ราคา Bitcoin วันนี้: ดิ่งต่ํากว่า $71k เมื่อการเทขายหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลกกระทบสินทรัพย์เสี่ยง
ธนาคารแห่งประเทศไทย เตรียมออก 4 มาตรการช่วยเหลือธุรกิจSMEs และรักษาเสถียรตลาดตราสารหนี้เอกชนหลังการระบาดของ COVID-19มีแนวโน้มรุนแรงและยาวนานกว่าคาด
3 มาตรการกู้ชีพ SMEs ได้แก่
1) พักชำระเงินต้นและดอกเบี้ย 6เดือน
2) Soft Loan ดอกเบี้ยต่ำพิเศษ 2.0% นาน 2 ปีโดยไม่คิดดอกเบี้ยในช่วง 6 เดือนแรก และ 3) ธปท.ลดค่าธรรมเนียม FIDF ที่เก็บจากสถาบันการเงินเพื่อให้สถาบันการเงินลดดอกเบี้ยเงินกู้ทันที
1 มาตรการกู้ชีพตลาดตราสารหนี้เอกชนผ่านกองทุนเสริมสภาพคล่องตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชน(Corporate Bond Stabilization Fund:BSF) โดย ธปท.จะเข้าซื้อตราสารหนี้ที่ออกโดยบริษัทที่มีคุณภาพดีและมีกำหนดครบชำระในช่วงปี 2020-2021เพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาดตราสารหนี้เอกชน
เราปรับลดโอกาส ธปท. ลดดอกเบี้ยฉุกเฉินเหลือ 0%
เพราะมาตรการที่ออกมาร่วมกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจการคลังเม็ดเงินราว 1 ล้านล้านบาท (10% ของ GDP)จะสามารถช่วยประคองภาคธุรกิจ SMEsและหนุนการฟื้นตัวเศรษฐกิจได้ ทั้งนี้ เรามองว่าการลดดอกเบี้ยสินเชื่ออุปโภคบริโภค อาทิ สินเชื่อบ้านและรถยนต์ ควรจะเป็นมาตรการเร่งด่วนถัดไปเพื่อช่วยเหลือภาคครัวเรือนที่ประสบปัญหา
ทั้งนี้ เราคงมุมมองว่า ธปท. จะสามารถลดดอกเบี้ยได้อีกอย่างน้อย1 ครั้ง ในไตรมาสที่ 2 หากการระบาดของ COVID-19รุนแรงขึ้นและกดดันให้เศรษฐกิจถดถอยหนัก
ธนาคารแห่งประเทศไทย ประกาศ 4 มาตรการเพิ่มเติมเพื่อช่วยเหลือSMEs และดูแลเสถียรภาพตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชนเพื่อลดผลกระทบทางเศรษฐกิจจาก COVID-19
มาตรการที่ 1 เลื่อนชำระหนี้ ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย “6 เดือน”สำหรับธุรกิจ SMEs ที่มีวงเงินสินเชื่อไม่เกิน 100 ล้านบาทและเป็นลูกหนี้ที่ดีซึ่งการพักชำระหนี้ดังกล่าวจะไม่ถือเป็นการผิดนัดชำระหนี้และไม่เสียประวัติข้อมูลเครดิต ทั้งนี้ ธปท. หวังว่าธนาคารพาณิชย์และลูกหนี้จะใช้เวลาดังกล่าวในการปรับโครงสร้างหนี้ให้เหมาะสมกับฐานะการเงินของธุรกิจลูกหนี้
มาตรการที่ 2 สินเชื่อใหม่ (Soft Loan) วงเงิน 5 แสนล้านบาทอัตราดอกเบี้ย 2% นาน 2ปี และ “ฟรีดอกเบี้ย” 6เดือนแรกสำหรับธุรกิจ SMEs ที่มีวงเงินสินเชื่อไม่เกิน 500ล้านบาทและเป็นลูกหนี้ที่ดี(มาตรการนี้ไม่ครอบคลุมถึงบริษัทจดทะเบียนในตลาด SET และMAI) จะสามารถขอสินเชื่อใหม่ในวงเงินไม่เกิน 20%ของยอดหนี้คงค้าง โดยในช่วง 6 เดือนแรกรัฐบาลจะรับภาระดอกเบี้ยแทนลูกหนี้และจะชดเชยความเสียหายบางส่วนกับธนาคารที่ปล่อยกู้หากเกิด NPL
