ธปท. ออก 4 มาตรการกู้ชีพ SMEs และบอนด์เอกชน

เผยแพร่ 08/04/2020 13:16

ธนาคารแห่งประเทศไทย เตรียมออก 4 มาตรการช่วยเหลือธุรกิจSMEs และรักษาเสถียรตลาดตราสารหนี้เอกชนหลังการระบาดของ COVID-19มีแนวโน้มรุนแรงและยาวนานกว่าคาด

3 มาตรการกู้ชีพ SMEs ได้แก่

1) พักชำระเงินต้นและดอกเบี้ย 6เดือน

2) Soft Loan ดอกเบี้ยต่ำพิเศษ 2.0% นาน 2 ปีโดยไม่คิดดอกเบี้ยในช่วง 6 เดือนแรก และ 3) ธปท.ลดค่าธรรมเนียม FIDF ที่เก็บจากสถาบันการเงินเพื่อให้สถาบันการเงินลดดอกเบี้ยเงินกู้ทันที

 1 มาตรการกู้ชีพตลาดตราสารหนี้เอกชนผ่านกองทุนเสริมสภาพคล่องตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชน(Corporate Bond Stabilization Fund:BSF) โดย ธปท.จะเข้าซื้อตราสารหนี้ที่ออกโดยบริษัทที่มีคุณภาพดีและมีกำหนดครบชำระในช่วงปี 2020-2021เพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาดตราสารหนี้เอกชน

 เราปรับลดโอกาส ธปท. ลดดอกเบี้ยฉุกเฉินเหลือ 0%

เพราะมาตรการที่ออกมาร่วมกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจการคลังเม็ดเงินราว 1 ล้านล้านบาท (10% ของ GDP)จะสามารถช่วยประคองภาคธุรกิจ SMEsและหนุนการฟื้นตัวเศรษฐกิจได้ ทั้งนี้ เรามองว่าการลดดอกเบี้ยสินเชื่ออุปโภคบริโภค อาทิ สินเชื่อบ้านและรถยนต์ ควรจะเป็นมาตรการเร่งด่วนถัดไปเพื่อช่วยเหลือภาคครัวเรือนที่ประสบปัญหา

ทั้งนี้ เราคงมุมมองว่า ธปท. จะสามารถลดดอกเบี้ยได้อีกอย่างน้อย1 ครั้ง ในไตรมาสที่ 2 หากการระบาดของ COVID-19รุนแรงขึ้นและกดดันให้เศรษฐกิจถดถอยหนัก

.

ธนาคารแห่งประเทศไทย ประกาศ 4 มาตรการเพิ่มเติมเพื่อช่วยเหลือSMEs และดูแลเสถียรภาพตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชนเพื่อลดผลกระทบทางเศรษฐกิจจาก COVID-19

มาตรการที่ 1 เลื่อนชำระหนี้ ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย “6 เดือน”สำหรับธุรกิจ SMEs ที่มีวงเงินสินเชื่อไม่เกิน 100 ล้านบาทและเป็นลูกหนี้ที่ดีซึ่งการพักชำระหนี้ดังกล่าวจะไม่ถือเป็นการผิดนัดชำระหนี้และไม่เสียประวัติข้อมูลเครดิต ทั้งนี้ ธปท. หวังว่าธนาคารพาณิชย์และลูกหนี้จะใช้เวลาดังกล่าวในการปรับโครงสร้างหนี้ให้เหมาะสมกับฐานะการเงินของธุรกิจลูกหนี้

มาตรการที่ 2 สินเชื่อใหม่ (Soft Loan) วงเงิน 5 แสนล้านบาทอัตราดอกเบี้ย 2% นาน 2ปี และ “ฟรีดอกเบี้ย” 6เดือนแรกสำหรับธุรกิจ SMEs ที่มีวงเงินสินเชื่อไม่เกิน 500ล้านบาทและเป็นลูกหนี้ที่ดี(มาตรการนี้ไม่ครอบคลุมถึงบริษัทจดทะเบียนในตลาด SET และMAI) จะสามารถขอสินเชื่อใหม่ในวงเงินไม่เกิน 20%ของยอดหนี้คงค้าง โดยในช่วง 6 เดือนแรกรัฐบาลจะรับภาระดอกเบี้ยแทนลูกหนี้และจะชดเชยความเสียหายบางส่วนกับธนาคารที่ปล่อยกู้หากเกิด NPL

มาตรการที่ 3 ลดค่าธรรมเนียม FIDF เหลือ 0.23% นาน 2 ปีเพื่อลดภาระของสถาบันการเงินและจูงใจให้เกิดการลดดอกเบี้ยเงินกู้ลงทันที

มาตรการที่ 4 กองทุนเสริมสภาพคล่องตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชน(Corporate Bond Stabilization Fund:BSF) วงเงิน 4แสนล้านบาท โดยกองทุน (ธปท.)จะเข้าซื้อตราสารหนี้ภาคเอกชนของบริษัทที่มีคุณภาพดีที่ครบกำหนดชำระในช่วงปี 2020-2021เพื่อลดปัญหาด้านสภาพคล่องจนไม่สามารถต่ออายุ (Rollover risk)ซึ่งจะช่วยดูแลเสถียรภาพตลาดตราสารหนี้เอกชนให้ทำงานได้ตามปกติ

.

