30 (สหรัฐฯ) รายงานตัวเลข GDP: คาดว่าจะลดลงจาก 2.1% เหลือ -4.0%
10:00 (สหรัฐฯ) ตัวเลขยอดขายบ้านที่รอการปิดขาย: คาดว่าจะลดลงจาก 2.4% เหลือ -10.00%
10:30 (สหรัฐฯ) รายงานปริมาณน้ำมันดิบคงคลัง: คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจาก 15.022M เป็น 15.150M
14:00 (สหรัฐฯ) การประชุมอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED): คาดว่าจะคงตัวเลขเอาไว้ที่ 0.25%
21:00 (ประเทศจีน) ดัชนี PMI ภาคการผลิต: คาดว่าจะลดลงจาก 52.0 เหลือ 51.0 แต่ยังถือว่ามีอัตราการเติบโตอยู่
วันพฤหัสบดี
03:55 (เยอรมัน) ตัวเลขอัตราการว่างงาน: คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจาก 1K เป็น 75K
05:00 (ยูโรโซน) ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) แบบปีต่อปี: คาดว่าจะลดลงจาก 0.7% เหลือ 0.1%
07:45 (ยูโรโซน) การประชุมอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางแห่งสหภาพยุโรป (ECB): คาดว่าจะคงตัวเลขไว้ที่ 0.00%
08:30 (สหรัฐฯ) รายงานจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงาน: ตลาดยังคงให้ความสนใจกับข้อมูลตัวเลขชุดนี้ ล่าสุดรวมแล้ว 4 สัปดาห์ที่ผ่านมามีคนยื่นขอรับสวัสดิการว่างงานแล้วทั้งสิ้น 26 ล้านคน
08:30 (แคนาดา) รายงานตัวเลข GDP แบบเดือยต่อเดือน: อาจจะคงตัวเลขไว้ที่ 0.1%
08:30 (ยูโรโซน) คำแถลงการณ์ของ ECB หลังการประชุมอัตราดอกเบี้ย
วันศุกร์
04:30 (สหราชอาณาจักร) ดัชนี PMI ภาคการผลิต: คาดว่าจะลดลงเล็กน้อยจาก 32.9 เหลือ 32.8
10:00 (สหรัฐฯ) ดัชนี PMI ภาคการผลิตจาก ISM: คาดว่าจะลดลงจาก 49.1 เหลือ 36.7
https://www.investing.com/analysis/week-ahead-tech-earnings-could-add-more-uncertainty-to-already-risky-markets-200522656