มาตรการที่ 3 ลดค่าธรรมเนียม FIDF เหลือ 0.23% นาน 2 ปีเพื่อลดภาระของสถาบันการเงินและจูงใจให้เกิดการลดดอกเบี้ยเงินกู้ลงทันที
มาตรการที่ 4 กองทุนเสริมสภาพคล่องตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชน(Corporate Bond Stabilization Fund:BSF) วงเงิน 4แสนล้านบาท โดยกองทุน (ธปท.)จะเข้าซื้อตราสารหนี้ภาคเอกชนของบริษัทที่มีคุณภาพดีที่ครบกำหนดชำระในช่วงปี 2020-2021เพื่อลดปัญหาด้านสภาพคล่องจนไม่สามารถต่ออายุ (Rollover risk)ซึ่งจะช่วยดูแลเสถียรภาพตลาดตราสารหนี้เอกชนให้ทำงานได้ตามปกติ
เราเชื่อว่า มาตรการดังกล่าวร่วมกับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจการคลัง“ลด” ความจำเป็นของการลดดอกเบี้ยนโยบายฉุกเฉิน แต่ยังมองว่าธปท. จะสามารถลดดอกเบี้ยได้อีก 1 ครั้งเป็นอย่างน้อยหากเศรษฐกิจถดถอยหนัก
มาตรการกู้ชีพ SMEs และตลาดบอนด์เอกชนช่วยลดความจำเป็นของ Emergency Rate Cut
เพราะล่าสุดรัฐบาลก็เตรียมนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเม็ดเงินถึง 1ล้านล้านบาท (ราว 10% ของ GDP) ดังนั้น ธปท.จึงอาจรอดูผลกระทบของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายลงมากรวมทั้งมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการโดยตรง ไปก่อน ทำให้ธปท. ไม่จำเป็นต้องรีบลดดอกเบี้ยฉุกเฉินเช่นในช่วงไตรมาสที่ 1
แม้การลดดอกเบี้ยฉุกเฉินอาจไม่เกิดขึ้น แต่เรายังคงมองว่า ธปท.จะสามารถลดดอกเบี้ยลงอย่างน้อย 1 ครั้งหากสถานการณ์การระบาดเลวร้ายหนัก ซึ่งล่าสุด การประกาศลดFIDF ก็เหมือน ธปท. ได้เพิ่มกระสุน (Policy Space) เป็น 0.50%ทำให้ ธปท. สามารถลดดอกเบี้ยได้อีก 1-2 ครั้งหากแนวโน้มเศรษฐกิจย่ำแย่กว่าที่คาดการณ์ไว้มากซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ ถ้าการระบาดของ COVID-19 มีลักษณะเหมือนSpanish Flu ในปี 1918-1919 ที่มีการระบาดถึงสามครั้งกว่าจะสงบ
นโยบายเร่งด่วนถัดไป คือ การลดดอกเบี้ยสินเชื่อครัวเรือน เรามองว่าการช่วยเหลือภาคครัวเรือนที่ประสบปัญหาเศรษฐกิจถดถอยก็มีความจำเป็นไม่แพ้การช่วยเหลือ SMEs หรือภาคธุรกิจอื่นๆ ดังนั้นการขอความร่วมมือสถาบันการเงินในการลดดอกเบี้ยสินเชื่ออุปโภคบริโภค (โดยเฉพาะ สินเชื่อที่อยู่อาศัย และรถยนต์ที่ NPL เริ่มเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่การเติบโตสินเชื่อต่ำลง)ก็อาจช่วยประคองการบริโภคภาคเอกชนและลดความเสี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ลงได้