เราเชื่อว่า มาตรการดังกล่าวร่วมกับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจการคลัง“ลด” ความจำเป็นของการลดดอกเบี้ยนโยบายฉุกเฉิน แต่ยังมองว่าธปท. จะสามารถลดดอกเบี้ยได้อีก 1 ครั้งเป็นอย่างน้อยหากเศรษฐกิจถดถอยหนัก

มาตรการกู้ชีพ SMEs และตลาดบอนด์เอกชนช่วยลดความจำเป็นของ Emergency Rate Cut

เพราะล่าสุดรัฐบาลก็เตรียมนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเม็ดเงินถึง 1ล้านล้านบาท (ราว 10% ของ GDP) ดังนั้น ธปท.จึงอาจรอดูผลกระทบของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายลงมากรวมทั้งมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการโดยตรง ไปก่อน ทำให้ธปท. ไม่จำเป็นต้องรีบลดดอกเบี้ยฉุกเฉินเช่นในช่วงไตรมาสที่ 1

แม้การลดดอกเบี้ยฉุกเฉินอาจไม่เกิดขึ้น แต่เรายังคงมองว่า ธปท.จะสามารถลดดอกเบี้ยลงอย่างน้อย 1 ครั้งหากสถานการณ์การระบาดเลวร้ายหนัก ซึ่งล่าสุด การประกาศลดFIDF ก็เหมือน ธปท. ได้เพิ่มกระสุน (Policy Space) เป็น 0.50%ทำให้ ธปท. สามารถลดดอกเบี้ยได้อีก 1-2 ครั้งหากแนวโน้มเศรษฐกิจย่ำแย่กว่าที่คาดการณ์ไว้มากซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ ถ้าการระบาดของ COVID-19 มีลักษณะเหมือนSpanish Flu ในปี 1918-1919 ที่มีการระบาดถึงสามครั้งกว่าจะสงบ

นโยบายเร่งด่วนถัดไป คือ การลดดอกเบี้ยสินเชื่อครัวเรือน เรามองว่าการช่วยเหลือภาคครัวเรือนที่ประสบปัญหาเศรษฐกิจถดถอยก็มีความจำเป็นไม่แพ้การช่วยเหลือ SMEs หรือภาคธุรกิจอื่นๆ ดังนั้นการขอความร่วมมือสถาบันการเงินในการลดดอกเบี้ยสินเชื่ออุปโภคบริโภค (โดยเฉพาะ สินเชื่อที่อยู่อาศัย และรถยนต์ที่ NPL เริ่มเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่การเติบโตสินเชื่อต่ำลง)ก็อาจช่วยประคองการบริโภคภาคเอกชนและลดความเสี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ลงได้

ความคิดเห็นล่าสุด

การเปิดเผยความเสี่ยง: การซื้อขายตราสารทางการเงินและ/หรือเงินดิจิตอลจะมีความเสี่ยงสูงที่รวมถึงความเสี่ยงต่อการสูญเสียจำนวนเงินลงทุนของคุณบางส่วนหรือทั้งหมดและอาจไม่เหมาะสมกับนักลงทุนทั้งหมด ราคาของเงินดิจิตอลแปรปรวนอย่างมากและอาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกต่าง ๆ เช่น เหตุการณ์ทางการเงิน กฎหมายกำกับดูแล หรือ เหตุการณ์ทางการเมือง การซื้อขายด้วยมาร์จินทำให้ความเสี่ยงทางการเงินเพิ่มขึ้น
ก่อนการตัดสินใจซื้อขายตราสารทางการเงินหรือเงินดิจิตอล คุณควรตระหนักดีถึงความเสี่ยงและต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายในตลาดการเงิน ควรพิจารณาศึกษาอย่างรอบคอบในด้านวัตถุประสงค์การลงทุน ระดับประสบการณ์ และ การยอมรับความเสี่ยงและแสวงหาคำแนะนำทางวิชาชีพหากจำเป็น
Fusion Media อยากเตือนความจำคุณว่าข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้ไม่ใช่แบบเรียลไทม์หรือเที่ยงตรงแม่นยำเสมอไป ข้อมูลและราคาที่แสดงไว้บนเว็บไซต์ไม่ใช่ข้อมูลที่ได้รับจากตลาดหรือตลาดหลักทรัพย์เสมอไปแต่อาจได้รับจากผู้ดูแลสภาพคล่องและดังนั้นราคาจึงอาจไม่เที่ยงตรงแม่นยำและอาจแตกต่างจากราคาจริงในตลาดซึ่งหมายความว่าราคานี้เป็นเพียงราคาชี้นำและไม่เหมาะสมสำหรับวัตถุประสงค์เพื่อการซื้อขาย Fusion Media และผู้ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้จะไม่รับผิดชอบใด ๆ สำหรับความเสียหายหรือการสูญเสียที่เป็นผลมาจากการซื้อขายของคุณหรือการพึ่งพาของคุณในข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้
ห้ามใช้ จัดเก็บ ทำซ้ำ แสดงผล ดัดแปลง ส่งผ่าน หรือ แจกจ่ายข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้โดยไม่ได้รับการอนุญาตล่วงหน้าอย่างชัดแจ้งแบบเป็นลายลักษณ์อักษรจาก Fusion Media และ/หรือจากผู้ให้ข้อมูล ผู้ให้ข้อมูลขอสงวนสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาและ/หรือการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้
Fusion Media อาจได้รับผลตอบแทนจากผู้โฆษณาที่ปรากฎบนเว็บไซต์โดยอิงจากปฏิสัมพันธ์ของคุณที่มีกับโฆษณาหรือผู้โฆษณา
เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษของเอกสารฉบับนี้เป็นเวอร์ชั่นหลักซึ่งจะเป็นเวอร์ชั่นที่เหนือกว่าเมื่อใดก็ตามที่มีข้อขัดแย้งไม่สอดคล้องตรงกันระหว่างเอกสารเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษกับเอกสารเวอร์ชั่นภาษาไทย